Download PDF : โลกนีติแปล (ภาพ); โลกนีติแปล+อธิบายศัพท์


(Cr: ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ด FB)

โลกนีติปาฬิ - แปล


๑. ปัณฑิตกัณฑ์ - หมวดบัณฑิต

#คัมภีร์โลกนีติ-ปณามคาถา#
๑.
โลกนีตึ ปวกฺขามิ, นานาสตฺถสมุทฺธฏํ;
มาคเธเนว สงฺเขปํ, วนฺทิตฺวา รตนตฺตยํ ฯ


“ข้าพเจ้า กราบไหว้พระรัตนตรัยแล้ว จักกล่าวโลกนีติ(ปกรณ์)
ซึ่งได้รวมเอาความรู้นานาไว้ ด้วยภาษาบาฬี โดยสังเขป.“

(#โลกนีติ, หมวดบัณฑิต, คาถาที่ ๑)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#โลกนีตึ (ระเบียบ, ประเพณีของชาวโลก, ปกรณ์ชื่อว่าโลกนีติ) โลก+นีติ > โลกนีติ+อํ
#ปวกฺขามิ (จักกล่าว) ป+√วจ+สฺสามิ ภูวาทิ. กัตตุ. ภวิสสันตีวิภัตติ. แปลง สฺส เป็น ข ด้วย สปฺปจฺจย ศัพท์ในสูตรว่า กรสฺส สปฺปจฺจยสฺส กาโห. (รู (๕๒๔), แปลงที่สุดธาตุเป็น กฺ ด้วยสูตรว่า โก เข จ. (รู ๕๒๙)
#นานาสตฺถสมุทฺธฏํ (ซึ่งถูกรวมไว้ด้วยคัมภีร์ต่าง, ซึ่งได้รวมเอารู้นานาเอาไว้) นานา+สตฺถ+สมุทฺธฏ > นานาสตฺถสมุทฺธฏ+อํ
#มาคเธเนว (ด้วยภาษามคธนั้นเทียว) มาคเธน+เอว
#สงฺเขปํ (โดยย่อ, โดยสังเขป) สงฺเขป+อํ
#วนฺทิตฺวา (ไหว้แล้ว, ครั้นไหว้แล้ว) √วนฺท+อิ+ตฺวา > วนฺทิตฺวา+สิ
#รตนตฺตยํ (หมวดสามแห่งรัตนะ, พระรัตนตรัย) รตน+ตย > รตนตฺตย+อํ

……………….

คัมภีร์โลกนีติ มีทั้งหมด ๑๖๗ คาถา แบ่งออกเป็นหมวด มี ๗ หมวด คือ
๑. หมวดบัณฑิต (ปณฺฑิตกณฺฑ) ว่าด้วยคติคำสอนเกี่ยวกับบัณฑิต มี ๔๐ คาถา
๒. หมวดคนดี (สุชนกณฺฑ) ว่าด้วยคติคำสอนเกี่ยวกับคนดี มี ๒๘ คาถา
๓. หมวดคนพาล (พาลทุชฺชนกณฺฑ) ว่าด้วยคติคำสอนเกี่ยวกับคนพาล มี ๑๑ คาถา
๔. หมวดมิตร (มิตฺตกณฺฑ) ว่าด้วยคติคำสอนเกี่ยวกับมิตร มี ๑๕ คาถา
๕. หมวดสตรี (อิตฺถิกณฺฑ) ว่าด้วยคติคำสอนเกี่ยวกับผู้หญิง มี ๑๘ คาถา
๖. หมวดพระราชา (ราชกณฺฑ) ว่าด้วยคติคำสอนเกี่ยวกับพระราชา มี ๒๖ คาถา
๗. หมวดเบ็ดเตล็ด (ปกิณฺณกกณฺฑ) ว่าด้วยคติคำสอนเบ็ดเตล็ดทั่วไป มี ๓๐ คาถา

คัมภีร์โลกนีตินี้ ผมเคยแปลไปครั้งหนึ่งแล้ว สมัยโพสในเฟซบุ๊คช่วงแรก โดยอาศัยแนวทางของท่านพระอาจารย์สมปอง มุทิโต (ประธานชมรมนิรุตติศาสตร์ คณะ ๒๕ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ กทม. เว็บไซต์     : www.baliyai.org) ซึ่งท่านนำร่องไว้ให้ประมาณ ๖๓ คาถา ต่อจากนั้นไป ก็แปลข้ามไปเรื่อย จนกระทั้งจบแบบไม่ค่อยสวยนัก คือแปลไม่ออกเป็นส่วนใหญ่  มาคราวนี้ตั้งใจว่าจะลองแปลอีกครั้งเป็นการทบทวนของเก่า และที่น่าอุ่นใจเพราะมีหนังสือโลกนีติไตรพากย์ ของเสฐียรโกเศส-นาคประทีป เป็นคู่มือ คิดว่าน่าจะเป็นแนวทางได้เป็นอย่างดี ในหนังสือนั้นท่านเรียบเรียงโดยใช้บาฬีเป็นตัวตั้ง ตามด้วยคำโคลง คำแปลทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (ท่านสามารถหาอ่านหรือดาวน์โหลดได้ ที่ http://sathirakoses-nagapradipa.org/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=1&Itemid=2&limitstart=120) .

แต่สำหรับการแปลในครั้งนี้ ผมจะนำด้วยภาษาฬี แปลเป็นภาษาไทยตามที่ตนถนัด และอธิบายศัพท์ ตามสมควร ดังที่ได้ปฏิบัติเรื่อยมาก่อนหน้านี้.  และจะไม่นำคำโคลงมาประกอบไว้ด้วย เพราะคิดว่าท่านทั้งหลายคงพอหาศึกษาได้ด้วยตนเอง อนึ่ง ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ท่านทั้งหลายช่วยหาคำโคลงมาประกอบเอาเอง ท่านจะนำของเก่าหรืออาจจะแต่งใหม่มาประกอบก็ได้ ไม่ผิดกกติกาแต่ประการใด.


……………….




#ความสำคัญของ “โลกนีติ”#
๒.
นีติ โลเก ปุริสสฺส สาโร,
มาตา ปิตา อาจริโย จ มิตฺโต;
ตสฺมา หิ นีตึ ปุริโส วิชญฺญา,
ญาณี มหา โหติ พหุสฺสุโต จฯ


“นีติศาสตร์ เป็นแก่นสารของบุรุษในโลก
ประดุจมารดาบิดา ครูอาจารย์ และญาติมิตร,
เหตุนั้นแล บุรุษผู้รู้นีติศาสตร์อย่างแจ่มแจ้ง,
จึงนับว่าเป็นนักปราชญ์ผู้มีปัญญา
เป็นผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นพหูสูตร.“

(#โลกนีติ, หมวดบัณฑิต, คาถาที่ ๒)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#นีติ (การนำไป, การแนะนำ, กฏ, ข้อบังคับ) นีติ+สิ
#โลเก (ในโลก) โลก+สฺมึ
#ปุริสสฺส (ของบุรุษ, ของคน) ปุริส+ส
#สาโร (แก่น, สาระ) สาร+สิ
#มาตา (มารดา, แม่) มาตุ+สิ
#ปิตา (บิดา, พ่อ) ปิตุ+สิ
#อาจริโย (อาจารย์, ครู) อาจริย+สิ
#จ (ด้วย, และ) นิบาต
#มิตฺโต (มิตร, เพื่อน) มิตฺต+สิ
#ตสฺมา หิ (เหตุนั้นแล) นิบาต
#นีตึ (ซึ่งนีติศาสตร์) นีติ+อํ
#ปุริโส (บุรุษ, คน) ปุริส+สิ
#วิชญฺญา (พึงรู้, ควรทราบ) วิ+√ญา+นา+เอยฺย กิยาทิ. กัตตุ. แปลง ญา เป็น ชํ ได้บ้าง ด้วยสูตรว่า ญาสฺส ชาชํนา. (รู ๕๑๔), แปลง เอยฺย เป็น ญา ได้บ้าง ด้วยสูตรว่า เอยฺยสฺส ญาโต อิยา ญา วา. (รู ๕๑๕), ลบ นา ปัจจัย ด้วยสูตรว่า นาสฺส โลโก ยการตฺตํ. (รู ๕๑๖).
#ญาณี (ผู้มีญาณ, มีความรู้) ญาณี+สิ
#มหา (ผู้ใหญ่, สำคัญ, ประเสริฐ) มหนฺต+สิ
#โหติ (ย่อมเป็น) √หู+อ+ติ ภูวาทิ. กัตตุ.
#พหุสฺสุโต (พหูสูตร, ผู้คงแก่เรียน) พหุ+สุต > พหุสฺสุต+สิ

……………….

มาตา (มารดา, แม่)
วิ. ธมฺเมน ปุตฺตํ มาเนตีติ มาตา

แปลว่า ผู้ใดย่อมบูชาบุตรด้วยธรรม เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า มาตา,
หญิง ที่ชื่อว่า มารดา เพราะอรรถว่า เป็นผู้บูชาบุตรด้วยธรรม

วิธีทำตัวสำเร็จรูป

มาตา = มาตุ + สิ หรือ มาน-ปูชายํ+ราตุ+สิ
มาน ธาตุในอรรถว่าบูชา + ราตุ ปัจจัยในนามกิตก์ + สิ ปฐมาวิภัตติ
ลง ราตุ ปัจจัย หลัง มานธาตุเป็นต้น ด้วยสูตร - มานาทีหิ ราตุ. (รู ๕๗๖) = มาน+ราตุ
ลบ ร อนุพันธ์กับที่สุดธาตุ ด้วยสูตร - รมฺหิ รนฺโต ราทิ โน. (รู ๕๕๘) = มา+ตุ
รวมสำเร็จเป็น มาตุ
ลง สิ ปฐมาวิภัตติ เอกพจน์ ด้วยสูตร – สิ โย, อํ โย, นา หิ, สนํ, ฯ. (รู ๖๓) = มาตุ+สิ
แปลงที่สุดธาตุเป็น อา และลบ สิ - สตฺถุปิตาทีนมา สิสฺมึ สิโลโป จ. (รู ๑๕๘) = มาตา



#จะมีแต่ไหน?#
๓.
อลสสฺส กุโต สิปฺปํ, อสิปฺปสฺส กุโต ธนํ;
อธนสฺส กุโต มิตฺตํ, อมิตฺตสฺส กุโต สุขํ;
อสุขสฺส กุโต ปุญฺญํ, อปุญฺญสฺส กุโต วรํฯ


„คนเกียจคร้าน จะมีศิลปะแต่ไหน?
คนไร้ศิลปะ จะมีทรัพย์แต่ไหน?
คนไร้ทรัพย์ จะมีมิตรแต่ไหน?
คนไร้มิตร จะมีความสุขแต่ไหน?
คนไม่มีความสุข จะมีบุญแต่ไหน?
คนไม่มีบุญ จะได้นิพพานแต่ไหน?“


(#โลกนีติ, หมวดบัณฑิต, คาถาที่ ๓; #ธัมมนีติ ๑๖, #กวิทัปปณนีติ ๔)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#อลสสฺส (แก่/ของคนเกียจคร้าน) อลส+ส
#กุโต = กุโต ฐานโต (แต่ที่ไหน, แต่ไหน) กึ+โต ปัจจัย
#สิปฺปํ, (ศิลปะ) สิปฺป+อํ วิ. อตฺตโน หิตมาสีสนฺเตหิ เสวิยเตติ สิปฺปํ. (ศิลปะ คือ สิ่งที่ผู้แสวงหาประโยชน์แก่ตนซ่องเสพอยู่) กัมมรูป กัมมสาธนะ, มาจาก สิ-เสวายํ (สิ ธาตุในการเสพ) +ปฺป ปัจจัย ซี่งเป็นปัจจัยในคหาทิคณธาตุ.
#อสิปฺปสฺส (แก่/ของคนไร้ศิลปะ) น+สิปฺป > อสิปฺป+ส, วิ. นตฺถิ เอตสฺส สิปฺปนฺติ อสิปฺโป. (คนไม่มีศิลปะ ชื่อว่า อสิปปะ).
#ธนํ (ทรัพย์, สมบัติ) ธน+สิ
#อธนสฺส (แก่/ของคนไร้ทรัพย์) น+ธน > อธน+ส, วิ. นตฺถิ เอตสฺส ธนนฺติ อธโน. (คนไม่มีทรัพย์ ชื่อว่า อธนะ)
#มิตฺตํ (มิตร, เพื่อน) มิตฺต+สิ
อมิตฺตสฺส (แก่/ของไร้มิตร) น+มิตฺต > อมิตฺต+ส. วิ. นตฺถิ เอตสฺส มิตฺตนฺติ อมิตฺโต. (คนไม่มีมิตร ชื่อว่า อมิตตะ)
#สุขํ (ความสุข) สุข+สิ
#อสุขสฺส (แก่/ของคนไร้สุข) น+สุข > อสุข+ส, วิ. นตฺถิ เอตสฺส สุขนฺติ อสุโข. (คนไม่มีสุข ชื่อว่า อสุขะ)
#ปุญฺญํ (บุญ, เครืองชำระ) ปุญฺญ+สิ
#อปุญฺญสฺส (แก่/ของคนไม่มีบุญ) น+ปุญฺญ > อปุญฺญ+ส, วิ. นตฺถิ เอตสฺส ปุญฺญนฺติ อปุญฺโญ. (คนไม่มีบุญ ชื่อว่า อปุญญบุคคล) นปุพพบท พหุพพีหิสมาส.
#วรํ (ประเสริฐ, พร, พระนิพพาน) นิพฺพาน+สิ

……………….




#ศิลป์ดีกว่าทรัพย์#
๔.
สิปฺปา สมํ ธนํ นตฺถิ, สิปฺปํ โจรา น คณฺหเร,
อิธ โลเก สิปฺปํ มิตฺตํ, ปรโลเก สุขาวหํฯ


“ ทรัพย์ที่เสมอด้วยศิลป์ ย่อมไม่มี,
ศิลปะโจรลักเอาไปไม่ได้,
วิชาความรู้เป็นกัลยามิตรในโลกนี้,
และเป็นเหตุนำสุขมาให้ในโลกหน้า.“

(#โลกนีติ, หมวดบัณฑิต, คาถาที่ ๔; #ธัมมนีติ ๑๗, #กวิทัปปณนีติ ๙)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#สิปฺปา (ศิลปะ, ความรู้, วิชา) สิปฺป+สฺมา, ในธัมมนีติเป็น สิปฺปํ สมํ ธนํ นตฺถิ, ในกวิทัปปณนีติเป็น สิปฺปสมํ ธนํ นตฺถิ. อันหลังสุดน่าจะแปลง่ายกว่า และเหมาะสมกว่า.
#สมํ (เสมอ, สม) สม+สิ
#ธนํ (ทรัพย์) ธน+สิ
#นตฺถิ (ย่อมไม่มี) = น+อตฺถิ แปลรวมกันว่า ย่อมไม่มี, แปลแยกว่า ย่อมมี/มีอยู่ หามิได้
อตฺถิ เป็นอุปสัคบทก็ได้ เป็นอาขยาตบทก็ได้ ที่เป็นอาขยาตบท มาจาก √อส+อ+ติ ลบ อ ปัจจัย, แปลง ติ เป็น ตฺถิ และ ลบอักษรที่สุดธาตุ ด้วยสูตรว่า ติสฺส ตฺถิตฺตํ (รู. ๔๙๕) รวมเป็น  อตฺถิ เป็นปฐมบุรุษ เอกวจนะ วัตตมานาวิภัตติ (ปัจจุบันกาล) นิยมท่องเป็นชุดว่า อตฺถิ สนฺติ, อสิ อตฺถ, อมฺหิ อสฺมิ อมฺห อสฺม (โส อตฺถิ, เต สนฺติ, ตฺวํ อสิ, ตุมฺเห อตฺถ, อหํ อมฺหิ/อสฺมิ, มยํ อมฺห/อสฺม), ส่วน นตฺถิ ที่เป็นอุปสัค เป็นนิบาตทำบทให้เต็ม (อตฺถปูรณเนปาติก) เป็นประเภทประกอบด้วยวิภัตติ (วิภตฺติยุตฺต) ลงในอรรถ ปฐมาวิภัตติ  (รู. ๒๘๒)
#สิปฺปํ (ซึ่งศิลปะ, ความรู้, วิชา) สิปฺป+อํ
#โจรา (โจร ท.) โจร+โย แปลง โย เป็น อา ด้วยสูตรว่า สพฺพโยนีนมาเอ. (รู ๖๙)
#น คณฺหเร = คณฺหนฺติ (ย่อมถือเอา หามิได้, ขโมยเอาไม่ได้), น เป็นนิบาตบอกปฏิเสธ, คณฺหเร มาจาก คห+ณฺหา+อนฺติ คหาทิ. กัตตุ. ในเพราะ ณฺหา ลบ ห ที่สุดธาตุ, รัสสะ, แปลง อนฺติ เป็น เร ได้บ้าง.
#อิธ โลเก (ในโลกนี้) อิธ (นี้) อิม+ธ ปัจจัย เป็นสัพพนาม. โลก+สฺมึ = โลเก (ในโลก)
#สิปฺปํ (ศิลปะ) สิปฺป+สิ นป.
มิตฺตํ (มิตร, เพื่อน) มิตฺต+สิ
#ปรโลเก  (ในโลกอื่น, โลกหน้า) ปร+โลก > ปรโลก+สฺมึ
#สุขาวหํ (เป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข, นำสุขมาให้) สุข+อาวห > สุขาวห+สิ

……………….



