logotype
คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔

๓๓๔. มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน, ตณฺหา วฑฺฒติ มาลุวา วิย,
โส ปลวตี หุราหุรํ, ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร. (๒๔:๑)

 

ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท ดุจเคลือเถาย่านทราย ฉะนั้น,

บุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่า ฉะนั้น.

๓๓๕.

ยํ เอสา สหตี ชมฺมี, ตณฺหา โลเก วิสตฺติกา,
โสกา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ, อภิวฑฺฒํว พีรณํ. (๒๔:๒)

ตัณหานี้ลามกซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก ย่อมครอบงำบุคคลใด ความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่า ฉะนั้น.

๓๓๖.

โย เจ ตํ สหตี ชมฺมึ, ตณฺหํ โลเก ทุรจฺจยํ,
โสกา ตมฺหา ปปตนฺติ, อุทพินฺทุว โปกฺขรา. (๒๔:๓)

บุคคลใดแลย่อมครอบงำตัณหาอันลามก

ล่วงไปได้โดยยากในโลก,

ความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น

เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัว ฉะนั้น.

๓๓๗.

ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว, ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา,
ตณฺหาย มูลํ ขณถ, อุสีรตฺโถว พีรณํ,
มา โว นฬํ ว โสโตว, มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ. (๒๔:๔)

เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะ

ท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้

ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย

ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝก ฉะนั้น

มารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ

ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น.

๓๓๘.

ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทเฬฺห,

ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ,
เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต,

นิพฺพตฺตติ ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ. (๒๔:๕)

ต้นไม้ เมื่อรากหาอันตรายมิได้ มั่นคงอยู่

แม้ถูกตัดแล้วก็กลับงอกขึ้นได้ ฉันใด

ทุกข์นี้ เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้แล้ว

ย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ฉันนั้น.

๓๓๙.

ยสฺส ฉตฺตึสตีโสตา, มนาปสฺสวนา ภุสา,
วาหาวหนฺติ ทุทฺทิฏฺฐึ, สงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตา. (๒๔:๖)

ความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะเป็นของใหญ่

ย่อมนำบุคคลผู้มีตัณหาดังกระแส ๓๖

อันไหลไปในอารมณ์ซึ่งทำให้ใจเอิบอาบ

เป็นของกล้า ไปสู่ทิฏฐิชั่ว.

๓๔๐.

สวนฺติ สพฺพธี โสตา, ลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ,
ตญฺจ ทิสฺวา ลตํ ชาตํ, มูลํ ปญฺญาย ฉินฺทถ. (๒๔:๗)

 

กระแสตัณหาย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง

ตัณหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่

ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาดังเครือเถานั้นอันเกิดแล้ว

จงตัดรากเสียด้วยปัญญา.

๓๔๑.

สริตานิ สิเนหิตานิ จ,

โสมนสฺสานิ ภวนฺติ ชนฺตุโน,
เต สาตสิตา สุเขสิโน,

เต เว ชาติชรูปคา นรา. (๒๔:๘)

โสมนัสที่ซ่านไปแล้วและที่เป็นไป

กับด้วยความเยื่อใย ย่อมมีแก่สัตว์

สัตว์เหล่านั้นอาศัยความสำราญแสวงหาสุข

นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้เข้าถึงชาติและชรา.

๓๔๒.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา,

ปริสปฺปนฺติ สโสว พนุธิโต,
สญฺโญชนสงฺคสตฺตกา,

ทุกฺขมุเปนฺติ ปุนปฺปุนํ จิราย. (๒๔:๙)

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องแล้วด้วยสังโยชน์และธรรมเป็นเครื่องข้อง
ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆสิ้นกาลนาน.

๓๔๓.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา,

ปริสปฺปนฺติ สโสว พนุธิโต,
ตสฺมา ตสิณํ วิโนทเย,

ภิกฺขุ อากงฺขํ วิราคมตฺตโน. (๒๔:๑๑)

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับ

กระส่ายอยู่ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังวิราคะ

ธรรมแก่ตน พึงบรรเทาตัณหาที่ทำความสะดุ้งเสีย.

๓๔๔.

โย นิพฺพนโฐ วนาธิมุตฺโต,

วนมุตฺโต วนเมว ธาวติ,
ตํ ปุคฺคลเมว ปสฺสถ,

มุตฺโต พนฺธนเมว ธาวติ. (๒๔:๑๒)

 

ท่านทั้งหลายจงเห็นบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า

มีใจน้อมไปแล้วในความเพียรดุจป่า

พ้นแล้วจากตัณหาเพียงดังป่า ยังแล่นเข้าหาป่านั่นแล

บุคคลนี้พ้นแล้วจากเครื่องผูกยังแล่นเข้าหาเครื่องผูก.

๓๔๕.

น ตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา,

ยทายสํ ทารุชํ ปพฺพชญฺจ,
สารตฺตรตฺตา มณิกุณฺฑเลสุ,

ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา. (๒๔:๑๓)

นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูกซึ่งเกิดแต่เหล็ก

เกิดแต่ไม้ และเกิดแต่หญ้าปล้องว่ามั่นไม่

สัตว์ผู้กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้ว ในแก้วมณีและ

แก้วกุณฑลทั้งหลาย และความห่วงใยในบุตรและภริยา.

๓๔๖.

เอตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา,

โอหารินํ สิถิลํ ทุปฺปมุญฺจํ,
เอตํปิ เฉตฺวาน ปริพฺพชนฺติ,

อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหาย. (๒๔:๑๔)

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอันหน่วงลง

อันหย่อน อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก นั้นว่ามั่น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้ว ย่อมเว้นรอบ.

๓๔๗.

เย ราครตฺตานุปตนฺติ โสตํ,

สยํ กตํ มกฺกฏโกว ชาลํ,
เอตมฺปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา,

อนเปกฺขิโน สพฺพทุกฺขํ ปหาย. (๒๔:๑๕)

สัตว์เหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป

ตามกระแสตัณหา ดุจแมลงมุมแล่นไปตามใยที่ตนทำเอง ฉะนั้น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไป.

๓๔๘.

มุญฺจ ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต,

มชฺเฌ มุญฺจ ภวสฺส ปารคู,
สพฺพตฺถ วิมุตฺตมานโส,

น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ. (๒๔:๑๖)

ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย

จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขต

ธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก.

๓๔๙.

วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน,

ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน,
ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ,

เอส โข ทฬฺหํ กโรติ พนฺธนํ. (๒๔:๑๗)

 

ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูกวิตกย่ำยี

ผู้มีราคะกล้า มีปกติเห็นอารมณ์ว่างาม

ผู้นั้นแลย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น.

๓๕๐.

วิตกฺกูปสเม จ โย รโต,

อสุภํ ภาวยตี สทา สโต,
เอส โข วฺยนฺติกาหติ,

เอสจฺเฉจฺฉติ มารพนฺธนํ. (๒๔:๑๘)

ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบวิตก

มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภะอยู่

ผู้นั้นแลจักทำตัณหาให้สิ้นไป

ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้.

๓๕๑.

นิฏฺฐํ คโต อสนฺตาสี, วีตตโณฺห อนงฺคโณ,
อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ, อนฺติโมยํ สมุสฺสโย. (๒๔:๑๙)

ภิกษุผู้ถึงความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้ง

ปราศจากตัณหาไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน

ตัดลูกศรอันยังสัตว์ให้ไปสู่ภพได้แล้ว

อัตภาพของภิกษุนี้มีในที่สุด.

๓๕๒.

วีตตโณฺห อนาทาโน, นิรุตฺติปทโกวิโท,
อกฺขรานํ สนฺนิปาตํ, ชญฺญา ปุพฺพปรานิ จ,
ส เว อนฺติมสารีโร, มหาปญฺโญ มหาปุริโสติ วุจฺจติ. (๒๔:๒๐)

ภิกษุปราศจากตัณหาไม่ยึดมั่น ฉลาดในนิรุติและบท

รู้จักความประชุมเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย

ภิกษุนั้นแลมีสรีระในที่สุด

เรากล่าวว่า มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ.

๓๕๓.

สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ,

สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต,
สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต,

สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํ. (๒๔:๒๑)

เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้แจ้งธรรมทั้งปวง

อันตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง

ละธรรมได้ทุกอย่างพ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหา

รู้ยิ่งเอง พึงแสดงใครเล่า (ว่าเป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์).

๓๕๔.

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ,

สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ,
สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ,

ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ. (๒๔:๒๒)

การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง

รสแห่งธรรมย่อมชำนะรสทั้งปวง

ความยินดีในธรรมย่อมชำนะความยินดีทั้งปวง

ความสิ้นตัณหาย่อมชำนะทุกข์ทั้งปวง.

๓๕๕.

หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ, โน เจ ปารคเวสิโน,
โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ, หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ. (๒๔:๒๓)

โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม

แต่หาฆ่าผู้ที่แสวงหาฝั่งไม่, คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้

เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น.

๓๕๖.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, ราคโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตราเคสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๔)

นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์มีราคะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคล ถวายในท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๗.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โทสโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตโทเสสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๕)

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโทสะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๘.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โมหโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตโมเหสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๖)

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโมหะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๙.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, อิจฺฉาโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วิคติจฺเฉสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๗)

 

ตณฺหาวคฺโค จตุวีสติโม นิฏฺฐิโต.

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีความอิจฉาเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากความอิจฉา ย่อมมีผลมาก.

