logotype
คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔

๓๓๔. มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน, ตณฺหา วฑฺฒติ มาลุวา วิย,
โส ปลวตี หุราหุรํ, ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร. (๒๔:๑)

 

ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท ดุจเคลือเถาย่านทราย ฉะนั้น,

บุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่า ฉะนั้น.

๓๓๕.

ยํ เอสา สหตี ชมฺมี, ตณฺหา โลเก วิสตฺติกา,
โสกา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ, อภิวฑฺฒํว พีรณํ. (๒๔:๒)

ตัณหานี้ลามกซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก ย่อมครอบงำบุคคลใด ความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่า ฉะนั้น.

๓๓๖.

โย เจ ตํ สหตี ชมฺมึ, ตณฺหํ โลเก ทุรจฺจยํ,
โสกา ตมฺหา ปปตนฺติ, อุทพินฺทุว โปกฺขรา. (๒๔:๓)

บุคคลใดแลย่อมครอบงำตัณหาอันลามก

ล่วงไปได้โดยยากในโลก,

ความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น

เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัว ฉะนั้น.

๓๓๗.

ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว, ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา,
ตณฺหาย มูลํ ขณถ, อุสีรตฺโถว พีรณํ,
มา โว นฬํ ว โสโตว, มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ. (๒๔:๔)

เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะ

ท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้

ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย

ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝก ฉะนั้น

มารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ

ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น.

๓๓๘.

ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทเฬฺห,

ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ,
เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต,

นิพฺพตฺตติ ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ. (๒๔:๕)

ต้นไม้ เมื่อรากหาอันตรายมิได้ มั่นคงอยู่

แม้ถูกตัดแล้วก็กลับงอกขึ้นได้ ฉันใด

ทุกข์นี้ เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้แล้ว

ย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ฉันนั้น.

๓๓๙.

ยสฺส ฉตฺตึสตีโสตา, มนาปสฺสวนา ภุสา,
วาหาวหนฺติ ทุทฺทิฏฺฐึ, สงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตา. (๒๔:๖)

ความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะเป็นของใหญ่

ย่อมนำบุคคลผู้มีตัณหาดังกระแส ๓๖

อันไหลไปในอารมณ์ซึ่งทำให้ใจเอิบอาบ

เป็นของกล้า ไปสู่ทิฏฐิชั่ว.

๓๔๐.

สวนฺติ สพฺพธี โสตา, ลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ,
ตญฺจ ทิสฺวา ลตํ ชาตํ, มูลํ ปญฺญาย ฉินฺทถ. (๒๔:๗)

 

กระแสตัณหาย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง

ตัณหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่

ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาดังเครือเถานั้นอันเกิดแล้ว

จงตัดรากเสียด้วยปัญญา.

๓๔๑.

สริตานิ สิเนหิตานิ จ,

โสมนสฺสานิ ภวนฺติ ชนฺตุโน,
เต สาตสิตา สุเขสิโน,

เต เว ชาติชรูปคา นรา. (๒๔:๘)

โสมนัสที่ซ่านไปแล้วและที่เป็นไป

กับด้วยความเยื่อใย ย่อมมีแก่สัตว์

สัตว์เหล่านั้นอาศัยความสำราญแสวงหาสุข

นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้เข้าถึงชาติและชรา.

๓๔๒.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา,

ปริสปฺปนฺติ สโสว พนุธิโต,
สญฺโญชนสงฺคสตฺตกา,

ทุกฺขมุเปนฺติ ปุนปฺปุนํ จิราย. (๒๔:๙)

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องแล้วด้วยสังโยชน์และธรรมเป็นเครื่องข้อง
ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆสิ้นกาลนาน.

๓๔๓.

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา,

ปริสปฺปนฺติ สโสว พนุธิโต,
ตสฺมา ตสิณํ วิโนทเย,

ภิกฺขุ อากงฺขํ วิราคมตฺตโน. (๒๔:๑๑)

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับ

กระส่ายอยู่ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังวิราคะ

ธรรมแก่ตน พึงบรรเทาตัณหาที่ทำความสะดุ้งเสีย.

๓๔๔.