#อย่าดูหมิ่นปัญญาว่าน้อย#
๕.
อปฺปกํ นาติมญฺเญยฺย, จิตฺเต สุตํ นิธาปเย,
วมฺมิโกทกพินฺทูว, จิเรน ปริปูรติฯ


“ไม่ควรดูหมิ่นปัญญาที่ได้เรียนมาว่าเล็กน้อย,
ควรจดจำปัญญาที่ได้เรียนมาไว้ในจิต,
ปัญญาจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนเต็มเปี่ยม,
เหมือนจอมปลวกและหยาดน้ำ ฉะนั้น.“


(#โลกนีติ, หมวดบัณฑิต, คาถาที่ ๕; #กวิทัปปณนีติ ๘๐)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#อปฺปกํ (ที่น้อย, อันนิดหน่อย) อปฺปก+อํ, = อปฺปกํ สุตํ (ความรู้นิดหน่อย, ปัญญาเล็กน้อย).
#นาติมญฺเญยฺย = น (ไม่, หามิได้) + อติมญฺเญยฺย (ดูหมิ่น, ดูถูก, ดูแคลน) อติ+√มน+ย+เอยฺย ทิวาทิ. กัตตุ.
#จิตฺเต (ในจิต) จิตฺต+สฺมึ
#สุตํ (สิ่งที่ได้ฟังมา, สิ่งที่ได้เรียนมา, ความรู้, ปัญญา) สุต+อํ
#นิธาปเย (ให้ฝังไว, ให้ตั้งไว้) นิ+√ธา+ณาปย+เอยฺย ภูวาทิ. เหตุกัตตุ. ธาตุที่มี อา เป็นที่สุดให้ลง ณาเป, ณาปย การิตปัจจัยหลังธาตุนั้น.
#วมฺมิโกทกพินฺทูว = วมฺมิก (จอมปลวก) + อุทก-พินฺทุ (หยาดแห่งน้ำ) > วมฺมิโกทกพินฺทุ+อิว (ราวกะ, เพียงดัง)
#จิเรน (โดยนาน, โดยจีรัง) จิร+นา
#ปริปูรติ (เต็มรอบ, บริบูรณ์) ปริ+√ปูร+อ+ติ ภูวาทิ. กัตตุ.


……………….


#ขอให้รู้จริงเถอะ#
๖.
ขุทฺโทติ นาติมญฺเญยฺย, วิชฺชา วา สิปฺปเมว วา,
เอกมฺปิ ปริโยทาตํ,  ชีวิตกปฺปการณํฯ


“ไม่ควรดูหมิ่นวิชาหรือศิลปะว่า เป็นของเล็กน้อย,
ความรู้ที่ถ่องแท้แม้อย่างเดียว
ย่อมเป็นเหตุให้เลี้ยงชีพได้.“

(#โลกนีติ, หมวดบัณฑิต, คาถาที่ ๖)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#ขุทฺโทติ = ขุทฺโท+อิติ (ว่า เล็กน้อย ดังนี้)
#นาติมญฺเญยฺย,  ตัดบทเป็น น+อติมญฺเญยฺย แปลว่า ไม่ควรดูหมิ่น
#วิชฺชา วา (ความรู้ หรือ), = วิท-ญาเณ+ณฺย, วิ. วิชานนํ, วิทตีติ วา วิชฺชา (ความรู้ ชื่อว่า วิชฺชา, หรือ ธรรมชาตที่รู้ ชื่อว่า วิชฺชา) ภาวรูป ภาวสาธนะ และ กัตตุรูป กัตตุสาธนะ  (ปทรูปสิทธิ ๖๖๐)
#สิปฺปเมว วา (หรือว่าศิลปะนั้นเทียว) สิปฺปเมว = สิปฺปํ+เอว,  สิปฺปํ (ศิลปะ), = สิ-เสวายํ+ปฺป, วิ. อตฺตโน หิตมิจฺฉนฺเตหิ เสวียเตติ สิปฺปํ (สิ่งที่ผู้ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ย่อมเสพ ชื่อว่า ศิลปะ) หรือมาจาก = สปฺป-คมเน+อ  วิ. สปฺปติ อเนนาติ สิปฺปํ (ชีวิตย่อม ดำเนินชีวิตไป ด้วยสิ่งนี้ เหตุนั้น ส่ิงนี้ ชื่อว่า ศิลปะ, เหตุให้ชีวิตเป็นไปได้ ชื่อว่า ศิลปะ) (อภิธาน.สูจิ)
#เอกมฺปิ = เอกํ+อปิ (แม้อย่างเดียว)
#ปริโยทาตํ (ผ่องแผ้ว, สะอาด, บริสุทธิ์) ปริ+อว+ย+ทา+ต > ปริโยทาต+สิ, อว เป็น โอ, ย อาคม.
#ชีวิตกปฺปการณํ (เป็นเหตุต่อการเลี้ยงชีพ) ชีวิต+กปฺป+การณ > ชีวิตกปฺปการณ+สิ


……………….
 
#ของหายากสี่อย่าง#
๗.
เสเล เสเล น มาณิกํ, คเช คเช น มุตฺติกํ,
วเน วเน น จนฺทนํ, ฐาเน ฐาเน น ปณฺฑิตํฯ


“แก้วมณี มิได้มีในทุกภูผา,
แก้วมุกดา มิได้มีในช้างทุกเชือก,
ไม้จันทน์แดง มิได้มีในทุกป่า,
นักปราชญ์ มิได้มีในที่ทุกแห่ง.“

(#โลกนีติ, หมวดบัณฑิต, คาถาที่ ๗, #กวิทัปปณนีติ ๘๒)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :


#เสเล เสเล (ในทุกภูเขา) เสล+สฺมึ
#น (ไม่, หามิได้) นิบาตบอกปฏิเสธ
#มาณิกํ (แก้วมณี) มาณิก+อํ, หรือจะ + สิ ปฐมาวิภัตติ ก็ได้แล้ว ถ้าต้องการให้เป็นประธานในประโยค, ในที่นี้ใช้เป็นกรรมให้ประกอบ อํ ทุติยาวิภัตติ.
#คเช คเช (ในช้างทุกเชือก) คช+สฺมึ
#มุตฺติกํ (แก้วมุกดา, ไข่มุก) มุตฺติก+สิ
#วเน วเน (ในป่าทุกแห่ง) วน+สฺมึ
#จนฺทนํ (ไม้จันทน์) จนฺทน+อํ
#ฐาเน ฐาเน (ในที่ทุกสถาน) ฐาน+สฺมึ
#ปณฺฑิตํ (บัณฑิต, นักปราชญ์) ปณฺฑิต+อํ.

คำว่า เสเล เสเล, คเช คเช, วเน วเน, ฐาเน ฐาเน การกล่าวลักษณะอย่างนี้ ในภาษาบาฬี ท่านเรียกว่า „อาเมณฑิตะ (คำพูดซ้ำ) ท่านในเวลาต่าง ๆ ๑๑ อย่าง ดังนี้ ๑. ภเย ในเวลากลัว ๒. โกเธ ในเวลาโกรธ ๓. ปสํสสายํ ในการสรรเสริญ ๔. ตุริเต ในกิจรีบด่วน ๕. โกตูหเล ในเวลาโกลาหล ๖. อจฺฉเร ในเวลาอัศจรรย์ ๗. หาเส ในเวลาดีใจ ๘. โกเส ในเวลาเสียใจ (ดุด่า) ๙. ปสาเท ในเวลาเลื่อมใส ๑๐. ครหายํ ในเวลาติเตียน และ ๑๑. สมฺมาเน ในเวลาบูชา. (ดูอภิธานัปปทีปิกา คาถา ๑๐๗)


……………….


#ถึงจะไกลก็ควรไป#
๘.
ปณฺฑิโต สุตสมฺปนฺโน, ยตฺถ อตฺถีติ เจ สุโต,
มหุสฺสาเหน ตํ ฐานํ, คนฺตพฺพํว สุเตสินาฯ


"หากได้ยินมาว่า มีนักปราชญ์ผู้ถึงพร้อม
ด้วยวิชาความรู้ มีอยู่ ณ ที่ใด,
ผู้แสวงหาความรู้ ควรไปสู่ที่นั้นให้จงได้
ด้วยความอุตสาหะอันแรงกล้าเถิด."


(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๘)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#ปณฺฑิต (บัณฑิต, ผู้มีปัญญา, นักปราชญ์) ปณฺฑิต+สิ ๑) มีวิเคราะห์ว่า ปณฺฑาย อิโต คโต ปวตฺโตติ ปณฺฑิโต. (ผู้ชื่อว่า บัณฑิต เพราะอรรถว่า ไปแล้ว คือเป็นไปแล้วด้วยปัญญา) ปณฺฑา+√อิ+ต > ปณฺฑิต+สิ, เป็นสมาส. ๒) วิ. สญฺชาตา ปณฺฑา เอตสฺสาติ ปณฺฑิโต, (ผู้ชื่อว่า บัณฑิต เพราะอรรถว่า ปัญญาเกิดขึ้นแก่เขา) ปณฺฑา+อิต ปัจจัยในตทัสสัตถิตัทธิต ตามนัยของสัททนีติ สุตตมาลา และนิรุตติทีปนี.  ๓) ปณฺฑติ ญาณคติยา คจฺฉตีติ วา ปณฺฑิโต (อีกอย่างหนึง ผู้ชื่อว่า บัณฑิต เพราะอรรถว่า เขาย่อมไปตามคติแห่งปัญญา) √ปฑิ+อิ+ต เป็นนามกิตก์. (ดูมงคลัตถทีปนี ภาคที่ ๑ ข้อ ๑๘.)
#สุตสมฺปนฺโน (ผู้ถึงพร้อมด้วยสุตะ) สุต+สฺมปนฺน > สุตสมฺปนฺน+สิ
#ยตฺถ = ยสฺมึ ฐาเน (ในที่ใด)
#อตฺถีติ = อตฺถิ+อิติ (ว่า...มีอยู่ )
#เจ (ถ้าว่า, ผิว่า) นิบาตกำหนดความสงสัย
#มหุสฺสาเหน (ด้วยความอุตสาหะใหญ่, พยายามเต็มที่) มหนฺต+อุสฺสาห > มหุสฺสาห+นา
#ตํ ฐานํ (ที่นั้น) ต+อํ, ฐาน+อํ
#คนฺตพฺพํว = คนฺตพฺพํ+เอว  (พึงไป นั่นเทียว)
#สุเตสินา (ผู้มีปกติแสวงหาความรู้, นักศึกษา) สุต+เอสี > สุเตสี+นา ตติยาวิภัตติ, สุเตสี พึงเทียบกับ มเหสี (ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่). ศัพท์ว่า เอสี = อีส+ณี วิ. เอสิตุํ สีลมสฺสาติ เอสี (การแสวงหาเป็นปกติของผู้ใดมีอยู่ เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า เอสี) กัตตุรูป กัตตุสาธนะ, อีส ธาตุพบในธาตฺวัตถสังคหะว่า อีโส ทานคติอุญฉ-, หึสาทสฺสนอิสฺสเร (อีส ธาตุย่อมเป็นไปในอรรถว่า ให้, ไป, แสวงหา, เบียดเบียน, ดู และ เป็นใหญ่). วิเคราะห์นี้ผมว่าเองตามหลัก หากผิดขอท่านผู้รู้กรุณาทักท้วงด้วยเถิด.

……………….


#ห้าสิ่งที่ควรทำช้าๆ #
๙.
สิเน สิปฺปํ สิเน ธนํ, สิเน ปพฺพตมารุหํ,
สิเน กามสฺส โกธสฺส, อิเม ปญฺจ สิเน สิเนฯ


„สิ่งที่ควรทำช้า ๆ ๕ ประการ คือ
๑. การเรียนศิลปะ (ต้องเพียรพยายาม)
๒. การแสวงหาทรัพย์ (ต้องขยันมั่นเพียร)
๓. การขึ้นภูเขา (ต้องดูกำลังวังชา)
๔. การเสพกามคุณทั้งห้า (ต้องมีสติอย่างมาก)
๕. การโกรธ (ต้องหาวิธีระงับโดยเร็ว).“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๙, #ธัมมนีติ ๒๑๘)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#สิเน (ช้า ๆ, ค่อย ๆ) ยังไม่ทราบว่า สำเร็จมาจากธาตุปัจจัยอะไรกันแน่ แปลตามกันมาว่า „ช้า ๆ“ ขอฝากไว้ก่อน ครับ อนึงในโลกนีติไตรพากย์ เป็น สินฺเน ทุกบทไป.
#สิปฺปํ (ศิลป, ฝีมือ) นป. สิปฺป+อํ ควรใส่กิริยาที่สัมพันธ์กัน เช่น อุคฺคณฺเห (เรียน, ถือเอา) เพื่อให้ได้ความสมบูรณ์, หรือจะแปลเป็นกรรมวาจก ใช้เป็น อุคฺคเหตพฺพํ ก็ได้.
#ธนํ (ทรัพย์, สมบัติ) นป. ควรเติมกิริยาว่า ปริเยเส, คเวเส (แสวงหา) เพื่อให้ได้ความหมาย
#ปพฺพตมารุหํ = ปพฺพตํ+อารุหํ  (การขึ้นสู่ภูเขา) ปพฺพต+อํ = ปพฺพตํ (ซึ่งภูเขา, สู่บรรพต), อา+รุห+อ > อารุห+อํ, ในธัมมนีติ เป็น ปพฺพตมารุเห.
#กามสฺส (ความต้องการ, กาม) กาม+ส ในธัมมนีติ เป็น กาโม
#จ (ด้วย, และ) นิบาต
#โกธสฺส (ความโกรธ, โทสะ, ขุ่นเคือง) โกธ+ส ในธัมมนีติ เป็น โกโธ
#อิเม (เหล่านี้) อิม+โย
#ปญฺจ (ห้า) ปญฺจ+โย สังขยาสัพพนาม
#สิเน สิเน (ช้า ๆ, ใจเย็น ๆ)

……………….


#ศิลปศาสตร์ ๑๘ แขนง#
๑๐.
สุติ สมฺมุติ สงฺขฺยา จ, โยคา นีติ วิเสสกา;
คนฺธพฺพา คณิกา เจว, ธนุ เพทา จ ปูรณาฯ
๑๑.
ติกิจฺฉา อิติหาสา จ, โชติ มายา จ ฉนฺทติ;
เกตุ มนฺตา จ สทฺทา จ, สิปฺปาฎฺฐารสกา อิเมฯ


„ศิลปศาสตร์ ๑๘ แขนง เหล่านี้ คือ
สุติศาสตร์ ๑ สมมุติ- ๑ สังขยา- ๑ โยคา- ๑ นีติ- ๑
วิเสสิกา- ๑ คันธัพพา- ๑ คณิกา- ๑ ธนุพเพธา- ๑
ปูรณา- ๑ ติกิจฉา- ๑ อิติหาสา- ๑ โชติ- ๑ มายา- ๑
ฉันทสา- ๑ เกตุ- ๑ มันตา และ สัททศาสตร์ ๑.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๑๐-๑๑, #ธัมมนีติ ๑๔-๑๕)

……………….

แปลอธิบายพอสังเขป ได้ดังนี้.