จบตัณหาวรรคที่ ๒๔

 

image1 image2 image3
Home อภิธัมมัตถสังคหปุจฉาวิสัชชนา ตัวอย่างข้อสอบพระอภิธรรม ชั้นจูฬอาภิธรรมิกะตรี ปี ๒๕๕๐

Main Menu

ตัวอย่างข้อสอบพระอภิธรรม ชั้นจูฬอาภิธรรมิกะตรี ปี ๒๕๕๐ Print E-mail

ข้อสอบข้อเขียนพระอภิธรรม ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๐

อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ชั้น จูฬอาภิธรรมิกะตรี

สอบวันอาทิตย์ที่ ๙ ธันวาคม พ.. ๒๕๕๐

วิชา : จิต เจตสิก รูป นิพพาน ๑๐ ข้อ รวม ๑๐๐ คะแนน เวลา ๔ ชม.

--------------------------------------------------------------------------------------

๑. คำประฌามและปฏิญญานั้น เมื่อจำแนกโดยบทสามัญแล้วมีเท่าไร คืออะไรบ้าง แสดงมาพร้อมความหมายพอได้ความ ?

๒. ก.สมฺปยุตฺตํ มีกี่อย่าง คืออะไรบ้าง จงแปลด้วย

ข.ปรมัตถสัจจะ มีกี่อย่าง คืออะไรบ้าง แสดงมาพร้อมความหมาย

ค.อกุศลจิต หมายความว่าอย่างไร และมีกี่ประเภท คือ อะไรบ้าง

๓. จงแสดงบาลีและคำแปลในจิตดังต่อไปนี้

ก.โลภมูลจิตดวงที่ ๑ ข. โมหมูลจิต ๒ ค.อเหตุกกริยาจิต ๓ ง. จตุตถฌานจิต ๑๑

๔. ก. ให้จำแนกอกุศลจิต ๑๒ โดยเวทนาเภทนัย สัมปโยคเภทนัย สังขารเภทนัย

ข. ให้แสดงความแตกต่างกันระหว่างสุขสหคตจิต กับ โสมนัสสหคตจิต และทุกขสหคตจิต กับโทมนัสสหคตจิต

๕. ให้แสดงลักษณะ ๔ ประการของเจตสิก และยกหลักฐานบาลีด้วย ? ( ไม่ต้องแปล )

๖. ก. วิตกเจตสิก ประกอบได้ในจิตเท่าไร คืออะไรบ้าง

ข. วิจารเจตสิก ประกอบได้ในจิตเท่าไร คืออะไรบ้าง

ค. ปีติเจตสิก ประกอบได้ในจิตเท่าไร คืออะไรบ้าง

ง. ฉันทเจตสิก ประกอบได้ในจิตเท่าไร คืออะไรบ้าง

จ. ศรัทธาเจตสิก ประกอบได้ในจิตเท่าไร คืออะไรบ้าง

๗. จงแสดงสังคหนัย ในจิตดังต่อไปนี้มาดูว่ามีเจตสิกประกอบได้เท่าไร คืออะไรบ้าง

ก. โลภมูลจิตดวงที่ ๒ ข. โทสมูลจิตดวงที่ ๒ ค. มหากุศลจิตดวงที่ ๓

ง. ทุติยฌานจิต ๓ จ. ทุติยฌานจิต ๑๑

๘.จงแสดงคาถารูปปรมัตถ์ พร้อมคำแปล ?

๙. ให้บอกความหมาย พร้อมองค์ธรรมของรูปดังต่อไปนี้

ก. กัมมชรูป ข. จิตตชรูป ค. จักขุทสกกลาป

ง. ชีวิตนวกกลาป จ. สัททนวกกลาป ฉ. กายวิญญัติลหุตาทิทวาทสกกลาป

ช. วจีวิญญัติสัททลหุตาทิทวาทสกกลาป

๑๐. ก.ให้แปลคุณบทของพระนิพพาน ดังต่อไปนี้ ปทํ อจฺจุตํ อจฺจนฺตํ อสงฺขตํ อนุตฺตรํ

ข.พระนิพพานเมื่อว่าโดยสภาวลักษณะแล้ว มีเท่าไหร่ คือ อะไรบ้าง จงแสดงมาดู

***************************

ฝ่ายวางแผนและวิชาการ อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

 

 

ข้อสอบสัมภาษณ์พระอภิธรรม ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๐

อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ชั้น จูฬอาภิธรรมิกะตรี

สอบวันจันทร์ที่ ๑๐ ธันวาคม พ.. ๒๕๕๐

วิชา : จิต เจตสิก รูป นิพพาน ๕ ข้อ ๒๕ คะแนน เวลา ๑๕ นาที

---------------------------------------------------------------------------------------

