logotype
คาถาธรรมบท_ยมกวรรคที่ ๑

. มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา, มโนเสฏฺฐา มโนมยา,
มนสา เจ ปทุฏฺเฐน, ภาสติ วา กโรติ วา,
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ, จกฺกํว วหโต ปทํ. (:)

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า

มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ

ถ้าบุคคลมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว

กล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม

ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้น เพราะทุจริต๓ อย่างนั้น

เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ตัวลากเกวียนไปอยู่ ฉะนั้น.

.

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา, มโนเสฏฺฐา มโนมยา,
มนสา เจ ปสนฺเนน, ภาสติ วา กโรติ วา,
ตโต นํ สุขมเนฺวติ, ฉายาว อนุปายินี. (:)

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า

มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ

ถ้าบุคคลมีใจผ่องใส กล่าวอยู่ก็ตามทำอยู่ก็ตาม

สุขย่อมไปตามบุคคลนั้น เพราะสุจริต ๓ อย่าง

เหมือนเงามีปรกติไปตาม ฉะนั้น.

.

อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ, อชินิ มํ อหาสิ เม,
เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ, เวรํ เตสํ น สมฺมติ. (:)

ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกเวรไว้ว่า

คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา

คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ เรา ดังนี้

เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่ระงับ.

.

อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ, อชินิ มํ อหาสิ เม,
เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ, เวรํ เตสูปสมฺมติ. (:)

ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกเวรไว้ว่า

คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา

คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ เรา ดังนี้

เวรของชนเหล่านั้นย่อมระงับ.

.

น หิ เวเรน เวรานิ, สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ,
อเวเรน จ สมฺมนฺติ, เอส ธมฺโม สนนฺตโน. (:)

 

ในกาลไหนๆ เวรในโลกนี้

ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย

แต่ย่อมระงับเพราะความไม่จองเวร

ธรรมนี้เป็นของเก่า.

.

ปเร จ น วิชานนฺติ, มยเมตฺถ ยมามฺหเส,
เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ, ตโต สมฺมนฺติ เมธคา. (:)

ก็ชนเหล่าอื่นไม่รู้สึกว่า

พวกเราย่อมยุบยับในท่ามกลางสงฆ์นี้

ส่วนชนเหล่าใด ในท่ามกลางสงฆ์นั้น ย่อมรู้สึก

ความหมายมั่นย่อมระงับจากชนเหล่านั้น.

.

สุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ, อินฺทฺริเยสุ อสํวุตํ,
โภชนมฺหิ จามตฺตญฺญุํ,, กุสีตํ หีนวีริยํ,
ตํ เว ปสหติ มาโร, วาโต รุกฺขํว ทุพฺพลํ. (:)

มารย่อมรังควาญบุคคลผู้มีปรกติเห็นอารมณ์ว่างาม

ผู้ไม่สำรวมแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย

ไม่รู้ประมาณในโภชนะ

เกียจคร้าน มีความเพียรเลว

เหมือนลมระรานต้นไม้ที่ทุรพล ฉะนั้น.

. อสุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ, อินฺทฺริเยสุ สุสํวุตํ,
โภชนมฺหิ จ มตฺตญฺญุํ, สทฺธํ อารทฺธวีริยํ,
ตํ เว นปฺปสหติ มาโร, วาโต เสลํว ปพฺพตํ. (:)

มารย่อมรังควาญไม่ได้ซึ่งบุคคลผู้มี

ปรกติเห็นอารมณ์ว่าไม่งามอยู่

สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย

รู้ประมาณในโภชนะ

มีศรัทธา ปรารภความเพียร

เหมือนลมระรานภูเขาหินไม่ได้ ฉะนั้น.

.

อนิกฺกสาโว กาสาวํ, โย วตฺถํ ปริทเหสฺสติ
อเปโต ทมสจฺเจน, น โส กาสาวมรหติ. (:)

ผู้ใดยังไม่หมดกิเลสดุจน้ำฝาด

ปราศจากทมะและสัจจะจักนุ่งห่มผ้า

กาสายะผู้นั้นไม่ควรเพื่อจะนุ่งห่มผ้ากาสายะ.

๑๐.

โย จ วนฺตกสาวสฺส, สีเลสุ สุสมาหิโต,
อุเปโต ทมสจฺเจน, ส เว กาสาวมรหติ. (:๑๐)

ส่วนผู้ใดมีกิเลสดุจน้ำฝาดอันคายแล้ว

ตั้งมั่นแล้วในศีลประกอบด้วยทมะและสัจจะ

ผู้นั้นแลย่อมควรเพื่อจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ.