ศิลปศาสตร์ ๑๘ แขนง คือ :
๑. สุติ - คัมภีร์เวททั้งสาม หรือ ไตรเพทที่เป็นความรู้หลัก
๒. สัมมุติ - เวทางคศาสตร์ที่เป็นความรู้รอบตัว มีฉันทศาสตร์ ไวยากรณ์ นิรุตติ โชยติ กัปปะ และคู่มืออีก ๓ อย่าง คือ พิธีบวงสรวง พิธีบอกฤกษ์ผูกเรือน และธรรมเนียมประเพณี
๓. สังขยา - ความรู้เกี่ยวกับการเกิดขึ้น การตั้งอยู่ และการดับไปของโลก คือ โมกขะหรือนิพพาน
๔. โยคา – หลักปฏิบัติเกี่ยวกับวิญญาณ เพื่อให้เข้าถึงความดับสนิท คือ นิพพาน
๕. นีติ - ความรู้หลักศีลธรรมจรรยา และกฏหมาย
๖. วิเสสิกา – ความรู้กี่ยวกับเหตุผล โดยการอ้างบุญบาปมาเป็นปทัฏฐาน
๗. คันธัพพา - วิชานาฏศิลป์
๘. คณิกา - วิชาคำนวณ
๙. ธนุพเพธา- วิชายิงธนู
๑๐. ปูรณา – วิชาโบราณคดี เกี่ยวกับพงศาวดารดั่่งเดิม
๑๒. ติกิจฉา – วิชาแพทย์ศาสตร์ เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลคนไข้
๑๓. อิติหาสา – วิชาประวัติศาสตร์ หรือตำนาน
๑๔. โชติ - วิชาดาราศาสตร์ การพยากรณ์ตามทางโคจรของดวงดาว แรงดึงดูดของดวงดาว ฤดู วัน เดือน และ ปี
๑๔. มายา – วิชาแสดงอุบายเอาชนะข้าศึก เช่น ตำราพิชัยสงคราม
๑๕. ฉันทสา – วิชาฉันทศาสตร์ รู้หลักครุ ลหุ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เป็นต้น
๑๖. เกตุ - วิชารู้นิมิต รู้ลางร้าย ลางดีของเมฆ หมอก ควัน อันเป็นพิธีกรรมเกี่ยวกับตำราพิชัยสงคราม
๑๗. มันตา – วิชารู้เวทมนต์ คาถา เลขยันต์
๑๘. สัททา – วิชารู้เสียงสัตว์ที่บอกลางร้าย ลางดี หรือ รู้คัมภีร์สัททาวิเสส

#สิปฺปาฎฺฐารสกา เป็นบทสนธิ ตัดบทเป็น สิปฺปา+อฏฺฐารสกา แปลว่า ศิลปศาสตร์ ๑๘ แขนง
……………….

คำแปลด้านบนนี้ คัดตามคำบรรยายของพระอาจารย์มหาสมปอง มุทิโต ชมรมนิรุตติศึกษา วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ คณะ ๒๕ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

อนึ่ง ท่านที่สนใจสามารถหารายละเอียดเพิ่มเติม ได้จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ หน้า ๓๙๐ ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) เพื่อความจริญแห่งปัญญาและพัฒนาความเป็นพหูสูตรให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด

……………….


#บัณฑิตกับคนพาล#
๑๒.
อปุฏฺโฐ ปณฺฑิโต เภรี, ปชฺชุนฺโน โหติ ปุจฺฉิโต,
พาโล ปุฏฺโฐ อปุฏฺโฐปิ, พหุมฺปิ ภณเต สทาฯ


„บัณฑิตไม่ถูกถามจะนิ่งเหมือนกลอง,
เมื่อถูกถามจึงบันลือดุจฟ้าคำราม,
คนพาลจะถูกถามหรือไม่ถูกถามก็ตาม
ย่อมพูดพรำ่ในกาลทุกเมื่อ.

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๑๒, #ธัมมนีติ ๔๖, #มหารหนีติ ๕๓, กวิทัปปณนีติ ๑๑๒)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#อปุฏฺโฐ (ไม่ถูกถาม) √ปุจฺฉ+ต > ปุฏฺฐ, น+ปุฏฺฐ > อปุฏฺฐ+สิ = อปุฏฺโฐ,  แปลง ต ปัจจัยกับที่สุดธาตุเป็น ฏฺฐ ได้บ้าง § สาทิสนฺตปุจฺฉภนฺชหํสาทีหิ ฏฺโฐ. (รู ๖๒๖), ในตัปปุริสสมาส แปลง น เป็น อ § อตฺตํ นสฺส ตปฺปุริเส. (รู ๓๔๔)
#ปณฺฑิโต (บัณฑิต, ผู้มีปัญญา) ปณฺฑิต+สิ
#เภรี, เภริ (กลอง) เภรี+สิ, เภรี  มาจาก √ภี+ริ ปัจจัย วิ. ภายนฺติ สตฺตุชนา เอเตนาติ เภริ.  แปลว่า เหล่าศัตรู ย่อมแกรงกลัว ด้วยวัตถุนั่น เหตุนั้น วัตถุนั้น ชือว่า เภริ (อภิธา.สูจิ)
#ปชฺชุนฺโน (เมฆฝน, ห่าฝน, ฝนตกใหญ่, เจ้าแห่งฝน) ปชฺชุนฺน+สิ, มาจาก ปชา+อนฺน+อ, วิ. ปชานํ โลกานํ อนฺนํ โภชนํ ภวติ เอเตนาติ ปชฺชุนฺโน. แปลว่า ข้าวปลาอาหาร ย่อมมีแก่ประชาชาวโลก ด้วยฝนใด เหตุนั้น ฝนนั้น ชื่อว่า ปชฺชุนฺน, (ดูอภิธา.ฏีกา ๔๗)
#โหติ (ย่อมเป็น) √หู+อ+ติ ภูวาทิ. กัตตุ. วุทธิ อุ เป็น โอ § อญฺเญสุ จ. (รู ๔๓๔)
#ปุจฺฉิโต (ถูกถาม, ถูกสัมภาษณ์) √ปุจฺฉ+อิ+ต > ปุจฺฉิต+สิ,
#พาโล (คนพาล, คนโง่) พาล+สิ
#อปุฏฺโฐปิ ตัดบทเป็น อปุฏฺโฐ+อปิ( แม้ไม่ถูกถาม)
#พหุํ (มาก, หลาย, เยอะ) พหุ+อํ
#ภณเต ( กล่าว, พูด, บ่น, พ่น, ยกย่อง) √ภณ+อ+เต ภูวาทิ. กัตตุ.
#สทา (ในกาลทั้งปวง, ทุกเมื่อ, ทุกเวลา, ตลอดกาล) สพฺพ+ทา ในเพราะ ทา ปัจจัย ให้แปลง สพฺพ เป็น ส ได้บ้าง § สพฺพสฺส โส ทามฺหิ วา. (รู ๒๗๗)

……………….


#ศิลป์และทรัพย์ที่ไร้ประโยชน์#
๑๓.
โปตฺถเกสุ ยํ สิปฺปํ, ปรหตฺเถสุ ยํ ธนํ,
ยทา กิจฺเจ สมุปฺปนฺเน, น ตํ สิปฺปํ น ตํ ธนํฯ


„มีความรู้แต่อยู่ในตำรา,
มีทรัพย์แต่ฝากไว้กับผู้อื่น,
ยามมีธุระจำเป็นเกิดขึ้น,
ความรู้และทรัพย์นั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๑๒, #ธัมมนีติ ๓๗๔, #กวิทัปปณนีติ ๘๔)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#โปตฺถเกสุ (ใน-หนังสือ, ตำรา, ผ้าเปลือกไม้ ท.) โปตฺถก+สุ
#จ (ด้วย, และ) นิบาต
#ยํ (ใด) ย+สิ สัพพนาม
#สิปฺปํ (ศิลปะ, ความรู้) สิปฺป+สิ นป.
#ปรหตฺเถสุ (ในมือคนอื่น ท., ฝากไว้กับคนอื่น) ปร+หตฺถ > ปรหตฺถ+สุ ป.
#ธนํ (ทรัพย์, เงินทอง) ธน+สิ นป.
#ยทา (ในกาลใด), ในโลกนีติและกวิทัปปณนีติ เป็น ยถากิจฺเจ
#อิจฺเฉ (เมื่อความต้องการ) อิจฺฉ+สฺมึ
#สมุปฺปนฺเน (เกิดขึ้นพร้อมแล้ว, เกิดขึ้นแล้ว) สํ+อุ+√ปท+ต > สมุปฺปนฺน+สฺมึ
#น ตํ สิปฺปํ (ศิลปะนั้น มีอยู่ หามิได้, ไม่ใช่ศิลปะ, ไม่จัดว่าเป็นศิลปะ, -ไม่เป็นประโยชน์)
#น ตํ ธนํ (ทรัพย์นั้น มีอยู่ หามิได้, ไม่ใช่ทรัพย์, ไม่จัดว่าเป็นทรัพย์, -ไม่เป็นประโยชน์)

……………….

#บางอย่างประมาณได้#
๑๔.
ชลปฺปมาณํ กุมุทฺทนาลํ,
กุลปฺปมาณํ วินโยปมาณํ,
พฺยตฺติปฺปมาณํ กถีตวากฺยํ,
ปถวิยา ปมาณํ ติณมิลาตํฯ


“ก้านของบัว ใช้เป็นเครื่องวัดน้ำ,
กิริยามารยาท เป็นเครื่องวัดตระกูล,
คำพูดจา เป็นเครื่องวัดความฉลาด,
ความเฉาของหญ้า เป็นเครื่องวัดดิน.“


(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๑๔, #ธัมมนีติ ๒๕๓, #กวิทัปปณนีติ ๘๕)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#ชลปฺปมาณํ (ประมาณแห่งนำ้, มีน้ำเป็นประมาณ) ชล+ปมาณ > ชลปฺปมาณ+สิ, วิ. ชลสฺส ปมาณํ = ชลปฺปมาณํ. (ประมาณแห่งน้ำ ชือว่า ชลัปปมาณะ) เป็นฉัฏฐีตัปปุริสสมาส
#กุมุทฺทนาลํ (ก้านบัว) = กุมุท+นาล วิ. กุมุทสฺส นาลํ กุมุทนาลํ แปลว่า ก้านแห่งบัว ชื่อว่า กุมุทนาล, ที่เป็น กุมุทฺท เข้าใจว่า ซ้อน ทฺ มาเพื่อรักษาฉันท์, ในธัมมนีติ เป็น กุมุทนาฬํ
กุมุท (บัว) = กุ+มุท+ณ, วิ. กุยํ ปฐวิยํ โมทตีติ กุมุโท แปลว่า พืชใด ย่อมเบ่งบาน ที่พี้นดิน เหตุนั้น พืชนั้น ชื่อว่า กุมุท (ดูอภิธาน.สูจิ)
#กุลปฺปมาณํ (ประมาณแห่งตระกูล) กุล+ปมาณ > กุลปฺปมาณ+สิ
#วินโยปมาณํ (ประมาณแห่งวินัย, ประมาณคือมารยาท) วินย+ปมาณ > วินโยปมาณ+สิ, คัมภีร์ธัมมนีติ เป็น กรณกมฺมํ

#พฺยตฺติปฺปมาณํ (ประมาณแห่งปัญญา, เป็นประมาณแห่งความฉลาด) พฺยตฺติ+ปมาณ > พฺยตฺติปฺปมาณ+สิ
#กถิตวากฺยํ (คำพูดที่สนทนา, ประโยคที่กล่าวแล้ว, คำพูดที่เปล่ง) กถิต+วากฺย > กถิตวากฺย+สิ, คำว่า วากฺยํ (คำพูด, พากย์) มาจาก วจ+ณฺยํ, วิ. วจนียํ วากฺยํ. แปลว่า คำที่ควรกล่าว ชือว่า วากฺย (รู. ๕๕๔)
ปถวิยา (แห่งพื้นดิน) ปถวี+ส อิต. แจกเหมือน อิตถี ศัพท์
#ปมาณํ (ประมาณ, เครื่องวัด, ขอบเขต, มาตรฐาน, เหตุ, การนับ)  ปมาณ+สิ, คำว่า ปมาณ (ประมาณ) มาจาก ป+มา+ยุ, วิ. ปมิยตีติ ปมาณํ (สิ่งทีถูกนับ ชื่อว่า ปมาณ) กัมมรูป กัมมสาธนะ.
#ติณมิลาตํ (ความเหี่ยวของหญ้า) ติณ (หญ้า) +มิลาต (เหี่ยวแห้ง) > ติณมิลาต+สิ

……………….



#กบในกะลา#
๑๕.
อปฺปสฺสุโต สุตํ อปฺปํ, พหุํ มญฺญติ มานวา;
สินฺธูทกํ อปสฺสนฺโต, กูเป โตยํว มณฺฑุโกฯ


“คนที่มีความรู้น้อย มักถือตัว
ย่อมสำคัญความรู้นิดหน่อยว่ามาก,
เหมือนกบน้อยไม่เคยเห็นน้ำทะเล
เห็นแต่น้ำในบ่อ ฉะนั้น.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๑๕, #ธัมมนีติ ๖๒, #กวิทัปปณนีติ ๘๖)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#อปฺปสฺสุโต (ผู้มีสุตะน้อย, คนมีความรู้น้อย) อปฺป (น้อย, นิดหน่อย) +สุต (ฟัง, ความรู้) > อปฺปสฺสุต+สิ, คนรู้น้อยหรือฟังมาน้อย ในที่นี้หมายเอานวังคสัตถุศาสน์ (คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอันประกอบด้วยองค์ ๙ ประการ) คือ สูตร เคยยะ ไวยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม และ เวทัลละ  (องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๖)
#สุตํ (สุตะ, สูตร, ความรู้) สุต+อํ
#อปฺปํ (ที่น้อย) อปฺป+อํ
#พหุํ (มาก, เยอะ) พหุ+อํ
#มญฺญติ (ย่อมรู้, ย่อมสำคัญ) √มน-ญาเณ+ย+ติ ทิวาทิ. กัตตุ. แปลง นฺย เป็น ญ ซ้อน ญฺ

#มานวา (ผู้มีมานะ) มานวนฺตุ+สิ, มาจาก มาน+วนฺตุ ปัจจัยในตทัสสัตถิตัทธิต วิ. มาโน อสฺส อตฺถีติ มานวา (มานะ ของชนนั้น มีอยู่ เหตุนั้น ชนนั้น ชื่อว่า มานวา, มานวันตุ )
#สินฺธูทกํ (น้ำในทะเล, น้ำทะเล, มหาสมุทร) สินฺธุ+อุทก > สินฺธูทก+อํ
#อปสฺสนฺโต (ไม่เห็นอยู่, ยังไม่เห็น) ทิส > ปสฺส+อ+อนฺต > ปสฺสนฺต, น+ปสฺสนฺต > อปสฺสนฺต+สิ
#กูเป (หลุม,​ บ่อ) กูป+สฺมึ
#โตยํว = โตยํ+อิว (ซึ่งน้ำ+เพียงดัง)
#มณฺฑุโก (กบ, มัณฑุกะ) มณฺฑุก+สิ

……………….


#อย่าปล่อยวัยให้ไร้ค่า#
๑๖.
ปถมํ ปราชเย สิปฺปํ, ทุติยํ ปราชเย ธนํ,
ตติยํ ปราชเย ธมฺมํ, จตุตฺถํ กึ กริสฺสติฯ


„ปฐมวัย ไม่ศึกษาหาความรู้,
วัยที่สอง ไม่ทำงานสะสมทรัพย์,
วัยที่สาม ไม่ทำบุญปฏิบัติธรรม
ปัจฉิมวัย จักทำประโยชน์อะไร?“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๑๖, #นรทักขทีปนี ๑๕)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#ปถมํ (ที่ต้น, ที่แรก, ปถมวัย) ปถม+อํ
#ปราชเย (พึงพ่ายแพ้, ปราชัย) ปรา+√ชิ+อ+เอยฺย ภูวาทิ. กัตตุ. พฤทธิ์ อิ เป็น เอ, แปลง เอ เป็น อย ด้วยสูตรว่า เอ อย. (รู ๔๙๑)  แปลง เอยฺย เป็น เอ ได้บ้าง (รู ๔๕๔, ๔๘๘), ชิ ธาตุเป็นได้ทั้ง ภูวาทิคณะและกิยาทิคณะตามที่ธาตฺวัตถสังคหะแสดงไว้ในคาถาที่ ๑๓๘ ว่า “ชิ ภูกี ชยปราเช” แปลว่า „ชิ ธาตุได้ทั้งหมวดภูธาตุและหมวดกีธาตุ ย่อมเป็นไปในอรรถว่า ชนะ และ ปราชัย.
#สิปฺปํ (ซึ่งศิลปะ, ความรู้) สิปฺป+อํ
#ทุติยํ (ที่สอง, ทุติยวัย) ทุติย+อํ
#ธนํ (ซึ่งทรัพย์) ธน+อํ
#ตติยํ  (ที่สาม, ตติยวัย) ตติย+อํ
#ธมฺมํ (ซึ่งธรรม, ความดี, บุญ, กุศล) ธมฺม+อํ
#จตุตฺถํ (ที่สี่, จตุตถวัย, ปัจฉิมวัย) จตุตฺถ+อํ
#กึ = กึ ปโยชนํ (อะไร, ประโยชน์อะไร) กึ+อํ
#กริสฺสติ (จักทำ) กร+โอ+อิ+สฺสติ ตนาทิ. กัตตุ.