โย นิพฺพนโฐ วนาธิมุตฺโต,

วนมุตฺโต วนเมว ธาวติ,
ตํ ปุคฺคลเมว ปสฺสถ,

มุตฺโต พนฺธนเมว ธาวติ. (๒๔:๑๒)

 

ท่านทั้งหลายจงเห็นบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า

มีใจน้อมไปแล้วในความเพียรดุจป่า

พ้นแล้วจากตัณหาเพียงดังป่า ยังแล่นเข้าหาป่านั่นแล

บุคคลนี้พ้นแล้วจากเครื่องผูกยังแล่นเข้าหาเครื่องผูก.

๓๔๕.

น ตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา,

ยทายสํ ทารุชํ ปพฺพชญฺจ,
สารตฺตรตฺตา มณิกุณฺฑเลสุ,

ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา. (๒๔:๑๓)

นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูกซึ่งเกิดแต่เหล็ก

เกิดแต่ไม้ และเกิดแต่หญ้าปล้องว่ามั่นไม่

สัตว์ผู้กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้ว ในแก้วมณีและ

แก้วกุณฑลทั้งหลาย และความห่วงใยในบุตรและภริยา.

๓๔๖.

เอตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา,

โอหารินํ สิถิลํ ทุปฺปมุญฺจํ,
เอตํปิ เฉตฺวาน ปริพฺพชนฺติ,

อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหาย. (๒๔:๑๔)

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอันหน่วงลง

อันหย่อน อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก นั้นว่ามั่น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้ว ย่อมเว้นรอบ.

๓๔๗.

เย ราครตฺตานุปตนฺติ โสตํ,

สยํ กตํ มกฺกฏโกว ชาลํ,
เอตมฺปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา,

อนเปกฺขิโน สพฺพทุกฺขํ ปหาย. (๒๔:๑๕)

สัตว์เหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป

ตามกระแสตัณหา ดุจแมลงมุมแล่นไปตามใยที่ตนทำเอง ฉะนั้น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไป.

๓๔๘.

มุญฺจ ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต,

มชฺเฌ มุญฺจ ภวสฺส ปารคู,
สพฺพตฺถ วิมุตฺตมานโส,

น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ. (๒๔:๑๖)

ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย

จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขต

ธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก.

๓๔๙.

วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน,

ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน,
ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ,

เอส โข ทฬฺหํ กโรติ พนฺธนํ. (๒๔:๑๗)

 

ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูกวิตกย่ำยี

ผู้มีราคะกล้า มีปกติเห็นอารมณ์ว่างาม

ผู้นั้นแลย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น.

๓๕๐.

วิตกฺกูปสเม จ โย รโต,

อสุภํ ภาวยตี สทา สโต,
เอส โข วฺยนฺติกาหติ,

เอสจฺเฉจฺฉติ มารพนฺธนํ. (๒๔:๑๘)

ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบวิตก

มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภะอยู่

ผู้นั้นแลจักทำตัณหาให้สิ้นไป

ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้.

๓๕๑.

นิฏฺฐํ คโต อสนฺตาสี, วีตตโณฺห อนงฺคโณ,
อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ, อนฺติโมยํ สมุสฺสโย. (๒๔:๑๙)

ภิกษุผู้ถึงความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้ง

ปราศจากตัณหาไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน

ตัดลูกศรอันยังสัตว์ให้ไปสู่ภพได้แล้ว

อัตภาพของภิกษุนี้มีในที่สุด.

๓๕๒.

วีตตโณฺห อนาทาโน, นิรุตฺติปทโกวิโท,
อกฺขรานํ สนฺนิปาตํ, ชญฺญา ปุพฺพปรานิ จ,
ส เว อนฺติมสารีโร, มหาปญฺโญ มหาปุริโสติ วุจฺจติ. (๒๔:๒๐)

ภิกษุปราศจากตัณหาไม่ยึดมั่น ฉลาดในนิรุติและบท

รู้จักความประชุมเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย

ภิกษุนั้นแลมีสรีระในที่สุด

เรากล่าวว่า มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ.

๓๕๓.

สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ,

สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต,
สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต,

สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํ. (๒๔:๒๑)

เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้แจ้งธรรมทั้งปวง

อันตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง

ละธรรมได้ทุกอย่างพ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหา

รู้ยิ่งเอง พึงแสดงใครเล่า (ว่าเป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์).