๑๑.

อสาเร สารมติโน, สาเร จาสารทสฺสิโน,
เต สารํ นาธิคจฺฉนฺติ, มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา. (:๑๑)

ชนเหล่าใดมีความรู้ในธรรมอันหาสาระมิได้ว่าเป็นสาระ

และมีปกติเห็นในธรรมอันเป็นสาระ ว่าไม่เป็นสาระ

ชนเหล่านั้นมีความดำริผิดเป็นโคจร

ย่อมไม่บรรลุธรรมอันเป็นสาระ.

๑๒.

สารญฺจ สารโต ญตฺวา, อสารญฺจ อสารโต,
เต สารํ อธิคจฺฉนฺติ, สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา. (:๑๒)

ชนเหล่าใดรู้ธรรมอันเป็นสาระ โดยความเป็นสาระ

และรู้ธรรมอันหาสาระมิได้ โดยความเป็นธรรมอันหาสาระมิได้

ชนเหล่านั้นมีความดำริชอบเป็นโคจร

ย่อมบรรลุธรรมอันเป็นสาระ.

๑๓.

ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ, วุฏฺฐี สมติวิชฺฌติ,
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ, ราโค สมติวิชฺฌติ. (:๑๓)

ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่บุคคลมุงไม่ดี ฉันใด

ราคะย่อมรั่วรดจิตที่บุคคลไม่อบรมแล้ว ฉันนั้น.

๑๔.

ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ, วุฏฺฐี น สมติวิชฺฌติ,
เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ, ราโค น สมติวิชฺฌติ. (:๑๔)

ฝนย่อมไม่รั่วรดเรือนที่บุคคลมุงดี ฉันใด

ราคะย่อมไม่รั่วรดจิตที่บุคคลอบรมดีแล้วฉันนั้น.

๑๕.

อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ,

ปาปการี อุภยตฺถ โสจติ,
โส โสจติ โส วิหญฺญติ,

ทิสฺวา กมฺมกิลิฏฺฐมตฺตโน. (:๑๕)

บุคคลผู้ทำบาปย่อมเศร้าโศกในโลกนี้

ย่อมเศร้าโศกในโลกหน้า

ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง

บุคคลผู้ทำบาปนั้นย่อมเศร้าโศก

บุคคลผู้ทำบาปนั้นเห็นกรรมที่เศร้าหมอง

ของตนแล้ว ย่อมเดือดร้อน.

๑๖.

อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ,

กตปุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ,
โส โมทติ โส ปโมทติ,

ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโน. (:๑๖)

ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมบันเทิงในโลกนี้

ย่อมบันเทิงในโลกหน้า

ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง

ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นย่อมบันเทิง

ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นเห็นความ

บริสุทธิ์แห่งกรรมของตนแล้ว

ย่อมบันเทิงอย่างยิ่ง.

๑๗.

อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ,

ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ,
ปาปํ เม กตนฺติ ตปฺปติ,

ภิยฺโย ตปฺปติ ทุคฺคตึ คโต. (:๑๗)

บุคคลผู้ทำบาปย่อมเดือดร้อนในโลกนี้

ย่อมเดือดร้อนในโลกหน้า

ย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสอง

บุคคลผู้ทำบาปนั้นย่อมเดือดร้อนว่า

บาปเราทำแล้ว บุคคลผู้ทำบาปนั้นไปสู่ทุคติแล้ว

ย่อมเดือดร้อนโดยยิ่ง.

๑๘.

อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ,

กตปุญฺโญ อุภยตฺถ นนฺทติ,
ปุญฺญํ เม กตนฺติ นนฺทติ,

ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต. (:๑๘)

ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้

ย่อมเพลิดเพลินในโลกหน้า

ย่อมเพลิดเพลินในโลกทั้งสอง

ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมเพลิดเพลินว่า

บุญอันเราทำไว้แล้ว ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นไปสู่สุคติ

ย่อมเพลิดเพลินโดยยิ่ง.

๑๙.

พหุมฺปิ เจ สหิตภาสมาโน,
น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต,
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ,
น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ. (:๑๙)

หากว่านรชนกล่าวคำอันมีประโยชน์แม้มาก

แต่เป็นผู้ไม่ทำกรรมอันการกบุคคลพึงกระทำ

เป็นผู้ประมาทแล้วไซร้ นรชนนั้นย่อมไม่เป็น

ผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องความเป็นสมณะ ประดุจ

นายโคบาลนับโคของชนเหล่าอื่น

ย่อมไม่มีส่วนแห่งปัญจโครส ฉะนั้น.