……………….



#รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา#
๑๗.
พฺยตฺต ปุตฺร กิมลโส, อพฺยตฺโต ภารหารโก;
พฺยตฺตโก ปูชิโต โลเก, พฺยตฺต ปุตฺร ทิเน ทิเนฯ


“แน่ะบุตรผู้ฉลาด เจ้าจะเกียจคร้านไปทำไม?,
ที่แท้ คนโง่ ต้องแบกหามทำงานหนัก;
คนมีปัญญา ย่อมได้รับการบูชาในโลก,
ลูกรักเอ่ย เจ้าจงศึกษาหาความรู้ทุกๆวันเถิด.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๑๗, #ธัมมนีติ ๑๙)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#พฺยตฺต (ผู้ฉลาด, ผู้มีปัญญา) พฺยตฺต+สิ เป็นอาลปนวิภัตติ ลบ สิ วิภัตติ ด้วยสูตรว่า เสสโต โลปํ คสิปิ. (รู
#ปุตฺร (แน่ะบุตร, ลูกเอ่ย) ปุตฺร+สิ เป็นอาลปนวิภัตติ, มาจาก ปุ-ตฺรณฺ ปัจจัย ด้วยสูตรว่า ฉทาทีหิ ตตฺรณฺ. แปลว่า ลง ต-ตฺรณฺ ปัจจัย หลังธาตุมี ฉท เป็นต้น (รู ๖๖๖) วิเคราะห์ว่า ปุนาตีติ ปุตฺโต, ปุตฺโร. (ชื่อว่า ปุตฺต, ปุตฺร เพราะอรรถว่า ชำระ พ่อแม่ให้สะอาด) ศัพท์อื่นที่ลงปัจจัยคู่แฝดนี้มีอีกมาก เช่น ฉตฺตํ, ฉตฺรํ (ร่ม), จิตฺตํ, จิตฺรํ (จิต), สุตฺตํ, สุตฺรํ (ด้าย), สุตฺตํ (อาหาร), โสตํ, โสตฺรํ (หู), เนตฺตํ, เนตฺรํ (นัยน์ตา), ปวิตฺตํ, ปวิตฺรํ (ความดี, การชำระ), ปตฺตํ, ปตฺรํ (การถึง), ปตฺโต, ปตฺโร (บาตร), ตนฺตํ, ตนฺตรํ (แผ่ขยาย) เป็นต้น.
#กิมลโส = กึ+อลโส (ทำไม+เกียจคร้าน)
#อพฺยตฺโต (คนไม่ฉลาด, คนโง่) น+พฺยตฺต > อพฺยตฺต+สิ
#ภารหารโก (ผู้นำไปซึ่งภาระ, คนแบกหาม, คนทำงานหนัก) ภาร+หารก > ภารหารก+สิ
#พฺยตฺตโก (คนฉลาด, คนมีปัญญา) พฺยตฺตก+สิ
#ปูชิโต (ผู้ถูกบูชา, ผู้ได้รับการบูชา) ปูชิต+สิ
#โลเก (ในโลก) โลก+สฺมึ
#พฺยตฺต (ผู้ฉลาด, ผู้มีปัญญา) พฺยตฺต+สิ ปฐมาวิภัตติ เป็น อวิภัตติกนิทเทส (เป็นศัพท์แสดงการไม่ประกอบวิภัตติ), มาจาก วิ+อญฺช-คติยํ+ต ปัจจัยในกิตก์ ๑) วิ. ว่า: พฺยญฺชยตีติ พฺยตฺโต. (ผู้ถึงแล้วโดยวิเศษ ชื่อว่า พฺยตฺต) ซ้อน ต ปัจจัยด้วยสูตรว่า ภุชาทีนมนฺโต โน ทฺวิ จ. (รู ๕๖๐) ๒) มาจาก วิ+อตฺต เป็นสมาส วิ. ว่า:  วิสิฏฺโฐ อตฺตา ยสฺสาติ วา พฺยตฺโต. (ตนของผู้ใด เป็นเลิศ มีอยู่ เหตุนัน ผู้นั้น ชื่อว่า พฺยตฺต)  ที่มาวิเคราะห์ อภิธานัปปทีปิกา-ฏีกา คาถา ๒๒๘.
#ปุตฺร (ลูกเอ่ย) ปุตฺร+สิ อาลปนวิภัตติ
#ทิเน ทิเน (ทุกวัน) ทิน+สฺมึ

……………….


#พ่อแม่เป็นศัตรูได้อย่างไร?#
๑๘.
มาตา เวรี ปิตา สตฺรุ, เยน พาเล น สิกฺขิตา;
สภามชฺเฌ น โสภนฺติ, หํสมชฺเฌ พโก ยถาฯ


„มารดาเป็นผู้มีเวร บิดาชื่อว่าเป็นศัตรู
เพราะไม่ยังบุตรธิดาให้ศึกษาแต่เยาว์วัย,
บุตรทั้งหลายย่อมไม่สง่างามในสังคม,
ดุจนกกระยางอยู่ท่ามกลางฝูงหงส์ ฉะนั้น.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๑๘, #กวิทัปปณนีติ ๖๔, #จาณักยนีติ ๙)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

มาตา (มารดา, แม่) มาตุ+สิ
เวรี (ผู้มีเวร) เวรี+สิ
ปิตา (บิดา,​ พ่อ) ปิตุ+สิ
สตฺรุ (ศัตรู) สตฺรุ+สิ
เยน = เยน การเณน (เพราะเหตุใด) ย+นา สัพพนาม, (*เดิมเป็น เกน ได้แก้เป็น เยน ตามในกวิทัปปณนีติและจาณักยนีติ คิดว่าสมควรกว่า.)
พาเล (ในวันอ่อน, วัยเด็ก) พาล+สฺมึ
น (ไม่, หามิได้) นิบาตบอกปฏิเสธ
สิกฺขิตา (ศึกษาแล้ว, เล่าเรียนแล้ว) มาจาก สิกฺขิต+โย แปลง โย เป็น อา, ศัพท์ว่า สิกฺขิต มาจาก √สิกฺข+อิ+ต, สิกฺข ธาตุย่อมเป็นไปในอรรถว่าถือเอาวิชา (วิชฺโชปาทานมฺหิ) + อิอาคม + ต ปัจจัย ๆ เป็น อตีตปัจจัยในกิตก์ คือลงอตีตกาล เป็นปัจจัยตัวหนึ่งที่น่าสนใจ และควรรู้วิธีแปลงเป็นรูปต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับว่า ต ปัจจัยนี้จะลงหลังธาตุอะไร ถ้าไม่มีการแปลงก็ให้ลง อิ อาคม หรือพูดอีกก็คือ ถ้าลง อิ อาคมก็ไม่ต้องแปลง ต ปัจจัย เช่นศัพท์ว่า สิกฺขิต นี้เป็นต้น
ดูตัวอย่างการแปลง ต ปัจจัย โดยย่อ :
๑. แปลง ต กับที่สุดธาตุเป็น อุตฺถ เช่น วุตฺโถ (อยู่แล้ว) √วส+ต
๒. แปลง ต เป็น ธ เช่น กุทฺโธ (โกรธแล้ว) √กุธ+ต
๓. แปลง ต เป็น อิณฺณ และลบที่สุดธาตุ เช่น ติณฺโณ (ข้ามแล้ว) √ตร+ต
๔. แปลง ต เป็น กฺข, กฺก และลบที่สุดธาตุ เช่น สุกฺโข (แห้งแล้ว) √สุส+ต, ปกฺกํ (สุกแล้ว) √ปจ+ก
๕. แปลง ต เป็น นฺต และลบที่สุดธาตุ เช่น ปกฺกนฺโต (หลีกไปแล้ว) ป+√กมุ+ต
๖. แปลง ต เป็น อุตฺถ และแปลงที่สุดเป็น ฬ เช่น อารูฬฺโห (ขึ้นแล้ว) อา+√รห+ต
๗. แปลง ต กับทีสุดธาตุเป็น ริฏฺฐ เช่น อนุสิฏฺโฐ (สอนแล้ว) อนุ+√สาส+ต
๘. แปลง ต กับที่สุดธาตุเป็น  ฏฺฐ เช่น ตุฏฺโฐ (ยินดีแล้ว) √ตุส+ต
๙. แปลง ต กับที่สุดธาตุเป็น  คฺค เช่น ภคฺโค (หักแล้ว) √ภญฺช+ต
๘. แปลง ต เป็น อินฺน, อนฺน, อีณา และลบที่สุดธาตุ เช่น ภินฺโน (แตกแล้ว) √ภิท+ต, อุปฺปนฺโน (เกิดขึ้นแล้ว) อุ+√ปท+ต, ขีโณ (สิ้นแล้ว) √ขี+ต
สภามชฺเฌ (ในท่ามกลางสภา, ในที่ชุมชน, วงสังคม) สภา+มฺชฌ > สภามชฺฌ+สฺมึ
โสภนฺติ (ย่อมงาม, สง่างาม) สุภ+อ+อนฺติ ภูวาทิ. กัตตุ.
หํสมชฺเฌ (ในท่ามกลางหงส์) หํส+มชฺฌ > หํสมชฺฌ+สฺมึ
พโก (นกกระยาง) พก+สิ
ยถา (ฉันใด, เหมือน) นิบาตบอกการเปรียบเทียบ.

……………….



#มันเป็นเอง#
๑๙.
กณฺฎกํ คิริ โก ติกฺขติ, โก อญฺชนํ มิคกฺขิกํ,
*อุปฺปลํ ปลฺลเล โก สุคนฺธํ, กุลปุตฺตรูโป โก ปวตฺตติ,
สามํ ภาโว ฯ


“ใครหนอ เหลา ยอดเขาให้แหลม,
ใครหนอ แต้ม ตาเนื้อทรายให้แวววาว,
ใครหนอ แต่งกลิ่นอุบลในสระน้อยให้หอมกรุ่น,
ใครหนอ มีรูปงามดุจกุลบุตร เป็นไปอยู่,
สิ่งทั้งปวง ย่อมเป็นเอง.“


(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๑๙)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#กณฺฎกํ (หนาม) กณฺฏฺก+อํ
#คิริ, คิรึ (ภูเขา) คิริ+อํ
#โก (ใคร)  กึ > ก+สิ
#ติกฺขติ (คม, แหลม, เหลา) ติกฺข+อ+ติ ? เคยเห็นแต่ ติกฺข แปลว่า ฉลาด, คม, หลักแหลม. เป็นคุณนาม
#อญฺชนํ (ยาหยอดตา, แร่พลวง; ช้างประจำทิศ) อญฺชน+อํ , ศัพท์นี้ ไม่ทราบว่าจะเกี่ยวกันกับดอก อัญชัน หรือเปล่า?
#มิคกฺขิกํ (นัยน์ตาของเนื้อทราย) มิค+อกฺขิก > มิคกฺขิก+อํ
#อุปฺปลํ (บัว, ดอกบัว) อุปฺปล+อํ, *เดิมเป็น อุปฺปถํ (ทางผิด, นอกทาง) ได้แก้เป็น อุปฺปลํ เพื่อความเหมาะสมกับปริบทในคาถานี้.
#ปลฺลเล (สระน้อย, ทะเลสาบน้อย) ปลฺลล+สฺมึ
#สุคนฺธํ (มีกลิ่นหอม) สุคนฺธ+อํ
#กุลปุตฺตรูโป (รูปแห่งกุลบุตร, มีรูปงามดุจกุลบุตร) กุล+ปุตฺต > กุลปุตฺต+รูป > กุลปุตฺตรูป+สิ
#ปวตฺตติ (เป็นไป, ดำเนินไป, เคลื่นไป, เป็นอยู่, ดำรงอยู่) ป+√วตฺตุ+อ+ติ ภูวาทิ. กัตตุ.
#สามํ (เอง) สาม+อํ
#ภาโว (ความเป็น, ภาวะ) ภาว+สิ

……………….

#ขาดปัจจัยก็ไร้รส#
๒๐.
น รสํ อโกตมฺพุลํ, อธนสฺสลงฺกตมฺปิ,
อโลนกนฺตุ พฺยญฺชนํ, พฺยากรณํ อสิปฺปสฺสฯ


„พลูไม่ได้ป้ายปูน ย่อมไม่ได้รสชาติ,
คนไร้ทรัพย์ แม้จะแต่งตัวอย่างไร ก็ไม่งาม,
กับข้าวที่ขาดเกลือ ย่อมไม่อร่อย,
คำพูดของคนไร้ความรู้ ย่อมไม่น่าเชื่อถือ.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๒๐)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#น (ไม่, หามิได้) นิบาต
#รสํ (รส, ความประพฤติ, ความเพียร, กิจ) รส+สิ
ในอภิธานัปปทีปิกา คาถาที่ ๘๐๔ ท่านกล่าวถึงอรรถแห่ง รส ศัพท์ไว้ว่า
ทฺรวา’จาเรสุ วีริเย, มธุราทีสุ ปารเท;
สิงฺคาราโท ธาตุเภเท, กิจฺเจ สมฺปตฺติยํ รโสฯ
แปลว่า รส ศัพท์ มีอรรถ ๙ อย่าง คือ : ทฺรว-ของเหลว ๑ อาจาร-ความประพฤติ ๑ วีริย-ความเพียร ๑ มธุราทิ-รส ๖ อย่าง มีหวานเป็นต้น ๑ ปารท-ปรอท ๑ สิงฺคาราทิ-รส ๙ อย่าง มีสิงคาระเป็นต้น ๑ ธาตุเภท-รสธาตุพิเศษ(แห่งธาตุ ๘ อย่าง มี รส รตฺต มํส เป็นต้น) ๑ กิจฺจ-กิจ (มีสัฆัฏฏนะเป็นต้น) ๑ และ สมฺปตฺติ-ความสมบูรณ์แห่งสังฆัฏฏนะเป็นต้น ๑. (สรุปความจากอภิธานัปปทีปิกานิสสยะ)
#อโกตมฺพุลํ (ใบพลูไม่มีปูน) น (ไม่) +ก (ปูน) +ตมฺพุล (ใบพลู, หมากพลู), ศัพท์ ก ท่านแปลไว้ในพจนานุกรมบาลี-ไทยว่า ๑ ป. พระพรหม; ลม; ไฟ; ใจ; ๒ นป. หัว, ผม; น้ำ; ๓ ส. ใคร? อะไร? สิ่งไหน? ในคาถานี้ขอแปล ก ศัพท์ว่า ปูน ไปก่อน หากผิดต้องขออภัยท่านผู้รู้ไว้ ณ โอกาศนี้ด้วยครับ.
#อธนสฺสลงฺกตมฺปิ = อธนสฺส (คนไม่มีทรัพย์)+อลงฺกตํ (ประดับ)+อปิ (แม้)
#อโลนกนฺตุ = อโลนกํ+ตุ (ไม่เค็ม, ไม่ใส่เกลือ+ส่วน)
#พฺยญฺชนํ (กับข้าว, พยัญชนะ) พฺยญฺชน+สิ
#พฺยากรณํ (การพยากรณ์, ทักทาย, อธิบาย,​ ปรึกษา) พฺยากรณ+สิ
#อสิปฺปสฺส (คนไม่ศิลปะ, ไม่มีความรู้) น+สิปฺป > อสิปฺป+ส, วิ. นตฺถิ สิปฺปํ อสฺสาติ อสิปฺโป. (ศิลปะย่อมไม่ม่แก่เขา เหตุนั้น เขา ชื่อว่า ไม่มีศิลปะ) นนิปาตปุพพบท พหุพพีหิสมาส.