๓๕๔.

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ,

สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ,
สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ,

ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ. (๒๔:๒๒)

การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง

รสแห่งธรรมย่อมชำนะรสทั้งปวง

ความยินดีในธรรมย่อมชำนะความยินดีทั้งปวง

ความสิ้นตัณหาย่อมชำนะทุกข์ทั้งปวง.

๓๕๕.

หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ, โน เจ ปารคเวสิโน,
โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ, หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ. (๒๔:๒๓)

โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม

แต่หาฆ่าผู้ที่แสวงหาฝั่งไม่, คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้

เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น.

๓๕๖.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, ราคโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตราเคสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๔)

นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์มีราคะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคล ถวายในท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๗.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โทสโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตโทเสสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๕)

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโทสะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๘.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, โมหโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วีตโมเหสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๖)

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโมหะ ย่อมมีผลมาก.

๓๕๙.

ติณโทสานิ เขตฺตานิ, อิจฺฉาโทสา อยํ ปชา,
ตสฺมา หิ วิคติจฺเฉสุ, ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ. (๒๔:๒๗)

 

ตณฺหาวคฺโค จตุวีสติโม นิฏฺฐิโต.

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีความอิจฉาเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากความอิจฉา ย่อมมีผลมาก.

จบตัณหาวรรคที่ ๒๔

 

image1 image2 image3
Home Pāliroom-2 (นามกัณฑ์) นามกัณฑ์_อิตถีลิงค์ ๑๐_อุการันต์ _ยาคุสทฺทปทมาลา

Main Menu

นามกัณฑ์_อิตถีลิงค์ ๑๐_อุการันต์ _ยาคุสทฺทปทมาลา Print E-mail
 

นามกัณฑ์_อิตถีลิงค์ ๑๐_อุการันต์_ยาคุ


ยาคุ สทฺทปทมาลา (ข้าวยาคู)


วิภัตติ

เอกพจน์

พหูพจน์

ป.

ยาคุ

ยาคู ยาคุโย

อา.

เห ยาคุ

เห ยาคู ยาคุโย

ทุ.

ยาคุํ

ยาคู ยาคุโย

ต.

ยาคุยา

ยาคูหิ ยาคูภิ ยาคุหิ ยาคุภิ

จ.

ยาคุยา

ยาคูนํ ยาคุนํ

ปญฺ.

ยาคุยา

ยาคูหิ ยาคูภิ ยาคุหิ ยาคุภิ

ฉ.

ยาคุยา

ยาคูนํ ยาคุนํ

ส.

ยาคุยํ ยาคุยา

ยาคูสุ ยาคุสุ


ศัพท์แจกตามแบบของ ยาคุ (ข้าวยาคู) ศัพท์ มีดังนี้


เอวํ ธาตุ เธนุ กาสุ, ททฺทุ กจฺฉุ กณฺฑุ รชฺชุ,

กเรณุ ปิยงฺคุ, สสฺสุ อาทีนิ

 

ธาตุ (ธาตุ)

เธนุ (แม่โคนม)

กาสุ (หลุม)

ททฺทุ (กลาก)

กจฺฉุ (หิด)

กณฺฑุ (โรคคัน)

รชฺชุ (เชื่อก)

กเรณุ (ช้างพัง)

ปิยงฺคุ (ต้นประยงค์)

สสฺสุ (แม่ยาย, แม่สามี)

อุฬุ (นักษัตร์)

ยาคุ (ข้าวต้ม)

 

 

ตัวอย่างการทำตัวสำเร็จรูป ยาคุ (ข้าวยาคู)


 

รูปสำเร็จ

 

วิธีประกอบศัพท์

วิธิสูตร

ยาคุ (ยาคุ + สิ)

 

ลง สิ ปฐมาวิภัตติ เอกพจน์

ลบ สิ วิภัตติ

สำเร็จรูปเป็น ยาคุ

 

ลิงฺคตฺเถ ปฐมา.

เสสโต โลปํ คสิปิ.

