logotype
คาถาธรรมบท มรรควรรคที่ ๒๐

๒๗๓. มคฺคานฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ, สจฺจานํ จตุโร ปทา,
วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ, ทิปทานญฺจ จกฺขุมา. (๒๐:)


ทางมีองค์แปด ประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย

ธรรมอันพระอริยะเจ้าพึงถึง ๔ ประการประเสริฐกว่าสัจจะทั้งหลาย

วิราคธรรมประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย พระตถาคตผู้มีจักษุ

ประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าและอรูปธรรมทั้งหลาย.

๒๗๔.

เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ, ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา,
เอตญฺหิ ตุเมฺห ปฏิปชฺชถ, มารเสนปฺปโมหนํ. (๒๐:)

ทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมดจดแห่งทัศนะ ทางอื่นไม่มี

เพราะเหตุนั้นท่านทั้งหลายจงดำเนินไปตามทางนี้แหละ

เพราะทางนี้เป็นที่ยังมารและเสนามารให้หลง.

๒๗๕.

เอตญฺหิ ตุเมฺห ปฏิปนฺนา, ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถ,
อกฺขาโต โว มยา มคฺโค, อญฺญาย สลฺลกนฺตนํ. (๒๐:)

ด้วยว่าท่านทั้งหลายดำเนินไปตามทางนี้แล้ว

จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เราทราบชัดธรรม

เป็นที่สลัดกิเลสเพียงดังลูกศรออก

บอกทางแก่ท่านทั้งหลายแล้ว.

๒๗๖.

ตุเมฺหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ, อกฺขาตาโร ตถาคตา,
ปฏิปนฺนา ปโมกฺขนฺติ, ฌายิโน มารพนฺธนา. (๒๐:)

ท่านทั้งหลายพึงทำความเพียรเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อน

พระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้บอก

ชนทั้งหลาย ดำเนินไปแล้ว ผู้เพ่งพินิจ

จะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมารได้.

๒๗๗.

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ, ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ,
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข, เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา. (๒๐:)

 

เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็น

ด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์

นี้เป็นทางแห่งความหมดจด.

๒๗๘.

สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ, ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ,
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข, เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา. (๒๐:)

เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็น

ด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์

นี้เป็นทางแห่งความหมดจด.

๒๗๙.

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ, ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ,
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข, เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา. (๒๐:)

เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็น

ด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์

นี้เป็นทางแห่งความหมดจด.

๒๘๐.

อุฏฺฐานกาลมฺหิ อนุฏฺฐหาโน,

ยุวา พลี อาลสิยํ อุเปโต,
สํสนฺนสงฺกปฺปมโน กุสีโต,

ปญฺญาย มคฺคํ อลโส น วินฺทติ. (๒๐:)

บุคคลหนุ่มมีกำลัง ไม่ลุกขึ้นในกาล

เป็นที่ลุกขึ้น เข้าถึงความเป็นคนเกียจคร้าน

มีความดำริอันจมเสียแล้ว ชื่อว่าเป็นคนเกียจคร้าน

คนเกียจคร้านย่อมไม่ประสพทางแห่งปัญญา.

๒๘๑.

วาจานุรกฺขี มนสา สุสํวุโต,

กาเยน จ อกุสลํ น กยิรา,
เอเต ตโย กมฺมปเถ วิโสธเย,

อาราธเย มคฺคํ อิสิปฺปเวทิตํ. (๒๐:)

บุคคลพึงตามรักษาวาจา พึงสำรวมดีแล้วด้วยใจ

และไม่พึงทำอกุศลด้วยกาย

พึงชำระกรรมบถ ๓ ประการนี้ให้หมดจด

พึงยินดีมรรคที่ฤาษีประกาศแล้ว.

๒๘๒.

โยคา เว ชายตี ภูริ, อโยคา ภูริสงฺขโย,
เอตํ เทฺวธา ปถํ ญตฺวา, ภวาย วิภวาย จ,

ตถตฺตานํ นิเวเสยฺย, ยถา ภูริ ปวฑฺฒติ. (๒๐:๑๐)

ปัญญาเพียงดังแผ่นดินย่อมเกิด

เพราะความประกอบโดยแท้

ความสิ้นไปแห่งปัญญาเพียงดังแผ่นดิน

เพราะความไม่ประกอบ บัณฑิตรู้ทางสองแพร่ง

แห่งความเจริญและความเสื่อมนี้แล้ว

พึงตั้งตนไว้โดยอาการที่ปัญญา

เพียงดังแผ่นดิน จะเจริญขึ้นได้.