……………….



#ฟังอย่างไรให้ได้ความสุข?#
๒๑.
สุสฺสูสา สุตสมฺปนฺโน, สุตา ปญฺญาย ปวฑฺฒติ,
ปญฺญาย อตฺถํ ชานาติ, ญาโต อตฺโถ สุขาวโหฯ


“เพราะตั้งใจฟัง จึงมีความรู้แน่น,
เพราะความรู้แน่น ย่อมเจริญด้วยปัญญา,
เพราะมีปัญญา ย่อมรู้อรรถะถูกตัอง,
อรรถะที่รู้ดีแล้ว เป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข.”

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๒๑)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#สุสฺสูสา (เพราะปรารถนาเพื่อจะฟัง, เพราะตั้งใจฟัง) สุสฺสูส+สฺมา, สุสฺสูส มาจาก สุ+ส ปัจจัย ด้วยสูตรว่า ภุช-ฆส-หร-สุ-ปาทีหิ ตุมิจฺฉตฺเถสุ (รู ๕๓๔) แปลว่า ให้ลง ข ฉ ส ปัจจัย หลัง ภุช ฆส หร สุ และ ปา ธาตุเป็นต้น ในอรรถว่า ปรารถนาเพื่อสิ่งนั้น. วิธีทำตัว ให้เทฺวภาวะธาตุเป็น สุสุ+ส, ซ้อน สฺ เป็น สุสฺสุ+ส, ทีฆะเป็น สุสฺสู+ส, รวมเป็น สุสฺสูส.
#สุตสมฺปนฺโน (ผู้ถึงพร้อมด้วยสุตะ, -ความรู้)
#สุตา (เพราะสุตะ, ความรู้) สุต+สฺมา
#ปญฺญาย (ด้วยปัญญา) ปญฺญา+นา
#ปวฑฺฒติ (ย่อมเจริญทั่ว) ป+√วฑฺฒ+อ+ติ ภูวาทิ. กัตตุ.
#อตฺถํ (ประโยชน์, ความเจริญ, เหตุ...) อตฺถ+อํ
#ชานาติ (ย่อมรู้, ทราบ) √ญา+นา+ติ กิยาทิ. กัตตุ. กิริยาอาขยาต
#ญาโต (รู้แล้ว, ทราบแล้ว) √ญา+ต > ญาต+สิ, กริยากิตก์
#อตฺโถ (ประโยชน์, เนื้อความ, อรรถะ) อตฺถ+สิ
ในอภิธานัปปทีปิกา คาถาที่ ๗๘๕ ท่านแสวงอรรถของ อตฺถ ศัพท์ไว้ดังนี้.
อตฺโถ ปโยชเน สทฺทา- ภิเธยฺเย วุทฺธิยํ ธเน;
วตฺถุมฺหิ การเณ นาเส, หิเต ปจฺฉิมปพฺพเตฯ
แปลว่า: อตฺถ ศัพท์ มีอรรถ ๙ อย่าง คือ : ปโยชน-ประโยชน์ ๑ สทฺทาภิเธยฺย-อรรถที่ศัพท์กล่าวถึง ๑ วุฑฺฒิ-ความเจริญ ๑ ธน-ทรัพย์ ๑ วตฺถุ-วัตถุ ๑ การณ-เหตุ ๑ นาส-ความพินาศ ๑ หิต-ประโยชน์เกื้อกูล ๑ และ ปจฺฉิมปพฺพต-ในภูเขาทิศตะวันตก ๑. (สุตฺตนิปาต อาลาวกสุตฺต ฐ.)
#สุขาวโห (เป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข, -นำสุขมาให้) สุข+อาวห > สุขาวห+สิ

……………….


#คนกับโคต่างกันอย่างไร?#
๒๒.
โภชนํ เมถุนํ นิทฺทา, คเว โปเส จ วิชฺชติ;
วิชฺชา วิเสโส โปสสฺส, ตํหีโน โคสโม ภเวฯ


„การกิน การร่วมสังวาส การนอน
มีอยู่ในโคและมนุษย์เหมือนกัน
แต่วิชาเป็นสิ่งพิเศษสำหรับมนุษย์
มนุษย์ที่ขาดวิชาก็คงเสมอกันกับโค.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๒๒, #มหารหนีติ ๑๑๘, #ธัมมนีติ ๒๖)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#โภชนํ (การกิน, การบริโภค) โภชน+สิ นป.
#เมถุนํ (เมถุน, กรรมของคนคู่, การเสพสังวาส) เมถุน+สิ นป.
#นิทฺทา (การนอน, การหลับ) นิทฺทา+สิ อิต.
#คเว (ในโค, วัว) โค+สฺมึ, แปลง โอ เป็น อว ด้วย จ ศัพท์ § อวํมฺหิ จ. (รู ๑๗๐), แปลง สฺมึ วิภัตติเป็น เอ ด้วย § สฺมาสฺมึนํ วา. (รู ๙๐)
#โปเส (บุรุษ, คน, มนุษย์) โปส+สฺมึ
#จ (ด้วย, และ) นิบาตในอรรถสมุจจยะ (รวบรวบ)
#วิชฺชติ (มีอยู่) √วิท+ย+ติ ทิวาทิ. กัตตุ.
#วิชฺชา (วิชา, วิทยา, ความรู้) วิชฺชา+สิ
#วิเสโส (วิเสส, พิเศษ, แตกต่าง) วิเสส+สิ
#โปสสฺส (สำหรับชาย, แก่บุรุษ) โปส+ส
#ตํหีโน (ผู้เลวด้วยวิชานั้น, ผู้ทรามด้วยวิทยานั้น) ต+หีน > ตํหีน+สิ, วิ. ตาย หีโน ตํหีโน. (ผู้เลวด้วยวิชานั้น ชื่อว่า ตํหีน, ตังหีนะ)
#โคสโม (ผู้เสมอด้วยโค) โค+สม > โคสม+สิ, วิ. โคเณน สโม โคสโม. (โคสมะ คือผู้เสมอด้วยโค) ตติยาตัปปุริสสมาส
#ภเว (พึงเป็น) √ภู+อ+เอยฺย ภูวาทิ. กัตตุ. แปลง เอยฺย เป็น เอ ได้บ้าง ด้วยมหาสูตร กฺวจิ ธาตุ ฯ. (รู๔๘๘)

……………….


#เพื่อนจริง-ศัตรูแท้#
๒๓.
นตฺถิ วิชฺชาสมํ มิตฺตํ, น จ พฺยาธิสโม ริปุ,
น จ อตฺตสมํ เปมํ, น จ กมฺมสมํ พลํฯ


“เพื่อน-ที่เสมอด้วยวิชา ไม่มี,
ศัตรู-ที่เสมอด้วยความเจ็บป่วย ไม่มี,
รัก-ที่เสมอด้วยรักตนเอง ไม่มี,
กำลัง-ที่เสมอด้วยกำลังแห่งกรรม ไม่มี.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๒๓, #มหารหนีติ ๒๔๙, #ธัมมนีติ๓๗๑, #กวิทัปปณนีติ ๘๙)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#นตฺถิ (ย่อมมี หามิได้, ย่อมไม่มี) น+อตฺถิ,​ ศัพท์ว่า อตฺถิ เป็นได้ทั้งกิริยาอาขยาตและนิบาต
#วิชฺชาสมํ (ที่เสมอด้วยวิชา, -ความรู้) วิชฺชา+สม > วิชฺชาสม+สิ
#มิตฺตํ (มิตร, เพื่อน) มิตฺต+สิ, นป.
น (ไม่, หามิได้) นิบาตบอกปฏิเสธ, จ (ด้วย, และ,​ อนึ่ง) นิบาต
#พฺยาธิสโม (ที่เสมอด้วยพยาธิ, -ความเจ็บไข้, -เจ็บป่วย) พฺยาธิ-สม > พฺยาธิสม+สิ
#ริปุ (ข้าศึก, ศัตรู) ริปุ+สิ, ป.
ในคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา คาถาที่ ๓๔๔-๕ แสดงศัพท์ที่เป็นไวพจน์กัน ที่หมายถึง „ศัตรู“ มี ๑๙ ศัพท์ คือ อมิตฺต, ริปุ, เวรี, สปตฺต, อราติ, สตฺตุ, อริ, ปจฺจตฺถิก, ปริปนฺถี, ปฏิปกฺข, อหิต, ปร, ปจฺจามิตฺต, วิปกฺข, ปจฺจนีก, วิโรธี, วิทฺเทสี, ทิส, ทิฏฺฐ.
#อตฺตสมํ (ที่เสมอด้วยตน) อตฺต+สม > อตฺตสม+สิ
#เปมํ (ความรัก, ความปลื้มใจ) เปม+สิ, นป.
#กมฺมสมํ (ที่เสมอด้วยกรรม, -แรงกรรม) กมฺม+สม > กมฺมสม+สิ
#พลํ (พลัง,​ กำลัง,​ แรง) พล+สิ, นป.

……………….



#ผิดที่ราศีหมอง#
๒๔.
หํโส มชฺเฌ น กากานํ, สีโห คุนฺนํ น โสภเต;
คทฺรภมชฺเฌ ตุรงฺโค, พาลมชฺเฌ จ ปณฺฑิโตฯ


“ นกหงส์อยู่ท่ามกลางฝูงกา ย่อมไม่งาม,
ราชสีห์อยู่ท่ามกลางฝูงโค ย่อมไม่งาม,
ม้าตุรังคะอยู่ท่ามกลางฝูงลา ย่อมไม่งาม,
บัณฑิตอยู่ท่ามกลางหมู่คนพาล ย่อมไม่งาม.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๒๔, #มหารหนีติ ๔๙, #ธัมมนีติ ๓๖๙, #กวิทัปปณนีติ ๙๓)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#หํโส (หงส์) หํส+สิ, ปุงลิงค์ (ป.) วิ. หนฺติ อทฺธานนฺติ หํโส (สัตว์ที่บินไกล ชื่อว่า หงส์)
#มชฺเฌ (ในท่ามกลาง) มชฺฌ+สฺมึ
#น (ไม่, หามิได้) นิบาต
#กากานํ (แห่งกา ท.) กาก+นํ, ป. วิ. กกติ, กา อิติ สทฺทํ กายตีติ วา กาโก (สัตว์ที่โลเล ชื่อว่า กาก, อนึ่ง สัตว์ที่ร้อง กา ๆ ชื่อว่า กาก)
#สีโห (ราชสีห์) สีห+สิ, ป. วิ. สหตีติ สีโห (สัตว์ที่อดทนกล้าหาญ ชื่อว่า สีหะ)
#คุนฺนํ (แห่งโค, วัว ท.) โค+นํ, ป. วิ. คจฺฉตีติ โค (สัตว์ที่ไป ชื่อว่า โค)
โสภเต (ย่อมไม่งาม) สุภ+อ+เต ภูวาทิ. กัตตุ.
#คทฺรภมชฺเฌ (ในท่ามกลางแหงลา ท.) คทฺรภ (ลา) + มชฺฌ > คทฺรภมชฺฌ+สฺมึ,
#ตุรงฺโค (ม้าเร็ว, ม้าแข่ง) ตุรงฺค+สิ, ป. วิ. (ตุรํ คจฺฉตีติ ตุรงฺโค (สัตว์ที่ไปเร็ว ชื่อว่า ตุรงฺค)
#พาลมชฺเฌ (ในท่ามกลางพวกคนพาล) พาล+มชฺฌ > พาลมชฺฌ+สฺมึ, พาล (คนพาล, คนโง่) ป. วิ. พลตีติ พาโล (ผู้ใด ย่อมสักว่าหายใจเข้าหายใจออก เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า พาล), พาลานํ มชฺโฌ พาลมชฺโฌ (ท่ามแห่งคนพาล ท. ชื่อว่า พาลมชฺโฌ, พาลมัชฌะ) ฉัฏฐีตัปปุริสสมาส.
#จ (ด้วย, และ) นิบาต
#ปณฺฑิโต (ผู้มีปัญญา, นักปราชญ์, บัณฑิต) ปณฺฑิต+สิ

……………….




#ทัพพีฤาห่อนรู้รสแกง#
๒๕.
ยาวชีวมฺปิ เจ พาโล, ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ;
น โส ธมฺมํ วิชานาติ, ทพฺพิ สูปรสํ ยถาฯ


“ ผิว่าคนพาล เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิต
แม้ตราบชั่วชีวิตไซร์,
เขาจะรู้แจ้งพระธรรม หามิได้
เหมือนทัพพีไม่รู้จักรสแกง ฉะนั้น.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๒๕, #ขุ. ธ. พาลวรรค ๒๕/๑๕, #กวิทัปปณนีติ ๒๑๙)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#ยาวชีวมฺปิ = ยาวชีวํ+อปิ (แม้เพียงไรแห่งชีวิต, แม้ตราบเท่าชีวิต)
#เจ (ผิว่า, ถ้าว่า) นิบาต
#พาโล (คนพาล) พาล+สิ
#ปณฺฑิตํ (ซึ่งบัณฑิต, นักปราชญ์) ปณฺฑิต+อํ
#ปยิรุปาสติ (เข้าไปนั้่งใกล้, รับใช้) ปริ+ย+อุป+อาส+อ+ติ, ภูวาทิ. กัตตุ.  ให้ลง ย อามคม หมายความว่า ปริ+ย+อุปาสติ แล้วทำ วัณณวิปริยาย คือ การกลับอักษร หรือ สลับอักษร จาก ปริ+ย เป็น ปยิ+ร > ปยิร+อุปาสติ > ปริยุปาสติ, ด้วย จ ศัพท์ในสูตรว่า โท ธสฺส จ (รู. ๕๙)
#น (ไม่, หามิได้) นิบาตบอกปฏิเสธ
#โส (นั้น, เขา) ต+สิ สัพพนาม
#ธมฺมํ (ซึ่งธรรม) ธมฺม+อํ
#วิชานาติ (ย่อมรู้แจ้ง) วิ+ญา+นา+ติ, กิยาทิ. กัตตุ.  แปลง ญา เป็น ชา ได้บ้าง ด้วยสูตรว่า ญาสฺส ชาชํนา. (รู ๕๑๔)
#ทพฺพิ (ทัพพี, ซ้อน) ทพฺพิ+สิ
#สูปรสํ (รสแห่งแกง) สูป+รส > สูปรส+อํ
#ยถา (ฉันใด) นิบาตบอกการเปรียบเทียบ

……………….




#ลิ้นฤาไป่รู้รสแกง#
๒๖.
มุหุตฺตมปิ เจ วิญฺญู, ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ;
ขิปฺปํ ธมฺมํ วิชานาติ, ชิวฺหา สูปรสํ ยถาฯ



“ ผิว่าวิญฺญูชน เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตแม้ครู่หนึ่งไซร์,
เขาย่อมรู้แจ้งซึ่งพระธรรมได้เร็วพลัน,
เหมือนลิ้นย่อมรู้ซึ่งรสแกง ฉะนั้น.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๒๖, #ขุ. ธ. พาลวรรค ๒๕/๑๕, #กวิทัปปณนีติ ๗๖)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :


#มุหุตฺตมปิ = มุหตฺตํ+อปิ (แม้สิ้นครู่เดียว, แม้สักครู่หนึ่ง) แปลง นิคคหิต เป็น ม ได้บ้าง ด้วยสูตร มทา สเร. (รู ๕๒)
#วิญฺญู (ผู้รู้แจ้ง, ผู้รู้วิเศษ, วิญญูชน) วิญฺญู+สิ, เป็นนามกิตก์ มาจาก วิ+ญา+รู อ่านว่า วิอุปสัค+ญาธาตุ+รูปัจจัย ลง รู ปัจจัยด้วยสูตรว่า “ภิกฺขาทิโต จ.“ (แปลว่า) ลง รู ปัจจัยหลัง ภิกฺข ธาตุเป็นต้น ในอรรถตัสสีละเป็นต้น. (ดูรู. ๕๙๓,) มีรูปวิเคราะห์ว่า... วิชานิตุํ สีลํ ยสฺส, วิชานนสีโลติ วา วิญฺญู (แปล) การรู้แจ้ง เป็นปกติ ของผู้ใด เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า วิญฺญู, อนึ่ง ผู้ใด้มีปกติรู้แจ้ง เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า วิญฺญู เป็นกัตตุรูป กัตตุสาธนะ,
วิญฺญู แปลตามศัพท์ว่า ผู้รู้แจ้ง เป็นคำไวพจน์ของ ปณฺฑิต หมายถึง ผู้ฉลาด, ผู้มีปัญญา, นักปราชญ์, ในอภิธานัปปทีปิกา คาถาที่ ๒๒๘-๒๒๙ ท่านแสดงศัพท์ที่เป็นไวพจน์รวม ๒๕ ศัพท์ คือ ปณฺฑิต, พุธ, วิทฺวา, วิภาวี, สนฺต, สปฺปญฺญ, โกวิท, ธีมา (ธีมนฺตุ), สุธี, กวิ, พฺยตฺต, วิจกฺขณ, วิสารท, เมธาวี, มติมา (มติมนฺตุ), ปญฺญ, วิญฺญู, วิทุร, วิทู, ธีร, วิปสฺสี, โทสญฺญู, พุทฺธ, ทพฺพ, วิทฺทสุ.  ศัพท์เหล่านี้หมายถึงผู้รู้ คนมีปัญญา เป็นปุงลิงค์ล้วน
#ปณฺฑิตํ (ซึ่งบัณฑิต, ผู้มีปัญญา, นักปราชญ์) ปณฺฑิต+อํ
#ชิวฺหา (ลิ้น, ชิวหา) ชิวฺหา+สิ อาการันต์ในอิตถีลิงค์ แจกเหมือน กญฺญา (สาวน้อย)

……………….