ยาคู (ยาคุ + โย)

ลง โย ปฐมาวิภัตติ พหูพจน์

แยก

ให้ อุ ชื่อ ป

ลบ โย วิภัตติ

ทีฆะ อุ เป็น อู

รวม

สำเร็จรูปเป็น ยาคู

 

ลิงฺคตฺเถ ปฐมา.

ปุพฺพมโธฯ.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

ฆปโต จ โยนํ โลโป.

โยสุ กตนิการโลเปสุ ทีฆํ.

นเย ปรํ ยุตฺเต.

ยาคุโย (ยาคุ + โย)

ลง โย ปฐมาวิภัตติ พหูพจน์

ให้ อุ ชื่อ ป

รัสสะ อี เป็น อิ

สำเร็จรูปเป็น ยาคุโย

 

ลิงฺคตฺเถ ปฐมา.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

อโฆ รสฺสเมกวจนโยสฺวปิ จ.

เห ยาคุ (ยาคุ + สิ)

 

ลง สิ อาลปนวิภัตติ เอกพจน์

ให้ สิ ชื่อ ค

ให้ อุ ชื่อ ป

รัสสะ

ลบ ค

สำเร็จรูปเป็น ยาคุ

 

อาลปเน จ.

อาลปเน สิ คสญฺโญ.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

ฌลปา รสฺสํ.

เสสโต โลปํ คสิปิ.

 

เห ยาคู (ยาคุ + โย)

 

ลง โย อาลปนวิภัตติ พหูพจน์

แยก

ให้ อุ ชื่อ ป

ลบ โย

ทีฆะ

รวม

สำเร็จรูปเป็น ยาคู

 

อาลปเน จ.

ปุพฺพมโธฯ.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

ฆปโต จ โยนํ โลโป.

โยสุ กตนิการโลเปสุ ทีฆํ.

นเย ปรํ ยุตฺเต.

เห ยาคุโย (ยาคุ + โย)

 

ลง โย อาลปนวิภัตติ พหูพจน์

ให้ อุ ชื่อ ป

รัสสะ

สำเร็จรูปเป็น ยาคุโย

 

อาลปเน จ.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

อโฆ รสฺสเมกวจนโยสฺวปิ จ.

ยาคุํ (ยาคุ + อํ)

ลง อํ ทุติยาวิภัตติ เอกพจน์

แยก

ให้ อุ ชื่อ ป

แปลง อํ เป็น นิคคหิต

รวม

สำเร็จรูปเป็น ยาคุํ

 

กมฺมตฺเถ ทุติยา.

ปุพฺพมโธฯ

เต อิตฺถิขฺยา โป.

อํโม นิคฺคหิตํ ฌลเปหิ.

นเย ปรํ ยุตฺเต.

ยาคู (ยาคุ + โย)

ลง โย ทุติยาวิภัตติ พหูพจน์

แยก

ให้ อุ ชื่อ ป

ลบ โย วิภัตติ

ทีฆะ

รวม

สำเร็จรูปเป็น ยาคู

 

กมฺมตฺเถ ทุติยา.

ปุพฺพมโธฯ.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

ฆปโต จ โยนํ โลโป.

โยสุ กตนิการโลเปสุ ทีฆํ.

นเย ปรํ ยุตฺเต.

ยาคุโย (ยาคุ + โย)

ลง โย ทุติยาวิภัตติ พหูพจน์

ให้ อุ ชื่อ ป

รัสสะ

สำเร็จรูปเป็น ยาคุโย

 

กมฺมตฺเถ ทุติยา.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

อโฆ รสฺสเมกวจนโยสฺวปิ จ.

ยาคุยา (ยาคุ + นา)

 

 

ลง นา ตติยาวิภัตติ เอกพจน์

ให้ อุ ชื่อ ป

แปลง นา เป็น ยา

รัสสะ

สำเร็จรูปเป็น ยาคุยา

 

กรเณ ตติยา.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

ปโต ยา.

อโฆ รสฺสเมกวจนโยสฺวปิ จ.

ยาคูหิ (ยาคุ + หิ)

ลง หิ ตติยาวิภัตติ พหูพจน์

แยก

ให้ อุ ชื่อ ป

ทีฆะ

รวม

สำเร็จรูปเป็น ยาคูหิ

 

กรเณ ตติยา.