. . สัทธรรมมีกี่อย่างคืออะไรบ้าง บอกความหมายด้วย

. จิตเมื่อว่าโดยสรุปแล้วมีเท่าไร คืออะไรบ้าง

ตอบ ก. สัทธรรม มี ๓ อย่างคือ

๑. ปริยัติสัทธรรม ได้แก่ พระบาลี และอรรถกถา

๒. ปฏิบัติสัทธรรม ได้แก่ การรักษาศีล การถือธุดงค์ การเจริญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

๓. ปฏิเวธสัทธรรม ไดแก่ มรรค ผล นิพพาน ฌาน อภิญญา

ข. จิตเมื่อว่าโดยสรุปแล้วมี ๓ ประการคือ

๑. มีการรับอารมณ์อยู่เสมอ

๒. เป็นเหตุให้เจตสิกทั้งหลายรู้อารมณ์ได้คล้าย ๆกับผู้นำ

๓. ทำให้สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตวิจิตรพิสดาร

. . โสภณจิตที่เป็นอุเบกขาด้วย วิปปยุตต์ด้วย สสังขาริกด้วย มีจำนวนเท่าไร คืออะไรบ้าง ?

. ในบรรดาฌานจิต ๖๗ นั้น เป็นกุศลชาติเท่าใด เป็นวิปากชาติเท่าใด เป็นกริยาชาติเท่าใด ?

. คำว่า “อนิยตโยคีเจตสิก” หมายความว่าอย่างไร มีจำนวนเท่าไร คืออะไรบ้าง ?

ตอบ ก. มี ๓ ดวงคือ มหากุศลจิตดวงที่ ๘ มหาวิปากจิตดวงที่ ๘ มหากริยาจิตดวงที่ ๘

ข. เป็นกุศลชาติ ๒๙ เป็นวิปากชาติ ๒๙ เป็นกริยาชาติ ๙

ค. หมายความว่า เจตสิกที่ประกอบได้ไม่แน่นอน มี ๑๑ ดวงคือ มานะ, อิสสา, มัจฉริยะ,

กุกกุจจะ, ถีนะ, มิทธะ, วิรตี ๓, อัปปมัญญา ๒

. . เจตสิกที่ประกอบในอกุศลจิตได้ทั้งหมดนั้น มีจำนวนเท่าไร คืออะไรบ้าง ?

. ปกิณณกเจตสิก มีกี่ดวง คืออะไรบ้าง และดวงไหนไม่ประกอบกับโมหมูลจิต ๒ ?

. ในอเหตุกจิต ๑๘ ดวงนั้น จิตดวงไหนมีเจตสิกประกอบมากที่สุด

และดวงไหนมีเจตสิกประกอบน้อยที่สุด ?

ตอบ ก. มี ๑๔ ดวงคือ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ วิตกเจตสิก วิจารเจตสิก วิริยเจตสิก โมจตุกเจตสิก ๔

ข. มี ๖ ดวงคือ วิตก วิจาร อธิโมกข์ วิริยะ ปีติ ฉันทะ ปีติ และฉันทะ ไม่ประกอบกับโมหมูลจิต ๒

ค. ในอเหตุกจิต ๑๘ ดวงนั้น

จิตดวงที่มีเจตสิกประกอบมากที่สุด คือ หสิตุปปาทจิต ๑

จิตดวงที่มีเจตสิกประกอบน้อยที่สุด คือ ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐

. . สุขุมรูป หมายความว่าอย่างไร มีเท่าไร คืออะไรบ้าง

ข. จงแสดงอุตุชรูป ๔ อย่างมาดู

ตอบ ก. สุขุมรูป หมายความว่า รูปละเอียด หมายถึง รูปที่ไม่ปรากฏชัด มี ๑๖ ได้แก่ อาโป ๑ ภาวรูป ๒ หทยรูป ๑ ชีวิตรูป ๑ อาหารรูป ๑ ปริเฉทรูป ๑ วิญญัติรูป ๒ วิการรูป ๓ ลักขณรูป ๔

ข. อุตุชรูป ๔ อย่างคือ

๑. กัมมปัจจยอุตุชรูป รูปที่เกิดขึ้นจากอุตุมีกรรมเป็นสมุฏฐาน

๒ จิตตปัจจยอุตุชรูป รูปที่เกิดจากอุตุมีจิตเป็นสมุฏฐาน

๓. อุตุปัจจยอุตุชรูป รูปที่เกิดจากอุตุมีอุตุเป็นสมุฏฐาน

๔. อาหารปัจจยอุตุชรูป รูปที่เกิดจากอุตุมีอาหารเป็นสมุฏฐาน

. . ให้แสดงความแตกต่างกันระหว่างสอุปาทิเสสนิพพาน กับ อนุปาทิเสสนิพพาน

และจงจำแนกนิพพานทั้ง ๒ อย่างนี้โดยบุคคล ?