๒๐.

อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน,
ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี,
ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ,
สมฺมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต,
อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา,
ส ภาควา สามญฺญสฺส โหติ. (:๒๐)


ยมกวคฺโค ปฐโม.

หากว่านรชนกล่าวคำอันมีประโยชน์แม้น้อย

ย่อมประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ละราคะ โทสะ

และโมหะแล้ว รู้ทั่วโดยชอบ มีจิตหลุดพ้นด้วยดีแล้ว

ไม่ถือมั่นในโลกนี้หรือในโลกหน้า นรชนนั้นย่อมเป็น

ผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องความเป็นสมณะ.

จบยมกวรรคที่ ๑

 

image1 image2 image3
Home Pāliroom-1 (สนธิกัณฑ์) หลักสูตรชั้นพี้นฐานการเรียนบาลีใหญ่ ๕ คัมภีร์

Main Menu

หลักสูตรชั้นพี้นฐานการเรียนบาลีใหญ่ ๕ คัมภีร์ Print E-mail

img 2500 

ข่าวดี...สำหรับนักศึกษาภาษาบาลีทุกท่าน!

    ขณะนี้ท่านสามารถรับฟังการสอนไวยากรณ์บาลีใหญ่ (ปทรูปสิทฺธิ) ได้แล้ว สนใจกรุณาคลิกที่นี่....

     นอกจากนี้ท่านยังสามารถรับฟังตัวอย่างการท่อง คัมภีร์อภิธานปฺปทีปิกา สนใจรับฟังคลิกที่นี่....

 

. กจฺจายนสุตฺต

คัมภีร์กัจจายนสูตร เป็นคัมภีร์แสดงสูตรสำเร็จรูป เป็นระเบียบทางไวยากรณ์ที่พระกัจจายนมหาเถระเป็นผู้รจนา โบราณาจารย์บางท่านกล่าวว่ารจนาในสมัยพุทธกาล เพราะเนื้อความสูตรแรกของคัมภีร์ว่า "อตฺโถ อกฺขรสญฺญโต เนื้อความที่เป็นโลกีย์ โลกุตตระ และโวหาร สามารถรู้ได้ด้วยอักษร" นั้น เป็นพระพุทธพจน์ที่ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่งผู้ภาวนากัมมัฏฐานใช้คำบริกรรมคลาดเคลื่อน พระกัจจายนมหาเถระผู้ได้รับเอตทัคคะจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศทางขยายเนื้อความย่อให้พิศดาร เมื่อได้สดับพระพุทธพจน์นั้นจึงอธิบายขยายเนื้อความสำเร็จเป็นคัมภีร์กัจจายนสูตร แต่บางท่านกล่าวว่ารจนายุคหลังพุทธกาลโดยพระกัจจายนเถระผู้มีชื่อพ้องกัน

 

 

คัมภีร์กัจจายนสูตร เป็นคัมภีร์แรกที่ผู้เริ่มเรียนภาษาบาลีต้องท่องจำให้ขึ่นใจ เรียนรู้ ทำความเข้าใจกฎเกณฑ์และขั้นตอนของหลักไวยากรณ์ภาษาบาลี มีเนื้อหาเป็นสูตร ๖๗๓ สูตร โดยแบ่งเป็น ๘ กัณฑ์ ดังนี้

๑. สันธิกัณฑ์ ๕๑ สูตร

๒. นามกัณฑ์ ๒๑๙ สูตร

๓. การกกัณฑ์ ๔๕ สูตร

๔. สมาสกัณฑ์ ๒๘ สูตร

๕. ตัทธิตกัณฑ์ ๖๒ สูตร

๖. อาขยาตกัณฑ์ ๑๑๘ สูตร

๗. กิพพิธานกัณฑ์ ๑๐๐ สูตร

๘. อุณาทิกัณฑ์ ๕๐ สูตร

นักไวยากรณ์ภาษาบาลี เรียกคัมภีร์กัจจายนสูตรว่า คัมภีร์กัจจายน์บ้าง คัมภีร์ใหญ่กัจจายนะบ้าง คัมภีร์ไวยากรณ์บาลีใหญ่บ้าง สำนักเรียนบาลีใหญ่ใช้คัมภีร์กัจจายนสูตรเป็นแบบแผนในการเรียนไวยากรณ์ภาษาบาลีชั้นนักศึกษาวิชาที่ ๑ เมื่อเข้าใจแล้ว สามารถค้นคัมภีร์บาลีใหญ่ได้อีกหลายคัมภีร์ เช่น คัมภีร์กัจจายนพยากรณะ คัมภีร์นยาสะ และคัมภีร์ปทรูปสิทธิ เป็นต้น