๒๘๓.

วนํ ฉินฺทถ มา รุกฺขํ, วนโต ชายตี ภยํ,
เฉตฺวา วนญฺจ วนถญฺจ, นิพฺพนา โหถ ภิกฺขโว. (๒๐:๑๑)

ท่านทั้งหลายจงตัดป่าอย่าตัดต้นไม้

ภัยย่อมเกิดแต่ป่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เธอทั้งหลายตัดป่าและหมู่ไม้ในป่าแล้ว

จงเป็นผู้ไม่มีป่า.

๒๘๔.

ยาวํ หิ วนโถ น ฉิชฺชติ, อณุมตฺโตปิ นรสฺส นาริสุ,
ปฏิพทฺธมโน ว ตาว โส, วจฺโฉ ขีรปโกว มาตริ. (๒๐:๑๒)

เพราะกิเลสดุจหมู่ไม้ในป่าแม้ประมาณน้อย

ในนารีของนระ ยังไม่ขาดเพียงใด

นระนั้นยังมีใจเกาะเกี่ยว ดุจลูกโคผู้ดื่มกินน้ำนม

มีใจเกาะเกี่ยวในมารดาเพียงนั้น.

๒๘๕.

อุจฺฉินฺท สิเนหมตฺตโน, กุมุทํ สารทิกํว ปาณินา,
สนฺติมคฺคเมว พฺรูหย, นิพฺพานํ สุคเตน เทสิตํ. (๒๐:๑๓)

ท่านจงตัดความรักของตนเสีย

ดุจบุคคลเด็ดดอกโกมุทอันเกิดในสรทกาลด้วยฝ่ามือ

ท่านจงเพิ่มพูนทางสงบที่เป็นไปเพื่อนิพพานอันพระ

สุคตทรงแสดงแล้วอย่างเดียว.

๒๘๖.

อิธ วสฺสํ วสิสฺสามิ, อิธ เหมนฺตคิมฺหิสุ,
อิติ พาโล วิจินฺเตติ, อนฺตรายํ น พุชฺฌติ. (๒๐:๑๔)

คนพาลย่อมคิดผิดว่า

เราจักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูฝน

จักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูหนาวและฤดูร้อน

ดังนี้ ย่อมไม่รู้อันตราย.

๒๘๗.

ตํ ปุตฺตปสุสมฺมตฺตํ, พฺยาสตฺตมนสํ นรํ,
สุตฺตํ คามํ มโหโฆว, มจฺจุ อาทาย คจฺฉติ. (๒๐:๑๕)

มัจจุย่อมพาเอาคนผู้มัวเมาในบุตรและ

ปสุสัตว์มีมนัสข้องติดในอารมณ์ต่างๆ

เหมือนห้วงน้ำใหญ่พาเอาชาวบ้านผู้หลับไปฉะนั้น.

๒๘๘.

น สนฺติ ปุตฺตา ตาณาย, น ปิตา นปิ พนฺธวา,
อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส, นตฺถิ ญาตีสุ ตาณตา. (๒๐:๑๖)

เมื่อบุคคลถูกมัจจุผู้ทำซึ่งที่สุดครอบงำแล้ว

บุตรทั้งหลายย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน

บิดาย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน ถึงพวกพ้องทั้งหลาย

ก็ย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน ความเป็นผู้ต้านทานไม่มี

ในญาติทั้งหลาย.

๒๘๙.

เอตมตฺถวสํ ญตฺวา, ปณฺฑิโต สีลสํวุโต,
นิพฺพานคมนํ มคฺคํ, ขิปฺปเมว วิโสธเย. (๒๐:๑๗)

มคฺควคฺโค วีสติโม นิฏฺฐิโต.

บัณฑิตทราบอำนาจประโยชน์นี้แล้ว

พึงเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยศีล

พึงรีบชำระทางเป็นที่ไปสู่นิพพานพลันทีเดียว.