. คำว่า “อุปาทิ” มีในบทว่า สอุปาทิเสสนิพพานนั้น องค์ธรรมได้แก่อะไร จัดเป็นขันธ์ได้เท่าไร ?

ตอบ ก. สอุปาทิเสสนิพพาน หมายความว่า นิพพานที่เป็นไปกับขันธ์ ๕ คือวิบากและกัมมชรูปที่เหลือ

จากกิเลสทั้งหลาย เมื่อว่าโดยบุคคล ก็ได้แก่พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่

อนุปาทิเสสนิพพาน หมายความว่า นิพพานที่ไม่มีขันธ์ ๕ คือวิบากและกัมมชรูปที่เหลืออยู่

เมื่อว่าโดยบุคคล ก็ได้แก่พระอรหันต์ที่ปรินิพพานแล้ว

ข. องค์ธรรมได้แก่ วิบาก และกัมมชรูป จัดเป็นขันธ์ได้ขันธ์ ๕

----------------------------

ฝ่ายวางแผนและวิชาการ อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

 

 

เฉลยข้อสอบข้อเขียนพระอภิธรรม ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๐

อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ชั้น จูฬอาภิธรรมิกะตรี

สอบวันเสาร์ที่ ๙ ธันวาคม พ.. ๒๕๕๐

วิชา : จิต เจตสิก รูป นิพพาน ๑๐ ข้อ รวม ๑๐๐ คะแนน เวลา ๔ ชม.

-----------------------------------------------------------------------------------------

. คำประฌามและปฏิญญานั้น เมื่อจำแนกโดยบทสามัญแล้วมีเท่าไร คืออะไรบ้าง แสดงมาพร้อมความหมายพอได้ความ ?

ตอบ มี ๖ บท

๑. สมฺมาสมฺพุทฺธํ หมายความว่า ผู้ตรัสรู้เญยยธรรมทั้งปวงตามลำพังพระองค์เองอย่างถูกต้อง ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธจำพวกเดียว

๒. อตุลํ หมายความว่า หาผู้เปรียบปานมิได้

๓. สสทฺธมฺมคณุตฺตมํ หมายความว่า พร้อมด้วยพระสัทธรรม และคณะพระอริยสงฆ์เจ้าทั้งหลายซึ่งเป็นผู้อุดม

๔. อภิวาทิย หมายความว่า เป็นคำนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

๕. ภาสิสฺสํ หมายความว่า เป็นคำรับรองว่าจะแต่ง

๖. อภิธมฺมตฺถสงฺคหํ หมายความว่า ตามที่ได้กล่าวคำรับรองว่าจะแต่งนั้น ก็ได้แก่คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหปกรณ์นี้เอง

. . สมฺปยุตฺตํ มีกี่อย่าง คืออะไรบ้าง จงแปลด้วย

. ปรมัตถสัจจะ มีกี่อย่าง คืออะไรบ้าง แสดงมาพร้อมความหมาย

. อกุศลจิต หมายความว่าอย่างไร และมีกี่ประเภท คือ อะไรบ้าง

ตอบ ก.สมฺปยุตฺตํ มี ๕ อย่าง คือ

๑.ทิฏคตสมฺปยุตฺตํ จิตที่ประกอบด้วยทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด

๒.ปฏิฆสมฺปยุตฺตํ จิตที่ประกอบด้วยโทสะ คือ ความโกรธ

๓.วิจิกิจฺฉาสมฺปยุตฺตํ จิตที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา คือ ความสังสัย

๔.อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตํ จิตที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน

๕.าณสมฺปยุตฺตํ จิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือ ความรู้

ข.ปรมัตถสัจจะ มี ๒ อย่าง คือ

๑.สภาวสัจจะ ธรรมที่เป็นจริงตามสภาวะลักษณะ ได้แก่ กุศลธรรม อกุศลธรรม เป็นต้นที่แสดงไว้ในอภิธรรมปิฎก

๒.อริยสัจจะ ธรรมที่เป็นจริงโดยเฉพาะอริยบุคคลทั้งหลาย ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔ มีทุกขสัจจะ เป็นต้น

ค.อกุศลจิต หมายความ จิตที่มีโทษและให้ผลตรงข้ามกับกุศลจิต หรือเป็นจิตที่ประกอบกับอกุศลเจตสิกมี ๓ ประเภท คือ ๑.โลภมูลจิต ๒.โทสมูลจิต ๓.โมหมูลจิต

. จงแสดงบาลีและคำแปลในจิตดังต่อไปนี้

. โลภมูลจิตดวงที่ ๑ . โมหมูลจิต ๒ .อเหตุกกริยาจิต ๓ . จตุตถฌานจิต ๑๑

ตอบ

๑. โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ

จิตที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการชักชวน พร้อมด้วยความดีใจ ประกอบด้วยความเห็นผิด