ปุพฺพมโธฯ.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

โยสุ กตนิการโลเปสุ ทีฆํ.

นเย ปรํ ยุตฺเต.

ยาคูภิ (ยาคุ + หิ)

ลง หิ ตติยาวิภัตติ พหูพจน์

แยก

ให้ อุ ชื่อ ป

ทีฆะ

แปลง หิ เป็น ภิ

รวม

สำเร็จรูปเป็น ยาคูภิ

 

กรเณ ตติยา.

ปุพฺพมโธฯ.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

โยสุ กตนิการโลเปสุ ทีฆํ.

สฺมาหิสฺมึนํ มฺหาภิมฺหิ วา.

นเย ปรํ ยุตฺเต.

ยาคุหิ (ยาคุ + หิ)

ลง หิ ตติยาวิภัตติ พหูพจน์

สำเร็จรูปเป็น ยาคุหิ

 

กรเณ ตติยา.

ยาคุภิ (ยาคุ + หิ)

ลง หิ ตติยาวิภัตติ พหูพจน์

แปลง หิ เป็น ภิ

สำเร็จรูปเป็น ยาคุภิ

 

กรเณ ตติยา.

สฺมาหิสฺมึนํ มฺหาภิมฺหิ วา.

ยาคุยา (ยาคุ + ส)

 

 

ลง ส จตุตฺถีวิภัตติ เอกพจน์

ให้ อุ ชื่อ ป

แปลง ส เป็น ยา

รัสสะ

สำเร็จรูปเป็น ยาคุยา

 

สมฺปทาเน จตุตฺถี.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

ปโต ยา.

อโฆ รสฺสเมกวจนโยสฺวปิ จ.

ยาคูนํ (ยาคุ + นํ)

ลง นํ จตุตฺถีวิภัตติ พหูพจน์

แยก

ให้ อุ ชื่อ ป

ทีฆะ

รวม

สำเร็จรูปเป็น ยาคูนํ

 

สมฺปทาเน จตุตฺถี.

ปุพฺพมโธฯ.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

โยสุ กตนิการโลเปสุ ทีฆํ.

นเย ปรํ ยุตฺเต.

ยาคุนํ (ยาคุ + นํ)

ลง นํ จตุตฺถีวิภัตติ พหูพจน์

สำเร็จรูปเป็น ยาคุนํ

 

สมฺปทาเน จตุตฺถี.

 

ยาคุยา (ยาคุ + สฺมา)

ลง สฺมา ปัญจมีวิภัตติ เอกพจน์

ให้ อุ ชื่อ ป

แปลง สฺมา เป็น ยา

รัสสะ

สำเร็จรูปเป็น ยาคุยา

 

อปาทาเน ปญฺจมี.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

ปโต ยา.

อโฆ รสฺสเมกวจนโยสฺวปิ จ.

ยาคูหิ (ยาคุ + หิ)

ลง หิ ปัญจมีวิภัตติ พหูพจน์

แยก

ให้ อุ ชื่อ ป

ทีฆะ

รวม

สำเร็จรูปเป็น ยาคูหิ

 

อปาทาเน ปญฺจมี.

ปุพฺพมโธฯ.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

โยสุ กตนิการโลเปสุ ทีฆํ.

นเย ปรํ ยุตฺเต.

ยาคูภิ (ยาคุ + หิ)

ลง หิ ปัญจมีวิภัตติ พหูพจน์

แยก

ให้ อุ ชื่อ ป

ทีฆะ

แปลง หิ เป็น ภิ

รวม

สำเร็จรูปเป็น ยาคูภิ

 

อปาทาเน ปญฺจมี.

ปุพฺพมโธฯ.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

โยสุ กตนิการโลเปสุ ทีฆํ.

สฺมาหิสฺมึนํ มฺหาภิมฺหิ วา.

นเย ปรํ ยุตฺเต.

ยาคุหิ (ยาคุ + หิ)

ลง หิ ปัญจมีวิภัตติ พหูพจน์

สำเร็จรูปเป็น ยาคุหิ

 

อปาทาเน ปญฺจมี.

ยาคุภิ (ยาคุ + หิ)

ลง หิ ปัญจมีวิภัตติ พหูพจน์

แปลง หิ เป็น ภิ

สำเร็จรูปเป็น ยาคุภิ

 

อปาทาเน ปญฺจมี.