#ผู้ที่ควรเตรียมตัวให้พร้อม#
๒๗.
วินา สตฺถํ น คเจฺฉยฺย, สูโร สงฺคามภูมิยํ;
ปณฺฑิตฺวาทฺธคู วาณิโช, วิเทสคมโน ตถาฯ


“นักรบเว้นศาสตรา ไม่ควรไปในสนามรบ,
นักปราชญ์เว้นคัมภีร์ ไม่ควรไป(สู่ธรรมสภา),
คนเดินทางไกลขาดเพื่อน ไม่ควรไป(สู่ทางกันดาร),
พ่อค้าเว้นพวกพ้อง ไม่ควรไปค้าในต่างแดน.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๒๗, #ธัมมนีติ ๒๔๕, #มหารหนีติ ๑๐๙, #กวิทัปปณนีติ ๙๐)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :
#วินา (เว้น) นิบาตในอรรถวิปปโยคะ = แยกจากกัน
#สตฺถํ (ศัสตรา, หอก, มีด; ศาสตร์, ตำรา; หมู่, เกวียน, กองเกวียน) สตฺถ+อํ ป.นป.
#น (ไม่, หามิได้) นิบาตบอกปฏิเสธ
#คจฺเฉยฺย (พึงไป, ดำเนิน) √คมุ+อ+เอยฺย ภูวาทิ. กัตตุ.
#สูโร (ผู้กล้า, นักรบ) สูร+สิ หลัง อการันต์ในปุงลิงค์ ให้แปลง สิ เป็น โอ ด้วยสูตรว่า โส (รู ๖๖)
#สงฺคามภูมิยํ (พื้นที่สงคราม, สมรภูมิ) สงฺคาม+ภูมิ > สงฺคามภูมิ+สฺมึ แปลง สฺมึ เป็น ยํ ได้บ้าง ด้วยสูตรว่า ฆปโต สฺมึ ยํ วา. (รู ๑๘๐)
#ปณฺฑิตฺวาทฺธคู ตัดบทเป็น ปณฺฑิโต+อทฺธคู (บัณฑิต, นักปราชญ์ + คนเดินทางไกล) เป็นบทสนธิ เป็นอาเทสสรสนธิ คือ แปลงสระ โอ เป็น ว ในเพราะสระหลังได้บ้าง ด้วยสูตรว่า “ว โมทุทนฺตานํ.” (รู. ๒๐).
การแปลงโอ เป็น ว นี้ ประสงค์เอา โอ ที่ประกอบกับ ก-ข-ย-ต อักษรเป็นต้น เช่น
โก อตฺโถ = กฺวตฺโถ,
อหํ โข อชฺช = อหํ ขฺวชฺช,
โย อยํ = ยฺวายํ
โส อสฺส = สฺวสฺส,
ยโต อธิกรณํ = ยตฺวาธิกรณํ
คำว่า ได้บ้าง (กฺวจิ) ไม่ต้องแปลงก็ได้ คือ มีใช้ทั้งสองอย่าง เช่น โก อตฺโถ, หรือ กฺวตฺโถ (อรรถไหน?) ก็มีใช้เหมือนกัน.
#วาณิโช (พ่อค้า, พาณิช) วาณิช+สิ
#วิเทสคมโน (ผู้ไปสู่ต่างแดน, -ต่างประเทศ) วิเทสคมน+สิ วิ. วิเทสสฺส คมนํ ยสฺสาติ วิเทสคมโน, วาณิโช. (การไปสู่ต่างแดน มีอยู่แก่เขา เหตุนั้น เขา ชื่อว่า วิเทสคมนะ.) เป็นฉัฏฐีพหุพพีหิสมาส.
#ตถา (เหมือนอย่างนั้น, เช่นกัน) เป็นนิบาตใช้ในอรรถปฏิภาค (การเปรียบเทียบ).

……………….



#สิ่งที่ไม่ควรเปิดเผย#
๒๘.
ธนนาสํ มโนตาปํ, ฆเร ทุจฺจริตานิ จ;
วญฺจนญฺจ อวมานํ, ปณฺฑิโต น ปกาสเยฯ


“บัณฑิต ไม่พึงแสดงอาการเหล่านี้ คือ :
การสูญเสียทรัพย์ ๑ ความเดือนร้อนใจ ๑
แลความประพฤติที่เสียหายในเรือน ๑
การถูกหลอกลวง ๑ และการถูกดูหมิ่น ๑.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๒๘, #มหารหนีติ ๕๗, #กวิทัปปณนีติ ๙๑ #จาณักยนีติ ๓๔, #ธัมมนีติ ๕๕)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#ธนนาสํ (ความฉิบหายแห่งทรัพย์, การเสียทรัพย์) ธน+นาส > ธนนาส+อํ
#มโนตาปํ (ซึ่งความร้อนใจ, ความหงุดหงิด) มน+ตาป > มโนตาป+อํ
#ฆเร (ในเรือน) ฆร+สฺมึ แปลง สฺมึ เป็น เอ ได้บ้าง ด้วยสูตรว่า สฺมาสฺมึนํ วา. (รู ๙๐)
#ทุจฺจริตานิ (ความประพฤติชั่ว, ทุจริตกรรม ท.) ทุจฺจริต+โย แปลง โย เป็น นิ แปลง โย เป็น นิ หลัง อ การันต์ในนปุง. แน่นอน ด้วยสูตรว่า อโต นิจฺจํ. (รู ๑๙๖) = ทุจฺจริต+นิ, ทีฆะ ด้วยสูตรว่า โยสุ กตนิการโลเปสุ ทีฆํ. (รู ๑๔๗) = ทุจฺจริตา+นิ รวมสำเร็จรูปเป็น ทุจฺจริตานิ
#จ (ด้วย, และ) เป็นนิบาตใช้ในอรรถรวบรวม (สมุจจยัตถะ)
#วญฺจนญฺจ ตัดบทเป็น วญฺจนํ+จ (การหลอกลวง+ด้วย) วญฺจน+อํ
#อวมานํ (การดูถูก, ดูหมิ่น) อวมาน+อํ
#ปณฺฑิโต (คนฉลาด, ผู้มีปัญญา, บัณฑิต) ปณฺฑิต+สิ
#น (ไม่, หามิได้) นิบาตบอกปฏิเสธ
#ปกาสเย (ให้ประกาศ, ให้ปรากฏ, ออกอาการ) ป+กาส+ณย+เอยฺย ภูวาทิคณะ  เหตุกัตตุ. หรือ ป+กาส+ย+เอยฺย กิยาทิ. กัตตุ. (กาส ธาตุนี้ ในคัมภีร์ธาตวัตถสังคหะ คาถาที่  ๕๓ แสดงไว้ว่า เป็นได้ทั้งภูวาทิคณะและทิวาทิคณะ)

……………….




#รู้อย่างเมธี#
๒๙.
ปตฺตานุรูปกํ วากฺยํ, สภาวรูปกํ ปิยํ;
อตฺตานุรูปกํ โกธํ, โย ชานาติ ส ปณฺฑิโตฯ



“ผู้ใดรู้จักเจรจาสมตัว ๑
รู้จักรักสมสภาพ ๑
รู้จักโกรธสมตน ๑
ผู้นั้น นับว่าเป็น “บัณฑิต.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๒๙, #กวิทัปปณนีติ ๙๔)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :
#ปตฺตานุรูปกํ (ที่สมควรอันถึงแล้ว, ตามสมควรแก่เหตุที่มาถึง) ปตฺต+อนุรูปก > อตฺตานุรูปก+อํ, อนุรูป, อนุรูปก แปลว่า สมควร, ตามรูป, อนุรูป เป็นนิปาตปุพพก อัพยยีภาวสมาส วิ. รูปสฺส โยคฺคํ = อนุรูปํ. (ความสมควรแก่รูป ชื่อว่า อนุรูป)
#วากฺยํ (คำที่ควรพูด, คำพูด, พากย์) วากฺย+อํ
#สภาวรูปกํ (ที่มีรูปตามสภาวะ, สมควรแก่สภาพ) สภาว+รูปก > สภาวรูปก+อํ, ในกวิทัปปณนีติ เป็น สภาวานุรูปํ
#ปิยํ (ความรัก, สิ่งที่รัก) ปิย+อํ
#อตฺตานุรูปกํ (ทีสมควรแก่ตน) อตฺต+อนุรูปก > อตฺตานุรูปก+อํ
#โกธํ (ความโกรธ, อารมณ์หงุดหงิด) โกธ+อํ
#โย (ใด, คนใด) ย+สิ สัพพนาม
#ชานาติ (รู้, ทราบ) ญา+นา+ติ กิยาทิ. กัตตุ.
#ส = โส (นั้น,​ เขา) ต+สิ สัพพนาม, แปลง ต เป็น ส ด้วยสูตรว่า เอตเตสํ โต. (รู ๒๑๑), ลบสระอันเป็นสุดของสัพพนาม และลง อ อาคมได้บ้าง ด้วยสูตรว่า โลปญฺจ ตตฺรากาโร. (รู ๓๙)
#ปณฺฑิโต (บัณฑิต, ผู้มีปัญญา) ปณฺฑิต+สิ

……………….


#คนบ้าบอ ๓ จำพวก#
๓๐.
อธนสฺส รสํ ขาทา, อพลสฺส หถา นรา,
อปญฺญสฺส วากฺยกถา, อุมฺมตฺตกสมา อิเมฯ


“คนไม่มีทรัพย์ ชอบกินของแพง,
คนไม่มีแรง ชอบประลองกำลัง,
คนไม่ปัญญา ชอบพูดจาอวดฉลาด,
คนสามจำพวกนี้ พอๆกับคนบ้า.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๓๐, #ธัมมนีติ ๓๒๕, #กวิทัปปณนีติ ๑๐๐)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#อธนสฺส (ของคนไม่มีทรัพย์, คนจน) น+ธน > อธน+ส วิ. นตฺถิ เอตสฺส ธนนฺติ อธโน, ปุริโส. (ทรัพย์ ของบุรุษนั้น ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น บุรุษนั้น ชื่อว่า อธนะ -คนไร้ทรัพย์) นนิปาตปุพพบท ฉัฏฐีพหุพพีหิสมาส
#รสํขาทา (การเคี้ยวกินสิ่งมีรส, -ของอร่อย) รส+ขาท > รสํขาท+โย (หรือถ้าเป็นอิตถีลิงค์ คงเป็น รสํขาทา+สิ)
#อพลสฺส (ของคนไม่มีแรง, -กำลัง) น+พล > อพล+ส, วิ. นตฺถิ เอตสฺส พลนฺติ อพโล, ปุริโส. (กำลัง ของบุรุษนั้น ย่อมไม่มี เหตุนั้น บุรุษนั้น ชือว่า อพละ – คนไม่มีกำลัง) นนิปาตปุพพบท ฉัฏฐีพหุพพีหิสมาส
#หถา (เบียดเบียน, ต่อสู้, ประลองกำลัง) หถ+โย
#นรา (คน, นรชน ท. ) นร+โย,
#อปฺปญฺญสฺส (คนไม่มีปัญญา) อปฺปญฺญ+ส, วิ. นตฺถิ เอตสฺส ปญฺญาติ อปฺปญฺโญ, ปุริโส. (ปัญญา ของบุรุษนั้น ย่อมไม่มี เหตุนั้น บุรุษนั้น ชื่อว่า อัปปญญะ – คนไร้ปัญญา) นนิปาตปุพพบท ฉัฏฐีพหุพพีหิสมาส
#กถาวากฺยา (กถาพากย์, สำนวนคำพูด) กถา+วากฺย > กถาวากฺย+โย
#อุมฺมตฺตกสมา (เสมอกับคนบ้า, พอๆกับคนบ้า) อุมฺมตฺตก+สม > อุมฺมตฺตกสม+โย
อิเม (เหล่านี้) อิม+โย สัพพนาม

……………….


#คนไร้มารยาท#
๓๑.
อนวฺหายํ คมยนฺโต, อปุจฺฉา พหุภาสโก;
อตฺตคุณํ ปกาเสนฺโต, ติวิธํ หีนลกฺขณํฯ


“เขาไม่เชื้อเชิญ ก็เข้าไปหา,
เขายังไม่เอ่ยถาม ก็พูดพล่าม,
มักอวดอ้างคุณความดีของตน,
สามอย่างนี้ เป็นลักษณะคนถ่อย.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๓๑, #ธัมมนีติ ๑๑๖, #กวิทัปปณนีติ ๙๒)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#อนวฺหายํ (การไม่ร้องเรียก) น+อวฺหาย,
อวฺหาย (การเรียก, ชื่อ) = อา+วฺเห+ณ แปลง เอ เป็น อาย ด้วยการแบ่งสูตร (โยควิภาค) ว่า “เต อาวายา” จากสูตรเต็มว่า “เต อาวายา การิเต” (รู. ๕๔๑) = อา+วฺหาย+ณ
ลบ ณ ปัจจัยด้วยสูตรว่า การิตานํ โณ โลปํ. (รู. ๕๒๖) = อา+วฺหาย,
รัสสะ อา เป็น อ เพราะเป็นสังโยค ด้วยสูตรว่า “รสฺสํ” (รู. ๓๘) = อวฺหาย,
ลง สิ แปลง สิ เป็น อํ ด้วยสูตรว่า สึ. (รู. ๑๙๕) = อวฺหายํ
กิริยาอาขยาต =  วฺเหติ, วฺหายติ, อวฺเหติ, อวฺหายติ, อวฺหาสิ เป็นต้น
กิริยากิตก์, นามกิตก์ = อวฺหิโต, อวฺหา, อวฺหายนา
ตัวอย่างที่ใช้ เช่น วารณาวฺหยนา รุกฺขา (ต้นไม้ชื่อว่า วารณะ), กุมาโร จนฺทสวฺหโย (พระกุมาร นามว่า จันทะ) เป็นต้น (ดูสัททนีติ ธาตุมาลา ปริจเฉทที่ ๑๖)
#คมยนฺโต (ไปอยู่, ไปหา) คมยนฺต+สิ, (มาจาก √คมุ+ณย+อนฺต จุราทิ กัตตุวาจก. มี อา อุปสัคเป็นบทหน้า แปลว่า รอคอยอยู่, ยังกาลให้ผ่านไปหน่อยหนึ่ง มีรูปเป็น อาคมยนฺโต เป็นต้น, อนึ่ง ศัพท์ว่า คมยนฺโต เป็นภูวาทิคณะ เหตุกัตตุวาจก ก็ได้ ให้ตรวจดูความพิศดารในสัททนีติ ธาตุมาลาเถิด)
#อปุจฺฉา (ไม่ถูกถาม) น+ปุจฺฉา > อปุจฺฉา+? (ไม่แน่ใจว่าประกอบวิภัตติอะไรดีถึงจะเหมาะสม)
#พหุภาสโก (คนพูดมาก) พหุ (มาก, หลาย) +ภาสก (คนพูด,​ ผู้กล่าว) > พหุภาสก+สิ
#อตฺตคฺคุณํ (คุณของตน) อตฺต (ตน,​ ตัวเอง) +คุณ (คุณ, ความดี) > อตฺตคฺคุณ+อํ
#ปกาสนฺโต (ประกาศ, อวดอ้าง) ป+√สํส+อ+อนฺต > ปกาสนฺต+สิ  
#ติวิธํ (๓ อย่าง, ๓ ประการ) ติ+วิธ > ติวิธ+สิ
#หีนลกฺขณํ Yลักษณะคนเลว, -คนต่ำช้า, หีนบุคคล) มาจาก หีน (เลว, ต่ำ​ช้า, ถ่อย) +ลกฺขณ (ลักษณะ, เครื่องหมาย, ที่ให้จดจำ) หีนลกฺขณ+สิ

……………….