ข. ๑. อุเปกฺขาสหคตํ วิจิกิจฺฉาสมฺปยุตฺตํ

จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความเฉยๆ ประกอบด้วยความสงสัย

๒. อุเปกฺขาสหคตํ อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตํ

จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความเฉยๆ ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน

ค. ๑. อุเปกฺขาสหคตํ ปญฺจทวาราวชฺชนจิตฺตํ

จิตที่พิจารณาอารมณ์ทางปัญจทวารที่ดีและไม่ดี เกิดขึ้นพร้อมด้วยความเฉย ๆ

๒. อุเปกฺขาสหคตํ มโนทวาราวชฺชนจิตฺตํ

จิตที่พิจารณาอารมณ์ทางมโนทวารที่ดีและไม่ดี เกิดขึ้นพร้อมด้วยความเฉย ๆ

๓. โสมนสฺสสหคตํ หสิตุปฺปาทจิตฺตํ

จิตที่ทำให้เกิดการยิ้มของพระอรหันต์ เกิดขึ้นพร้อมด้วยความดีใจ

ง. สุขเอกคฺคตาสหิตํ จตุตฺถชฺฌาน กุสลจิตฺตํ วิปากจิตฺตํ กริยจิตฺตํ จตุตถฌานกุศลจิต ๑

วิปากจิต ๑ กริยาจิต ๑ ที่เกิดพร้อมด้วยองค์ฌาน ๒ คือ สุข เอกัคคตา

สุขเอกคฺคตาสหิตํ จตุตฺถชฺฌาน โสตาปตฺติมคฺคจิตฺตํ สกทาคามิมคฺคจิตฺตํ อนาคามิมคฺคจิตฺตํ

อรหตฺตมคฺคจิตฺตํ จตุตถฌาน โสดาปัตติมรรคจิต ๑ สกทาคามิมรรคจิต ๑ อนาคามิมรรคจิต ๑

อรหัตตมรรคจิต ๑ ที่เกิดพร้อมด้วยองค์ฌาน ๒ คือ สุข เอกัคคตา

สุขเอกคฺคตาสหิตํ จตุตฺถชฺฌาน โสตาปตฺติผลจิตฺตํ สกทาคามิผลจิตฺตํ อนาคามิผลจิตฺตํ

อรหตฺตผลจิตฺตํ จตุตถฌาน โสดาปัตติผลจิต ๑ สกทาคามิผลจิต ๑ อนาคามิผลจิต ๑

อรหัตตผลจิต ๑ ที่เกิดพร้อมด้วยองค์ฌาน ๒ คือ สุข เอกัคคตา

๔. ก. ให้จำแนกอกุศลจิต ๑๒ โดยเวทนาเภทนัย สัมปโยคเภทนัย สังขารเภทนัย

ข. ให้แสดงความแตกต่างกันระหว่างสุขสหคตจิต กับ โสมนัสสหคตจิต และทุกขสหคตจิต กับโทมนัสสหคตจิต

ตอบ ก. จำแนกอกุศลจิต ๑๒ โดยเวทนาเภทนัย

โสมนัสสคตจิต ๔

โทมนัสสหคตจิต ๒ รวมเป็นกุศลจิต ๑๒

อุเบกขาสหคตจิต ๖

จำแนกอกุศลจิต ๑๒ โดยสัมปโยคเภทนัย คือ

สัมมปยุตต์ ๘

วิปปยุตต์ ๔ รวมเป็นอกุศลจิต ๑๒

จำแนกอกุศลจิต ๑๒ โดยสังขารเภทนัย คือ

อสังขาริก ๗

สสังขาริก ๕ รวมเป็นอกุศลจิต ๑๒

ความแตกต่างกันระหว่าง

สุขสหคตจิตกับโสมนัสสหคตจิต ทุกขสหคตจิตกับโทมนัสสหคตจิตนั้นคือ

สุขสหคตจิต เป็นความสุขทางกาย ทุกขสหคตจิต เป็นความทุกข์ทางกาย

โสมนัสสหคตจิต เป็นความสุขทางใจ โทมนัสสหคตจิต เป็นความทุกข์ทางใจ

. ให้แสดงลักษณะ ๔ ประการของเจตสิก และยกหลักฐานบาลีด้วย ? ( ไม่ต้องแปล )

ตอบ แสดงลักษณะ ๔ ประการของเจตสิก ดังนี้

๑. เอกุปปาท เจตสิกนี้เกิดพร้อมกับจิตเสมอ หมายความว่า เมื่อจิตเกิด เจตสิกก็เกิดขึ้นด้วยกัน