 

. อภิธานปฺปทีปิกา

คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา เป็นคัมภีร์แสดงนามศัพท์ ชื่อสิ่งต่างๆ รจนาโดยพระโมคคัลลานมหาเถระ วัดมหาเชตวัน สโรคามนิกาย เมื่องปุลัตถิ (ปัจจุบันคือเมืองโปโลนนรุวะ) บนเกาะสีหฬ หรือประเทศศรีลังกา ในรัชสมัยพระเจ้ามหาปรักกมพาหุที่ ๑ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ รจนาเป็นคาถาล้วน ๑๒๒๑ คาถา แบ่งเป็น ๓ กัณฑ์ ดังนี้

๑. สัคคกัณฑ์ ๑๗๙ คาถา

๒. ภูกัณฑ์ ๕๑๑ คาถา

๓. สามัญญกัณฑ์ ๔๑๓ คาถา

รวมกับปณามคาถา ๙ คาถา และนิคมนคาถา ๙ คาถา จึงเป็น ๑๒๒๑ คาถา พระโมคคัลลานมหาเถระท่านนี้ นอกจากจะรจนาคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาแล้ว ท่านได้รจนาคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาฎีกา สำหรับเป็นคู่มือศึกษาค้นคว้าคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาด้วย เนื้อหาของคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา คือการรวบรวมนามศัพท์ที่เป็นชื่อบุคคล สัตว์ อุปกรณ์ สถานที่ สภาวลักษณะ ที่ปรากฎอยู่ตั้งแต่โลกบาดาลขึ้นไปถึงพรหมโลก มาจัดเรียงไว้เป็นหมวดหมู่ นำเอาอุปสัคบทและนิบาติบทในอรรถต่างๆ มาจัดเรียงไว้เป็นหมวดหมู่ในตอนท้ายของคัมภีร์ด้วย กล่าวได้ว่าคัมภีร์อภิธานนัปปทีปิกามีศัพท์ ๓ ประเภท คือ นาม อุปสัค และนิบาติ ยกเว้นกริยาอาขยาตเท่านั้นที่ไม่มี โบราณาจารย์อาศัยคัมภีร์นีืช่วยในการศึกษาพระไตรปิฎก อรรถกถา และฏีกาเป็นต้น จึงจัดว่าเป็นคัมภีร์ที่มีอุปการะมากต่อการเรียนบาลี สำนักเรียนบาลีใหญ่ จึงใช้คัมภีร์นี้เป็นหลักสูตรชั้นนักศึกษาวิชาที่ ๒ ส่วนคัมภีร์ที่ใช้เป็นคุ่มือของคัมภีร์นี้มีหลายคัมภีร์ เช่น คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาฎีกา คัมภีร์อภิธานสูจิ คัมภีร์อภิธานนิสสยะ และคัมภีร์อภิธานวรรณนา เป็นต้น

 

. วุตฺโตทย

คัมภีร์วุตโตทัย เป็นคัมภีร์รูปแบบฉันทลักษณ์ ๒๖ ประเภท มีตั้งแต่ฉันท์ ๑ พยางค์ ถึงฉันท์ ๒๖ พยางค์ เป็นที่มาของคาถา รจนาโดยพระสังฆรักขิตมหาเถระชาวศรีลังกา เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เนื้อหาใช้เป็นทั้งสูตรและอุทาหรณ์ในคาถาเดียวกัน มี ๑๓๗ คาถา แบ่งเป็น ๖ ปริจเฉท ดังนี้

๑. สัญญาปริภาสานิเทศ ๑๖ คาถา

๒. มัตตาวุตตินิเทศ ๒๙ คาถา

๓. สมวุตตินิเทศ ๖๑ คาถา

๔. อัทธสมวุตตินิเทศ ๑๑ คาถา

๕. วิสมวุตตินิเทศ ๑๑ คาถา

๖. ฉัปปัจจยวิภาค ๙ คาถา

สำนักเรียนบาลีใหญ่ใช้คัมภีร์นี้เป็นหลักสูตรชั้นนักศึกษาวิชาที่ ๓ เพราะเกื้อกูลต่อการวินิจฉัยเนื้อความของคาถาที่เป็นพระพุทธภาษิต

 