#พวกมีปมด้อย#
๓๒.
อปฺปรูโป พหุํภาโส, อปฺปปญฺโญ ปกาสิโต;
อปฺปปูโร ฆโฎ โขเภ, อปฺปขีรา คาวี จเลฯ


“คนขี้เหร่ มักเป็นคนช่างคุย,
คนมีปัญญาน้อย มักพูดจาโอ้อวด,
หม้อนำ้พร่อง มักกระฉอกง่าย,
แม่โคตัวมีน้ำนมน้อย มักถีบถอง.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๓๒, #กวิทัปปณนีติ ๙๕)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#อปฺปรูโป (คนมีรูปน้อย, คนขี้เหร่, รูปไม่หล่อ) อปฺปรูป+สิ, ถ้า อภิรูโป (ชายรูปหล่อ), อภิรูปา (หญิงรูปสวย)
#พหุํภาโส (คนพูดมาก, คุยเก่ง,  ช่างคุย) พหุ+ภาส > พหุํภาส+สิ, หรือเป็น พหุพฺภาโส, พหุภาโส ก็ได้เช่นกัน
#อปฺปปญฺโญ (คนมีปัญญาน้อย, คนโง่) อปฺปปญฺญ+สิ, อปฺป (น้อย) + ปญฺญา (ปัญญา) วิ. อปฺปา ปญฺญา ยสฺสาติ อปฺปปญฺโญ, ปุริโส. (ปัญญา ของบุรุษใด มีน้อย เหตุนั้น ผู้บุรุษนั้น ชื่อว่า อปฺปปญฺโญ) เป็นฉัฏฐีพหุพพีหิสมาส
#ปกาสิโต (คนมักโอ้อวด, โผงผาง, ชอบโวยวาย) ปกาสิต+สิ, กวิทัปปณนีติ เป็น ปกาสโก.
#อปฺปปูโร (ที่เต็มน้อย, ทีไม่เต็ม, ที่พร่อง) อปฺป+ปูร > อปฺปปูร+สิ
#ฆโฎ (หม้อ, หม้อน้ำ) ฆฏ+สิ
#โขเภ (กระฉอก) ขุภ+อ+เอยฺย, ภูวาทิ. กัตตุ. ขุภ-สญฺจเล ขุภธาตุในความสั่นไหว ในธาตวัตถสังคหะ คาถาที่ ๘๖ ว่าเป็นได้ ๓ คณะธาตุ คือ ภูวาทิ. ทิวาทิ. กิยาทิ.
 ส่วนในสัททนีติ ธาตุมาลา กล่าวว่าเป็นทฺวิคณิธาตุ (เป็นได้สองหมวดธาตุ) คือ ภูวาทิคณะ และ ทิวาทิคณะ ขอยกตัวอย่างมาประกอบเพื่อการศึกษา ดังนี้
๑. ภูวาทิคณะ :
กิริยาอาขยาต =  โขเภติ, สงฺโขเภติ
นามกิตก์ = โขภา, สงฺโขโภ
ตัวอย่างเช่น: หตฺถินาเค ปทินฺนมฺหิ, ขุพฺภิตฺถ นครํ ตทา.
(เมื่อพระเวสสันดรโพธิสัตว์ประทานช้างตัวประเสริฐ, ในกาลนั้น พระนคร เกิดสั่นสะเทือน. ๒๘/๑๐๕๖)
๒. ทิวาทิคณะ :
กริยาอาขยาต = ขุพฺภติ, สํขุพฺภติ.
ตัวอย่างเช่น: ขุพฺภิตฺถ นครํ (นคร หวั่นไหว)
การิตปัจจัย (เหตุกัตตุวาจก) = โขเภติ, โขภยติ
#อปฺปขีรา (น้ำนมน้อย) อปฺป+ขีร > อปฺปขีรา+อา ปัจจัยในอิตถีลิงค์ > อปฺปขีรา+สิ วิ. อปฺปํ ขีรํ ยสฺสาติ อปฺปขีรา, คาวี. (น้ำนม ของแม่โคใด มีน้อย เหตุนั้น แม่โคนั้น ชื่อว่า อปฺปขีรา) ฉัฏฐีพหุพพีหิสมาส
#คาวี (แม่โคนม) คาวี+สิ
#จเล (ไหว, สั่น, ดิ้น) √จล+อ+เอยฺย ภูวาทิ. กัตตุ.

……………….


#เขียดฝันอยากเป็นราชสีห์#
๓๓.
มณฺฑูเกปิ อุกฺเร สีเห, กากคฺคเห ปิเย ปิเย;
อปณฺฑีปิ ปณฺฑี หุตฺวา, ธีรา ปุจฺเฉ วเย วเยฯ


“เมื่อเขียดน้อยตะเบ็งเสียงดุจราชสีห์,
พอถูกกาคาบไป ได้ร้องเสียง “เอ็บเอ็บ ๆ“,
คนโง่อวดตนเป็นคนฉลาด,
พอนักปราชญ์ถาม ได้แต่ทำ เอ้อ ๆ อ้า ๆ.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๓๓, #ธัมมนีติ ๑๓๙)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#มณฺฑูเกปิ (แม้เมื่อกบ, เขียด) มณฺฑูเก+อปิ, มณฺฑูก แปลว่า กบ, มณฺฑูก+สฺมึ = มณฺฑูเก, แปลง สฺมึ เป็น เอ.
#อุกฺเร (?) อุกฺร+สฺมึ, (ไม่ทราบว่ามาจากธาตุ ปัจจจัยอะไร? แปลว่าอะไร! อาจจะหมายถึง กบร้อง, อะไรประมาณนั้น)
#สีเห (ราชสีห์) สีห+สฺมึ
#กากคฺคเห (ในเพราะการจับของกา,  เมื่อถูกกาคาบไป) กาก+คห > กากคฺคห+สฺมึ
#ปิเย ปิเย (ที่รัก ที่รัก) ปิย+สฺมึ, ในที่นี้ขอแปลว่า กบร้องเสียงหลง เอ็บเอ็บ ๆ.
#อปณฺฑีปิ (แม้คนไม่ปัญญา, คนโง่) อปณฺฑี+อปิ, น+ปณฺฑี > อปณฺฑี+สิ, คำว่า ปณฺฑี มาจาก ปณฺฑา+อี ปัจจัยในตทัสสัตถิตัทธิต. วิเคราะห์ว่า. ปณฺฑา อสฺส อตฺถีติ ปณฺฑี. (ปัญญา ย่อมมี แก่เขา เหตุนั้น เขา ชื่อว่า ปณฺฑี, ผู้มีปัญญา),  น ปณฺฑี = อปณฺฑี. (คนผู้มีปัญญา หามิได้ ชื่อว่า อปณฺฑี, ไม่ใช่คนมีปัญญา, คนโง่)  นนิปาตปุพพปท กัมมธารยสมาส.
#ปณฺฑี (คนมีปัญญา, บัณฑิต, นักปราชญ์) ปณฺฑี+สิ
#หุตฺวา (เป็นแล้ว) หู+ตฺวา > หุตฺวา+สิ ลบ สิ.
#ธีรา (นักปราชญ์, ธีรชน, คนมีปัญญา) ธีร+โย, น่าจะเป็น ธีโร เพราะกิริยา ปุจฺเฉ เป็น
#ปุจฺเฉ (ถาม, สอบสวน) √ปุจฺฉ+อ+เอยฺย ภูวาทิ. กัตตุ.
#วเย วเย (วัย วัย, เสื่อม ๆ) วย+สฺมึ, ในที่นี้ขอแปลว่า ทำเป็น เอ้อ ๆ อ้า ๆ.

ส่วนในคัมภีร์ธัมมนีติ (๑๓๙) คาถามีการใช้ศัพท์ต่างกันบ้างดังนี้

มณฺฑูโกปิ สีโห วิย, กาโก คณฺเห ปิญฺเญ ปิญฺเญ;
พาโล จ ปณฺฑิโต วิย, ธีโร ปุจฺเฉ วเย วเยฯ

เจ้ากบโง่ทำตัวเหมือนราชสีห์,
ถูกกาคาบไป ร้องเสียงลั่นว่า “เอ็บ เอ็บ ๆ“,
คนโง่ทำตัวเหมือนบัณฑิต,
พอถูกปราชญ์ถาม ได้แต่ทำ เอ้อ ๆ อ้า ๆ.

……………….

#ทุกคนจะเก่งเท่ากันได้ฤา#
๓๔.
มณฺฑูเกปิ อุกฺเร สีเห, สูกเรปิ อุเห ทีเป;
พิฬาเร สทิเส พฺยคฺเฆ, สพฺพธีเร สิปฺปสเมฯ


“หากกบบันลือสีหนาทได้เหมือนราชสีห์,
หมูจักจรลีได้เหมือนเสือดาว,
แมวเก่งกาจเหมือนเสือโคร่ง,
ปราชญ์ทุกคน คงมีความรู้เท่าเทียมกันแน่!.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๓๔)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#มณฺฑูเกปิ (แม้กบ, หากเขียด) มณฺฑูเก+อปิ
#อุกฺเร (ส่งเสียง, บันลือ) อุกฺร+สฺมึ ศัพท์นี้ขออนุญาตเดาไปก่อนนะครับ.
#สีเห (สีหะ, ราชสีห์) สีห+สฺมึ
#สูกเรปิ (แม้หมู, หากสุกร) สูกเร+อปิ
#อุเห (ไป, เก่งกาจ, กำจัด) อุห+สฺมึ ศัพท์นี้ขออนุญาตเดาไปก่อนอีกเช่นกันครับ.
#ทีเป (เสือดาว; ประทีป, ตะเกียง; เกาะ, ทวีป; ที่พึ่ง; พระนิพพาน) ทีป+สฺมึ
#พิฬาเร (แมว, เสือปลา) พิฬาร+สฺมึ
#สทิเส (เช่นกับ, เหมือนกัน) สทิส+สฺมึ
#พฺยคฺเฆ (เสือโคร่ง, พยัคฆ์) พฺยคฺฆ+สฺมึ
#สพฺพธีเร (นักปราชญ์ทั้งหมด,​ ธีรชนทั้งปวง) สพฺพ+ธีร > สพฺพธีร+สฺมึ
#สิปฺปสเม (ผู้เสมอด้วยความรู้, มีศิลปะเสมอกัน -เท่าเทียกัน) สิปฺป+สม > สิปฺปสม+สฺมึ

.....ในคาถานี้มีศัพท์ที่เป็นชื่อของสัตว์รวม ๖ ชนิดคือ
มณฺฑูก (กบ) ป., สีห (ราชสีห์) ป., สูกร (หมู) ป., ทีป (เสือเหลือง, เสือดาว) ป., พิฬาร (แมว, เสือปลา) ป.,  พฺยคฺฆ (เสืองโคร่ง) ป.

......ศัพท์เหล่านี้อาจมีคำไวพจน์ได้อีกหลายศัพท์ หรือ ศัพท์เดียวอาจความหมายได้อีกหลายอย่างก็ได้ ท่านที่สนใจสามารถค้นหาได้จากคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาเป็นต้น เพื่อพัฒนาความเป็นพหูสูตรให้ยิ่งๆ ขึ้นไปได้ครับ.

……………….


#สี่ผู้ไม่รู้อิ่ม#
๓๕.
น ติตฺติ ราชา ธนมฺหิ, ปณฺฑิโตปิ สุภาสิเต;
จกฺขุํปิ ปิยทสฺสเน, ชเล สาคโร น ติตฺติฯ


„พระราชา ย่อมไม่อิ่มในทรัพย์(อานาจ)
แม้บัณฑิต ย่อมไม่อิ่มในคำสุภาษิต
จักษุเล่า ย่อมไม่อิ่มในการเห็นรูปที่น่ารัก
ทะเลสาคร หรือจะอิ่มในสายน้ำ!?!“.

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๓๕, #ธัมมนีติ ๓๕๕, #กวิทัปปณนีติ ๙๖)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#น (ไม่, หามิได้) นิบาตบอกปฏิเสธ
ติตฺติ (ความอิ่ม, ผู้อิ่ม) ติตฺติ+สิ  ศัพท์ว่า ติตฺติ มาจาก ติส+ติ ปัจจัยในนามกิตก์ หรือ ติส-ปีณเน+ติ, (อ่านว่า: ติส ธาตุในความอิ่ม +ติ ปัจจัย), ลบทีสุดธาตุและซ้อน ต ด้วยสูตรว่า ภุชาทีนมนฺโต โน ทฺวิ จ. (รู. ๕๖๐), อันที่จริงศัพท์นี้เป็น อาการนาม แปลว่า ความอิ่ม แต่ในที่นี้แปลว่าเป็นวิกติกัตตา ใน ราชา จึงต้องแปลว่า ผู้อิ่ม เพื่อให้ได้ใจความ.
#ราชา (พระราชา, พระเจ้าแผ่นดิน) ราช+สิ เป็น อการันต์ในปุงลิงค์ ส่วนมาก อ การันต์ในปุงลิงค์ ถ้าเป็น สิ วิภัตติให้แปลง สิ เป็น โอ เช่น ปุริโส (บุรุษ, ผู้ชาย) มาจาก ปุริส+สิ. แต่ราชาศัพท์ ให้แปลง สิ เป็น อา. ซึ่งศัพท์มีลักษณะเช่นนี้มีไม่มากนัก เรียกว่า กติปยศัพท์
#ธนมฺหิ (ในทรัพย์) ธน+สฺมึ
#ปณฺฑิโตปิ (แม้บัณฑิต) ปณฺฑิโต+อปิ
#สุภาสิเต (ในคำที่กล่าวแล้วด้วยดี, คำสุภาาษิต) สุภาสิต+สฺมึ
#จกฺขุํปิ (แม้จักษุ, ตา) จกฺขุ+อปิ, อํ น่าจำเป็น นิคคหิตอาคม เช่นคำว่า จกฺขุํ อุทปาทิ (จักษุ เกิดขึ้นแล้ว). แต่ในคัมภีร์อื่นๆ เป็น จกฺขุปิ ปิยทสฺสเน.
#ปิยทสฺสเน (ในการเห็น-, ในการดูรูปอันเป็นที่รัก) ปิย+ทสฺสน > ปิยทสฺสน+สฺมึ
#ชเล (ในน้ำ, สายชล) ชล+สฺมึ
#สาคโร (ทะเล, สาคร) สาคร+สิ. คำว่า สาคร ในอภิธานัปปทีปกา-ฏีกา ท่านวิเคราะห์ให้การจำกัดความไว้ว่า ... สคเรหิ ราชกุมาเรหิ ขโต สาคโร, สานํ ธนานํ อากโรติ วา สาคโร, กสฺส โค, สาค สํวรเณ วา, อโรฯ (พื้นที่อันเหล่าราชกุมารพร้อมกับชาวเมือง ขุดไว้ ชื่อว่า สาคร, อนึ่ง บ่อเกิดแห่งทรัพย์อันเป็นของตน ชื่อว่า สาคร, แปลง ก เป็น ค, มาจาก สาค ธาตุในอรรถว่าป้องกัน, อร ปัจจัย.

…ส่วนในคัมภีร์กวิทัปปณนีติ ในบาทคาถาสุดท้าย มีความต่างกัน ซึ่งถือว่าเหมาะสมกว่า เพราะถูกต้องตามคณะฉันท์  ดังนี้

น ติตฺติ ราชา ธนมฺหิ, ปณฺฑิโตปิ สุภาสิเต;
จกฺขุํปิ ปิยทสฺสเน, น ติตฺติ สาคโร ชเลฯ

……………….