จะว่าจิตเกิดก่อน เจตสิกเกิดทีหลัง หรือเจตสิกเกิดก่อน จิตเกิดทีหลังนั้นไม่ได้

๒. เอกนิโรธ ในทำนองเดียวกัน เมื่อจิตดับ เจตสิกก็ดับด้วยกัน ไม่มีใครดับก่อนหรือดับทีหลัง

๓. เอกาลัมพนะ อารมณ์ที่เจตสิกเข้าไปรับอยู่นั้น ก็เป็นอารมณ์เดียวกันกับที่จิตเข้าไปรับนั่นเอง

เช่น จิตรับอารมณ์สีขาวเจตสิกก็รับสีขาวด้วย จิตรับอารมณ์สีดำ เจตสิกก็

รับสีดำด้วย ดังนี้เป็นต้น

๔. เอกวัตถุกะ ที่อาศัยเกิดของเจตสิก ก็เป็นชนิดเดียวกันกับที่อาศัยเกิดของจิต เช่น จิตอาศัย

ตาเกิด เจตสิกก็อาศัยตาเกิดด้วย จิตอาศัยหูเกิด เจตสิกก็อาศัยหูเกิดด้วย

จิตอาศัยหัวใจเกิด เจตสิกก็อาศัยหัวใจเกิดด้วย ดังนี้

ดังมีหลักฐานบาลีแสดงว่า เอกุปฺปาทนิโรธา จ เอกาลมฺพนวตฺถุกา

เจโตยุตฺตา ทฺวิปญฺาส ธมฺมา เจตสิกา มตา

. . วิตกเจตสิก ประกอบได้ในจิตเท่าไร คืออะไรบ้าง

. วิจารเจตสิก ประกอบได้ในจิตเท่าไร คืออะไรบ้าง

. ปีติเจตสิก ประกอบได้ในจิตเท่าไร คืออะไรบ้าง

. ฉันทเจตสิก ประกอบได้ในจิตเท่าไร คืออะไรบ้าง

. ศรัทธาเจตสิก ประกอบได้ในจิตเท่าไร คืออะไรบ้าง

ตอบ ก. วิตกเจตสิก ประกอบได้ในจิต ๕๕ ดวงคือ กามจิต ๔๔ (เว้นทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐) ปฐมฌานจิต ๑๑

ข. วิจารเจตสิก ประกอบได้ในจิต ๖๖ ดวงคือ กามจิต ๔๔ (เว้นทวิปัญญจวิญญาณจิต ๑๐) ปฐมฌานจิต ๑๑ ทุติยฌานจิต ๑๑

ค. ปีติเจตสิก ประกอบได้ในจิต ๕๑ ดวงคือ กามโสมนัสสหคตจิต ๑๘ ปฐมฌานจิต ๑๑ ทุติยฌานจิต ๑๑ ตติยฌานจิต ๑๑

ง. ฉันทเจตสิก ประกอบได้ในจิต ๑๐๑ ดวงคือ กามจิต ๓๔ (เว้นโมหมูลจิต ๒ อเหตุกจิต ๑๘) มหัคคตจิจต ๒๗ โลกุตตรจิต ๔๐

จ. ศรัทธาเจตสิก ประกอบได้ในโสภณจิต ๕๙ หรือ ๙๑ ดวงคือ กามาวจรโสภณจิต ๒๔ มหัคคตจิต ๒๗ โลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐

. จงแสดงสังคหนัย ในจิตดังต่อไปนี้มาดูว่ามีเจตสิกประกอบได้เท่าไร คืออะไรบ้าง

. โลภมูลจิตดวงที่ ๒ . โทสมูลจิตดวงที่ ๒ . มหากุศลจิตดวงที่ ๓

. ทุติยฌานจิต ๓ . ทุติยฌานจิต ๑๑

ตอบ ก. โลภมูลจิตดวงที่ ๒ มีเจตสิกประกอบได้ ๒๑ ดวงคือ อัญญสมานเจตสิก ๑๓

โมจตุกะ ๔ โลภ ทิฏฐิ ถีทุกะ ๒

ข. โทสมูลจิตดวงที่ ๒ มีเจตสิกประกอบได้ ๒๒ ดวงคือ อัญญสมานเจตสิก ๑๒ (เว้นปีติ)

โมจตุกะ ๔ โทจตุกะ ๔ ถีทุกะ ๒

ค. มหากุศลจิตดวงที่ ๓ มีเจตสิกประกอบได้ ๓๗ ดวงคือ อัญญสมานเจตสิก ๑๓

โสภณเจตสิก ๒๔ (เว้นปัญญา)

ง. ทุติยฌานจิต ๓ มีเจตสิกประกอบได้ ๓๔ ดวงคือ อัญญสมานเจตสิก ๑๒ (เว้นวิตก)

โสภณเจตสิก ๒๒ (เว้นวิรตี ๓)

จ. ทุติยฌานจิต ๑๑ มีเจตสิกประกอบได้ ๓๗ ดวงคือ อัญญสมานเจตสิก ๑๒ (เว้นวิตก)

โสภณเจตสิก ๒๕

. จงแสดงคาถารูปปรมัตถ์ พร้อมคำแปล ?