สฺมาหิสฺมึนํ มฺหาภิมฺหิ วา.

ยาคุยา (ยาคุ + ส)

ลง ส จตุตฺถีวิภัตติ เอกพจน์

ให้ อุ ชื่อ ป

แปลง ส เป็น ยา

รัสสะ

สำเร็จรูปเป็น ยาคุยา

 

สามิสฺมึ ฉฏฺฐี.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

ปโต ยา.

อโฆ รสฺสเมกวจนโยสฺวปิ จ.

ยาคูนํ (ยาคุ + นํ)

ลง นํ ฉัฏฐีวิภัตติ พหูพจน์

แยก

ให้ อุ ชื่อ ป

ทีฆะ

รวม

สำเร็จรูปเป็น ยาคูนํ

 

สามิสฺมึ ฉฏฺฐี.

ปุพฺพมโธฯ.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

โยสุ กตนิการโลเปสุ ทีฆํ.

นเย ปรํ ยุตฺเต.

ยาคุนํ (ยาคุ + นํ)

ลง นํ ฉัฏฐีวิภัตติ พหูพจน์

สำเร็จรูปเป็น ยาคุนํ

 

สามิสฺมึ ฉฏฺฐี.

ยาคุยํ (ยาคุ + สฺมึ)

ลง สฺมึ สัตตมีวิภัตติ เอกพจน์

ให้ อุ ชื่อ ป

แปลง สฺมึ เป็น ยํ

สำเร็จรูปเป็น ยาคุยํ

 

โอกาเส สตฺตมี.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

ฆปโต สฺมึ ยํ วา.

ยาคุยา (ยาคุ + สฺมึ)

ลง สฺมึ สัตตมีวิภัตติ เอกพจน์

ให้ อุ ชื่อ ป

แปลง สฺมึ เป็น ยา

สำเร็จรูปเป็น ยาคุยา

 

โอกาเส สตฺตมี.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

ปโต ยา.

ยาคูสุ (ยาคุ + สุ)

ลง สุ สัตตมีวิภัตติ พหูพจน์

แยก

ให้ อุ ชื่อ ป

ทีฆะ

รวม

สำเร็จรูปเป็น ยาคูสุ

 

โอกาเส สตฺตมี.

ปุพฺพมโธฯ.

เต อิตฺถิขฺยา โป.

โยสุ กตนิการโลเปสุ ทีฆํ.

นเย ปรํ ยุตฺเต.

ยาคุสุ (ยาคุ + สุ)

ลง สุ สัตตมีวิภัตติ พหูพจน์

สำเร็จรูปเป็น ยาคุสุ

 

โอกาเส สตฺตมี.

 

ธาตุ ศัพท์เป็นได้ ๒ ลิงค์

ธาตุ ศัพท์ที่เป็นสัตถาทิคณะ เป็นปุงลิงค์ แปลว่า ผู้ทรงไว้ จัดเป็นกริยาศัพท์หมายเอากิริยาการกระทำ

ธาตุ ศัพท์ที่เป็นอิตถีลิงค์ แปลว่า ธาตุ จัดเป็นชาติศัพท์หมายเอาประเภทของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

สัททนีติปกรณ์ (ปทมาลา) แสดงลิงค์ของ ธาตุ ศัพท์ที่แปลว่า ธาตุ ไว้ ๒ ลิงค์ว่า

ธาตุสทฺโท ชินมเต, อิตฺถิลิงฺคตฺตเน มโต,

สตฺเถ ปุลฺลิงฺคภาวสฺมึ, กจฺจายนมเต ทฺวิสุ.

„ธาตุ ศัพท์ปรากฏในความเป็นอิตถีลิงค์ ในพระดำรัสที่เป็นมติของพระชินเจ้า

ส่วนในคัมภีร์(สันสกฤต)ปรากฏในความเป็นปุงลิงค์ ตามมติของกัจจายนไวยากรณ์

ปรากฏในลิงค์ทั้งสอง" (จากปทรูปสิทธิมัญชรี หน้า ๖๑๕)

Share this post

Last Updated on Thursday, 29 September 2011 09:12
 
joomla template