. สุโพธาลงฺการ

คัมภีร์สุโพธาลังการะ เป็นคัมภีร์แสดงความไพเราะสละสลวยของสำนวนโวหารในภาษาบาลี กล่าวถึงโทษและวิธีแก้ไขโทษในการใช้ถ้อยคำ เพื่อให้สำนวนภาษามีโอชคุณมากขึ้น พระสังฆรักขิตมหาสามิเถระเป็นผู้รจนาที่ประเทศศรีลังกา เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๗ โดจรจนาเป็นคาถาล้วน ๓๖๗ คาถา แบ่งเป็น ๕ ปริจเฉท ดังนี้

๑. โทสาวโพธะ ๖๗ คาถา

๒. โทสปริหาราวโพธะ ๔๘ คาถา

๓. คุณาวโพธะ ๔๘ คาถา

๔. อัตถาลังการาวโพธะ ๑๗๔ คาถา

๕. สภาวรสาวโพธะ ๓๐ คาถา

สำนักเรียนบาลีใหญ่ใช้คัมภีร์นี้เป็นหลักสูตรชั้นนักศึกษาวิชาที่ ๔ เพราะจะได้เกื้อกูลต่อการรจนาคัมภีร์ภาษาบาลีและตำราภาษาไทย

 

. ธาตฺวตฺถสงฺคห

คัมภีร์ธาตวัตถสังคหะ เป็นคัมภีร์รวบรวมธาตุและอรรของธาตุตามลำดับอักษรอย่างมีระเบียบ พระวิสุทธาจารมหาเถระ วัดวิสุทธาราม เมืองมัณฑเล ประเทศสหภาพพม่า เป็นผู้รจนา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ เนื้อหาเป็นคาถา ๔๔๕ คาถา ๓ บาท ๗ พยางค์ รวมกับปณามคาถา ๑ คาถา และนิคมนคาถา ๑๒ คาถา มีจำนวนธาตุพร้อมอรรถ ๑๖๓๗ ตัว โดยแบ่งเป็น ๗ กัณฑ์ ดังนี้

๑. สราทิกธาตวัตถะ ๓๖ คาถา

๒. กการาทิกธาตวัตถะ ๓๖ คาถา

๓. ขาทิตยักขราทิกธาตวัตถะ ๓๖ คาถา

๔. จวัคคฏวัคคอัฏฐักขราทิกธาตวัตถะ ๔๑ คาถา

๕. ตวัคคาทิกธาตวัตถะ ๖๗ คาถา

๖. ปวัคคาทิกธาตวัตถะ ๘๖ คาถา

๗. อวัคคาทิกธาตวัตถะ ๑๓๐ คาถา

สำนักเรียนบาลีใหญ่อาศัยคัมภีร์นี้เป็นคู่มือค้นคว้า เพื่อให้รู้ความหมายของรากศัพท์ต่างๆ ซึ่งมีอุปการะต่อการวินิจฉัยเนื้อความ

ปัจจุบันมีสำนักเรียนบาลีใหญ่หลายแห่งที่อาศัยคัมภีร์บาลีมูลทั้ง ๕ นี้ เป็นต้นแบบในการเรียนบาลีใหญ่ เช่น สำนักเรียนบาลีใหญ่วัดท่ามะโอ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง สำนักเรียนบาลีใหญ่วัดหาดใหญ่สิตาราม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ชมรมนิรุตติศึกษา วัดมหาธาตุ คณะ ๒๕ กรุงเทพมหานคร เป็นต้น

บัณฑิตกล่าวว่า บุคคลผู้ศึกษาคัมภีร์พื้นฐานของภาษาบาลีทั้ง ๕ จะสามารถเข้าใจ จดจำ และวินิจฉัยเนื้อความพระพุทธพจน์ได้ถูกต้องตรงตามพระพุทธประสงค์ โดยอาศัยคัมภีร์อรรถกถา ฎีกา และคัมภีร์นิรุตติต่างๆ ประกอบการค้นคว้า ทำให้ผู้ศึกษามีความรอบคอบในการถ่ายทอดเนื้อความได้ถูกต้อง ครบถ้วนทั้งอรรถและพยัญชนะ จึงจะสามารถรักษาพระพุทธพจน์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์

(คัดลอกจากหนังสือ "ปญฺจมูลคนฺถ" พระมหาสมปอง มุทิโต ชมรมนิรุตติศึกษา วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ คณะ ๒๕ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โทร. ๒๒๒๒๙๗๙, ๒๒๔๑๔๑๘)

Share this post

Last Updated on Sunday, 25 November 2012 19:35
 
joomla template