ตอบ สมุทฺเทสา วิภาคา จ สมุฏฺานา กลาปโต

ปวตฺติกฺกมโต เจติ ปญฺจธา ตตฺถ สงฺคโห

การแสดงรูปในรูปปรมัตถ์นี้ พระอนุรุทธาจารย์ แสดงแบ่งออกเป็น ๕ นัย คือ

๑. รูปสมุทเทสนัย หมายถึงการแสดงรูป โดยสังเขป

๒. รูปวิภาคนัย หมายถึงการแสดงรูปโดยพิสดาร

๓. รูปสมุฏฐานนัย หมายถึงการแสดงสมุฏฐานของรูป

๔. รูปกลาปนัย หมายถึงการแสดงรูปที่เกิดขึ้นเป็นหมวดๆ

๕. รูปปวัตติกมนัย หมายถึงการแสดงความเกิดขึ้นพร้อมด้วยความดับของรูปตามลำดับ

. ให้บอกความหมาย พร้อมองค์ธรรมของรูปดังต่อไปนี้

. กัมมชรูป . จิตตชรูป . จักขุทสกกลาป

. ชีวิตนวกกลาป . สัททนวกกลาป . กายวิญญัติลหุตาทิทวาทสกกลาป

ช. วจีวิญญัติสัททลหุตาทิทวาทสกกลาป

ตอบ ก. กัมมชรูป หมายความว่า รูปที่เกิดจากกรรม มี ๑๘ องค์ธรรมได้แก่ ปสาทรูป ๕ ภาวรูป ๒

หทยรูป ๑ ชีวิตรูป ๑ อวินิพโภครูป ๘ ปริจเฉทรูป ๑

ข. จิตตชรูป หมายความว่า รูปที่เกิดจากจิต มี ๑๕ องค์ธรรมได้แก่ วิญญัติรูป ๒ สัททารมณ์ ๑

วิการรูป ๓ อวินิพโภครูป ๘ ปริจเฉทรูป ๑

ค. จักขุทสกกลาป หมายถึง กลาปที่มีจำนวนรูป ๑๐ มีจักขุปสาทเป็นประธาน องค์ธรรมได้แก่

อวินิพโภครูป ๘ ชีวิตรูป ๑ จักขุปสาท ๑

ง. ชีวิตนวกกลาป หมายถึง กลาปที่มีจำนวนรูป ๙ มีชีวิตรูปเป็นประธานองค์ธรรมได้แก่

อวินิพโภครูป ๘ ชีวิตรูป ๑

จ. สัททนวกกกลาป หมายถึง กลาปที่มีจำนวนรูป ๙ องค์ธรรมได้แก่ อวินิพโภครูป ๘ สัทท ๑

ฉ. กายวิญญัติลหุตาทิทวาทสกกลาป หมายถึง กลาปที่มีจำนวนรูป ๑๒ องค์ธรรมได้แก่

อวินิพโภครูป ๘ กายวิญญัติ ๑ วิการรูป ๓

ช. วจีวิญญัติสัททลหุตาทิเตรสกกลาป หมายถึง กลาปที่มีจำนวนรูป ๑๓ องค์ธรรมได้แก่

อวินิพโภครูป ๘ วจีวิญญัติ ๑ สัทท ๑ วิการรูป ๓

๑๐. . ให้แปลคุณบทของพระนิพพาน ดังต่อไปนี้

ปทํ อจฺจุตํ อจฺจนฺตํ อสงฺขตํ อนุตฺตรํ

. พระนิพพานเมื่อว่าโดยสภาวลักษณะแล้ว มีเท่าไหร่ คือ อะไรบ้าง จงแสดงมาดู

ตอบ ก. แปลคุณบทของพระนิพพานดังต่อไปนี้

ปทํ แปลว่า ส่วนหนึ่ง

อจฺจุตํ แปลว่า ธรรมที่ไม่ตาย

อจฺจนฺตํ แปลว่า ธรรมที่ก้าวล่วงขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีต และอนาคต

อสงฺขตํ แปลว่า ธรรมที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัย ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง

อนุตฺตรํ แปลว่า เป็นธรรมที่ประเสริฐ

ข. พระนิพพาน เมื่อว่าโดยสภาวลักษณะแล้ว มีอย่างเดียว คือ สันติลักขณะ หมายถึง สงบจากกิเลสและขันธ์ ๕ ทั้งหลาย

 

***************************

ฝ่ายวางแผนและวิชาการ อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ที่มาของข้อมูล : http://www.mcu.ac.th/

 

Share this post

Last Updated on Thursday, 24 November 2011 01:50
 
joomla template