จบมรรควรรคที่ ๒๐

 

image1 image2 image3
Home วินัยปิฏก (ขันธกะ ๒๒) พระวินัยปิฏก เล่มที่ ๔_๑. มหาขันธก์ (๓)

Main Menu

Print E-mail
Article Index
พระวินัยปิฏก เล่มที่ ๔_๑. มหาขันธก์ (๓)
อันตรายิกธรรม
พระพุทธานุญาตให้ถือนิสสัย
วิธีให้บรรพชา
บุคคลไม่ควรให้บรรพชา ๓๒ จำพวก
All Pages

 

ติตถิยปริวาส

[๑๐๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ อันพระอุปัชฌายะว่ากล่าวอยู่

โดยชอบธรรม ได้ยกวาทะของอุปัชฌายะเสีย แล้วเข้าไปสู่ลัทธิเดียรถีย์นั้นดังเดิม. เธอกลับมา

ขออุปสมบทต่อภิกษุทั้งหลายอีก. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้

มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ อันพระอุปัชฌายะว่ากล่าวอยู่โดย

ชอบธรรม ได้ยกวาทะของอุปัชฌายะเสีย แล้วเข้าไปสู่ลัทธิเดียรถีย์นั้นดังเดิม มาแล้ว ไม่พึง

อุปสมบทให้ แม้ผู้อื่นที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ หวังบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ พึงให้

ปริวาส ๔ เดือนแก่เธอ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงให้ติดถิยปริวาสอย่างนี้:-

วิธีให้ติตถิยปริวาส

ชั้นต้นพึงให้กุลบุตรที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ปลงผมและหนวด ให้ครองผ้ากาสายะ

ให้ห่มผ้าเฉวียงบ่า ให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย แล้วนั่งกระหย่ง ให้ประคองอัญชลีสั่งว่า จงว่า

อย่างนี้ แล้วให้ว่าสรณคมน์ ดังนี้:-

ไตรสรณคมน์

พุทฺธ สรณ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง

ธมฺม สรณ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระธรรม เป็นที่พึ่ง

สงฺฆ สรณ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง

ทุติยมฺปิ พุทฺธ สรณ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่สอง

ทุติยมฺปิ ธมฺม สรณ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระธรรม เป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่สอง

ทุติยมฺปิ สงฺฆ สรณ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่สอง

ตติยมฺปิ พุทฺธ สรณ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่สาม

ตติยมฺปิ ธมฺม สรณ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระธรรม เป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่สาม

ตติยมฺปิ สงฺฆ สรณ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่สาม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์นั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าเฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย นั่งกระหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำขอติตถิยปริวาสอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

คำขอติตถิยปริวาส

ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าผู้มีชื่อนี้ เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ หวังอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้

ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้านั้น ขอปริวาส ๔ เดือนต่อสงฆ์.

พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม.

ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

กรรมวาจาให้ติตถิยปริวาส

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ผู้นี้ เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ หวังอุปสมบท

ในพระธรรมวินัยนี้ เธอขอปริวาส ๔ เดือนต่อสงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว

สงฆ์พึงให้ปริวาส ๔ เดือน แก่ผู้มีชื่อนี้ ผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์. นี่เป็นญัตติ.

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ หวังอุปสมบท

ในพระธรรมวินัยนี้ เธอขอปริวาส ๔ เดือนต่อสงฆ์. สงฆ์ให้ปริวาส ๔ เดือนแก่ผู้มีชื่อนี้

ผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์. การให้ปริวาส ๔ เดือนแก่ผู้มีชื่อนี้ ผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ ชอบ

แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

ปริวาส ๔ เดือน สงฆ์ให้แล้ว แก่ผู้มีชื่อนี้ ผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ ชอบแก่สงฆ์

เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ เป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี อย่างนี้ และ

เป็นผู้ปฏิบัติมิให้สงฆ์ยินดีอย่างนี้.

ข้อปฏิบัติที่มิให้สงฆ์ยินดี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างไรเล่า กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติมิให้

สงฆ์ยินดี?

. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ในพระธรรมวินัยนี้ เข้าบ้านเช้า

เกินไป กลับสายเกินไป แม้เช่นนี้ ก็ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติมิให้สงฆ์ยินดี.

. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ เป็นผู้มีหญิง

แพศยาเป็นโคจร มีหญิงหม้ายเป็นโคจร มีสาวเทื้อเป็นโคจร มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร หรือมี

ภิกษุณีเป็นโคจร แม้เช่นนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติมิให้สงฆ์ยินดี.

. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ เป็นผู้ไม่ขยัน

เกียจคร้านในการงานใหญ่น้อยของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ไม่ประกอบด้วยปัญญาพิจารณา

สอดส่อง ในการนั้น ไม่อาจทำ ไม่อาจจัดการ แม้เช่นนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติมิให้สงฆ์ยินดี

. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ เป็นผู้ไม่สนใจ

ในการเรียนบาลี ในการเรียนอรรถกถา ในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แม้เช่นนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้

ปฏิบัติมิให้สงฆ์ยินดี.

. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ ตนหลีกมาจาก

สำนักเดียรถีย์แห่งครูคนใด เมื่อมีผู้กล่าวติครูคนนั้น ติความเห็น ความชอบใจ ความพอใจ

และความยึดถือ ของครูคนนั้น ยังโกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ เมื่อมีผู้กล่าวติพระพุทธเจ้า

พระธรรม หรือพระสงฆ์ กลับพอใจ ร่าเริง ชอบใจ ก็หรือตนหลีกมาจากสำนักเดียรถีย์

แห่งครูคนใด เมื่อมีผู้กล่าวสรรเสริญครูคนนั้น สรรเสริญความเห็น ความชอบใจ ความพอใจ

และความยึดถือ ของครูคนนั้น ย่อมพอใจ ร่าเริง ชอบใจ เมื่อมีผู้กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า

พระธรรม หรือพระสงฆ์ กลับโกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นเครื่องสอบสวนในข้อปฏิบัติที่ไม่ชวนให้สงฆ์ยินดีแห่ง

กุลบุตรผู้เคยเป็นเดียรถีย์.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติมิให้

สงฆ์ยินดี. กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ ปฏิบัติมิให้สงฆ์ยินดีเช่นนี้แล มาแล้ว ไม่พึง

อุปสมบทให้.

ข้อปฏิบัติที่ให้สงฆ์ยินดี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างไรเล่า กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ เป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี?

. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ในพระธรรมวินัยนี้ เข้าบ้าน

ไม่เช้าเกินไป กลับไม่สายเกินไป แม้เช่นนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี.

. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ ไม่เป็นผู้มี

หญิงแพศยาเป็นโคจร ไม่มีหญิงหม้ายเป็นโคจร ไม่มีสาวเทื้อเป็นโคจร ไม่มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร

ไม่มีภิกษุณีเป็นโคจร แม้เช่นนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี.

. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ เป็นผู้ขยัน

ไม่เกียจคร้านในการงานใหญ่น้อยของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญาพิจารณา

สอดส่องในการนั้น อาจทำได้ อาจจัดการได้ แม้เช่นนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี

. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ เป็นผู้สนใจ

ในการเรียนบาลี ในการเรียนอรรถกถา ในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แม้เช่นนี้ ก็ชื่อว่า

เป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี.

. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ ตนหลีกมาจาก

สำนักเดียรถีย์แห่งครูคนใด เมื่อมีผู้กล่าวติครูคนนั้น ติความเห็น ความชอบใจ ความพอใจ

และความยึดถือ ของครูคนนั้น ย่อมพอใจ ร่าเริง ชอบใจ เมื่อเขากล่าวติพระพุทธเจ้า พระธรรม

หรือพระสงฆ์ กลับโกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ ก็หรือตนหลีกมาจากสำนักเดียรถีย์แห่งครูคนใด

เมื่อมีผู้กล่าวสรรเสริญครูคนนั้น สรรเสริญความเห็น ความชอบใจ ความพอใจ และความยึดถือ

ของครูคนนั้น ย่อมโกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ เมื่อเขากล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า พระธรรม

หรือพระสงฆ์ กลับพอใจ ร่าเริง ชอบใจ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นเครื่องสอบสวนในข้อปฏิบัติที่ชวนให้สงฆ์ยินดี แห่ง

กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์

ยินดี. กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดีเช่นนี้แล มาแล้ว พึงอุปสมบทให้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ากุลบุตรผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ เปลือยกายมา ต้องแสวงหาจีวร

ซึ่งมีอุปัชฌายะเป็นเจ้าของ ถ้ายังมิได้ปลงผมมา สงฆ์พึงอปโลกน์ เพื่อปลงผม.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชฏิลผู้บูชาไฟเหล่านั้นมาแล้ว พึงอุปสมบทให้ ไม่ต้องให้ปริวาส

แก่พวกเธอ. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชฎิลเหล่านั้น เป็นกรรมวาที

กิริยวาที.

ถ้าศากยะโดยกำเนิดเคยเป็นอัญญเดียรถีย์มา เธอมาแล้วพึงอุปสมบทให้ ไม่ต้องให้

ปริวาสแก่เธอ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราให้บริหารข้อนี้เป็นส่วนพิเศษเฉพาะหมู่ญาติ.

อัญญติถิยปุพพกถา จบ

ภาณวารที่ ๗ จบ

----------------


Last Updated on Saturday, 14 December 2013 20:23
 
joomla template