#สวยแต่รูป-จูบไม่หอม#
๓๖.
รูปโยพฺพน-สมฺปนฺนา, วิสาลกุลสมฺภวา;
วิชฺชาหีนา น โสภนฺติ, นิคนฺธา อิว กึสุกาฯ


„ผู้ถึงพร้อมด้วยรูปและวัย,
เกิดในตระกูลใหญ่ไพศาล;
แต่ขาดความรู้ ย่อมไม่งาม,
เสมือนดอกทองกวาวไร้กลิ่น.

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๓๖, #ธัมมนีติ ๒๐, #กวิทัปปณนีติ ๒๘, #จาณักยนีติ ๗)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#รูปโยพฺพนฺนสมฺปนฺนา (ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยรูปและความหนุ่มสาว) รูป (รูปร่าง, หน้าตา) +โยพฺพน (ความเป็นหนุ่ม) +สมฺปนฺน (ถึงพร้อมแล้ว) > รูปโยพฺพนสมฺปนฺน+โย แปลง โย เป็น อา ด้วยสูตรว่า สพฺพโยนีนมาเย. (รู ๖๙)
#วิสาลกุลสมฺภวา (ผู้สมภพในตระกูลไพศาล, ผู้เกิดในตระกูลใหญ่, -สกุลดัง) วิสาล (กว้าง, ใหญ่, ไพศาล) +กุล (ตระกูล, สกุล) +สมฺภว (การเกิด, สมภพ) > วิสาลกุลสมฺภว+โย
#วิชฺชาหีนา (ผู้ทรามด้วยวิชา, ขาดความรู้) วิชฺชา+หีน > วิชฺชาหีน+โย, หีน (เลว, ต่ำช้า, ทราม) ค. ๑) วิเคราะห์ว่า...วิชฺชา หีนา อสฺสาติ วิชฺชาหีโน (ความรู้ของเราเลว เหตุนั้น เขาชื่อว่า ผู้มีวิชาเลว) เป็นฉัฏฐีพหุพพีหิสมาส, หรือ ๒. วิ.  วิชฺชาย  หีโน วิชฺชาหีโน (ผู้ทรามแล้ว ด้วยความรู้ ชื่อว่า วิชฺชาหีน, ผู้ทรามด้วยวิชา) เป็นตติยาตัปปุริสสมาส.
#น (ไม่, หามิได้) เป็นนิบาตบอกปฏิเสธ
#โสภนฺติ (ย่อมงาม, สวยงาม) √สุภ+อ+อนฺเต ภูวาทิ. กัตตุ. มาจาก สุภ-ทิตฺติยํ (สุภธาตุเป็นไปในอรรถว่ารุ่งเรือง งดงาม) + อ ปัจจัย เป็นหมวดภูวาทิคณะ + อนฺติ วิภัตติหมวดวัตตมานาวิภัตติ ให้วุทธิ (พฤทธิ์) อุ เป็น โอ ด้วยสูตรว่า อญฺเญสุ จ. (รู. ๔๓๔) แยก ลบ รวม สำเร็จรูป = โสภนฺติ แปลว่า ย่อมงดงาม ยอ่มรุ่งเรือง, ตัวอย่างเช่น ชนา อิมายํ สภายํ โสภนฺติ แปลว่า ชนา ชน ท.  โสภนฺติ ย่อมงาม สภายํ ในที่ประชุม อิมายํ นี้)
นามกิตก์ = โสภา, โสภนํ, , กิริยากิตก์ = โสภิโต
#นิคฺคนฺธา (ไม่มีกลิ่น, ไร้กลิ่น) นิคฺคนฺธ+โย, ศัพท์ที่เกี่ยวกับกลิ่น เช่น สุคนฺธ (กลิ่นหอม), ทุคฺคนฺธ (กลิ่นเหม็น)
#อิว (ดุจ, ราวกะ, เหมือน)  นิบาตบอกอุปมา.
#กึสุกา (ต้นทองกวาว) กึสุก+โย, ต้นทองกวาวเป็นต้นไม้ที่มีดอกสวยงาม แต่ไม่มีกลิ่น จึงถูกนำมาเปรียบเทียบกับคนที่ไม่มีวิชาความรู้ในคาถานี้.


……………….


#ไม่ควรดูถูกกัน#
๓๗.
หีนปุตฺโต ราชามจฺโจ, พาลปุตฺโต จ ปณฺฑิโต;
อธนสฺส ธนํพหุ, ปุริสานํ น มญฺญถฯ



“ลูกคนต่ำศักดิ์ อาจได้เป็นราชอำมาตย์,
ลูกของคนโง่ อาจได้เป็นบัณฑิต,
ลูกคนจน อาจกลายเป็นเศรษฐี,
เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรดูถูกคนเหล่านั้น.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๓๗, #ธัมมนีติ ๒๓๕, #กวิทัปปณนีติ ๙๗)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#หีนปุตฺโต (ลูกคนเลว, ลูกชองคนมีตระกูลต่ำ) หีนปุตฺต+สิ, วิ. หีนสฺส ปุตฺโต หีนปุตฺโต (บุตรของคนต่ำช้า ชื่อว่า หีนปุตฺต) ฉัฏฐีตัปปุริสสมาส (หมายเหตุ: เดิมเป็น เป็น หีเน ปุตฺโต,​ ได้แก้เป็น หีนปุตฺโต ตามธัมมนีติและกวิทัปปณนีติ ถือว่าถูกต้องกว่า)
#ราชามจฺโจ (อำมาตย์ของพระราชา, ราชอำมาตย์) ราช+อามจฺจ > ราชามจฺจ+สิ, วิ. รญฺโญ อมจฺโจ ราชมจฺโจ (อำมาตย์ ของพระราชา ชื่อว่า ราชมจฺจ) ฉัฏฐีตัปปุริสสมาส
#พาลปุตฺโต (ลูกคนโง่, บุตรคนพาล) พาลปุตฺต+สิ, วิ. พาลสฺส ปุตฺโต พาลปุตฺโต (บุตรของคนพาล ชื่อว่า พาลปุตฺต) เป็นฉัฏฐีตัปปุริสสมาสเหมือนกัน
จ (ด้วย, และ) เป็นนิบาตใช้ในอรรถสมุจจยัตถะ-รวบรวม
#ปณฺฑิโต (บัณฑิต, ผู้มีปัญญา, นักปราชญ์) ปณฺฑิต+สิ
#อธนสฺส (ของคนไม่มีทรัพย์, ของคนจน) น+ธน > อธน+ส
#ธนํพหุ (ผู้มีทรัพย์มาก) ธน+พหุ > ธนํพหุ+สิ, วิ. ธนํ พหุ อสฺสาติ ธนํพหุ. (คนจำนวนมาก มีแก่เขา เหตุนั้น เขา ชื่อว่า คนมีทรัพย์มาก) บาทคาถาที่สามนี้ ในธัมมนีติ บาทคาถานี้ เป็น อธนสฺส ปุตฺโต เสฏฺฐิ (บุตรของคนอาจกลายเป็นเศรษฐี)
#ปุริสานํ (แก่/แห่งบุรุษ, ชาย, คน ท.) ปุริส+นํ, แปลหักจตุตถี/ฉัฏฐีเป็นกรรม ได้บ้าง
#น (ไม่, หามิได้) นิบาตบอกปฏิเสธ
#มญฺญถ (รู้, ทราบ)  มน+ย+ถ, ทิวาทิ. กัตตุ.
วิธีทำตัวรูปโดยสังเขป: มญฺญถ มาจาก มน-ญาเณ มนธาตุ เป็นไปในความรู้ +ย ปัจจัยในหมวดกีธาตุ +เอถ วิภัตติ สัตตมี, ปฐมบุรุษ เอกวจนะ. แปลง นฺย เป็น ญ ซ้อย ญฺ  รวมเป็น มญฺเญถ (พึงรู้, พึงทราบ), ที่เป็น มญฺญถ ในคาถานี้ เข้าใจว่า เพื่อต้องการรักษาฉันท์ อนึ่ง มญฺญถ ในที่นี้ ควรแปลว่า ดูถูก, ดูหมิ่น, เยียดหยาม จึงจะได้ความชัดเจน.

 .......มน ธาตุถ้ามี อว, อติ อุปสัคคเป็นบทหน้า จะมีความหมายว่า ดูถูก, ดูหมิ่น เช่น อวมญฺญติ, อติมญฺญติ (ย่อมดูหมิ่น)  ตัวอย่างเช่นในพระบาฬีที่มาในขุททกนิกาย ธรรมบท ปาปวรรค ว่า
มาวมญฺเญถ ปาปสฺส, น มตฺตํ อาคมิสฺสติ,
อุทพินฺทุนิปาเตน, อุทกุมฺโภปิ ปูรติ,
อาปูรติ พาโล ปาปสฺส, โถกํ โถกํปิ อาจินํ.

บุคคลไม่ควรดูหมิ่นว่า บาปมีประมาณเล็กน้อย จักไม่มาถึงตน,
แม้หม้อน้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยดน้ำที่หยดลงที่นิดทีละหน่อย ฉันใด,
คนพาลสั่งสมบาปแม้ทีละน้อย ย่อมเต็มได้ด้วยบาป ฉันนั้น.

……………….


#คนโลภเรียนเหมือนคนฝัน#
๓๘.
โย สิสฺโส สิปฺปโลเภน, พหุํ คณฺหาติ ตํ สิปฺปํ,
มูโคว สุปินํ ปสฺสํ, กเถตุมฺปิ น อุสฺสเหฯ


„ศิษย์ที่เรียนศิลปะทีละมาก ๆ,
เพราะความโลภในความวิชา;
ย่อมไม่สามารถอธิบาย(สิ่งเรียนมาได้)
เป็นเหมือนคนเป็นใบ้ ที่เห็นความฝัน ฉะนั้น.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๓๘, #ธัมมนีติ ๒๗, #กวิทัปปณนีติ ๙๘)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#โย (ใด) ย+สิ, สัพพนาม
#สิสฺโส (ศิษย์, นักศึกษา) สิสฺส+สิ
#สิปฺปโลเภน (ด้วยความโลภในศิลปะ, -วิชา, ความรู้) สิปฺป+โลภ > สิปปโลภ+นา, วิ. สิปเปสุ โลโภ = สิปฺปโลโภ (ความโลภในวิชา ชื่อว่า สิปปโลภะ) สัตตมีตัปปุริสสมาส.
#พหุํว ตัดบทเป็น พหุํ+เอว (มากนั่นเทียว), พหุํ (มาก, มากมาย, เยอะแยะ, หลากหลาย, ) พหุ+อํ,ส่วน เอว เป็นนิบาตบอกการกำหนด จำกัด เจาะจง แปลว่า นั่นเทียว.
#คณฺหาติ (ถือเอา, จับ, ยึด, เรียน) √คห+ณฺหา+ติ, คหาทิ. กัตตุ. ลง ณฺหา ปัจจัย ด้วยสูตรว่า คหาทิโต ปฺปณฺหา. (รู ๕๑๗), ในเพราะ ณฺหา ปัจจัย ให้ลบ ห แห่ง คหธาตุ ด้วยสูตรว่า หโลโป ณฺหามฺหิ. (๕๑๘) สำเร็จรูปเป็น คณฺหาติ, หรือ คณฺหติ ก็ได้ ในเพราะทำเป็นรัสสะ
#ตํ สิปฺปํ (ซึ่งศิลปะนั้น) ต+อํ = ตํ (นั้น) สัพพนาม, สิปฺป+อํ = สิปฺปํ (ซึ่งศิลปะ)
#มูโคว ตัดบทเป็น มูโค+อิว (คนใบ้+ดุจ = เหมือนคนใบ้), มูโค (คนใบ้) มูค+สิ, ในอภิธานัปปทีปิกา-ฏีกา ท่านได้อธิบายความหมายศัพท์นี้ไว้ว่า....วตฺตุมสกฺกุเณยฺยตฺตา มิคสทิโสติ มูโค, อิสฺสูฯ (คนที่เป็นเหมือนกับเนื้อ เพราะความที่ไม่สามารถพูดได้ ชื่อว่า มูคะ, คนใบ้, แปลง อิ เป็น อู.), ส่วน อิว (เพียงดัง, เหมือน, ประดุจว่า) เป็นนิบาตบอกอุปมา
#สุปินํ (ความฝัน) สุปิน+อํ
#ปสฺสํ (เห็นอยู่) √ทิส+อ+อนฺต > ปสฺสนฺต+อํ
#กเถตุมฺปิ ตัดบทเป็น กเถตุํ+อปิ (แม้เพื่ออันกล่าว, แม้เพื่อบอกเล่า) √กถ+เณ+ตุํ  = กเถตุํ. (กถ-วากฺเย กถ ธาตุในการกล่าว + เณ ปัจจัย หมวดจุราทิคณะ + ตุํ ปัจจัยในกิตก์)
#น (ไม่, หามิได้) นิบาตบอกปฏิเสธ
อุสฺสเห (อาจ, สามารถ, เพียร, พยายาม) อุ+√สห+อ+เอยฺย ภูวาทิ. กัตตุ.

……………….


#ครูอาจารย์เหมือนช่างหม้อ#
๓๙.
น ภิชฺเชตุํ กุมฺภกาโร, โสเภตุํ กุมฺภ ฆฎฺฎติ;
น ขิปิตุํ อปาเยสุ, สิสฺสานํ วุฑฺฒิการณาฯ


“ช่างหม้อมิได้ตีหม้อเพื่อให้แตก,
แต่ตีหม้อเพื่อให้สวยงาม ฉันใด,
ครูอาจารย์มิได้ตีศิษย์เพื่อให้ตกในอบาย,
แต่ตีเพราะหวังความเจริญแก่ลูกศิษย์ ฉันนั้น.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๓๙, #กวิทัปปณนีติ ๙๙)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#น (ไม่, หามิได้)  นิบาตบอกปฏิเสธ
#ภิชฺเชตุํ (เพื่อทำลาย) √ภิท+ย+เณ+ตุํ, อันที่จริงแล้ว ตุํ ปัจจัยนี้จัดเป็นนิบาต และยังประกอบด้วยวิภัตตินามหมวดปฐมาวิภัตติ (+สิ แปลว่า อันว่า) และจตุตถีวิภัตติ (+ส แปลว่า เพื่อ) ได้,  เพราะความที่เป็นนิบาต ให้ลงวิภัตตินามและลบทิ้งเสีย ด้วยสูตรว่า สพฺพาสมาวุโสปสคฺคนิปาตาทีหิ จ. (รู ๒๘๒).
#กุมฺภกาโร (ช่างหม้อ) กุมฺภ (หม้อ) + การ (ผู้ทำ, ช่าง) > กุมฺภการ+สิ, กุมฺภกาโร มาจาก กุมฺภ+√กร+ณ+สิ  วิ. กุมฺภํ กโรตีติ กุมฺภกาโร (ผู้กระทำหม้อ ชื่อว่า กุมฺภการ) กัตตุรูป กัตตุสาธนะ. (ทุติยาตัปปุริสสมาส)
#โสเภตุํ (เพื่อให้งาม, ให้สวย) √สุภ+อ+เณ+ตุํ
#กุมฺภํ (ซึ่งหม้อ) กุมฺภ+อํ
#ฆฎติ (พยายาม, ตบแต่ง, ทุบตี) √ฆฏ+อ+ติ ภูวาทิ. กัตตุ.
#ขิปิตุํ (เพื่อตกไป, ทิ้งไป, ซัดไป, ขว้างไป) √ขิป+อ+อิ+ตุํ
#อปาเยสุ (ในอบาย ท.) อปาย+สุ
#สิสฺสานํ (แก่ศิษย์ ท.) สิสฺส+นํ
#วุฑฺฒิการณา (เพราะเหตุแห่งความเจริญ) วุฑฺฒิ+การณ > วุฑฺฒิการณ+สฺมา

……………….


#คบคนดีย่อมมีผล#
๔๐.
ตคฺครญฺจ ปลาเสน, โย นโร อุปนยฺหติ;
ปตฺตาปิ สุรภิ วายนฺติ, เอวํ ธีรูปเสวนาฯ


„คนใดห่อกฤษณาด้วยใบไม้,
แม้ใบไม้ของเขา ย่อมมีกลิ่นหอมฟุ้งไป,
การเข้าไปส่องเสพนักปราชญ์
ย่อมเป็นเหมือนอย่างนั้นแล.“

(#โลกนีติ หมวดบัณฑิต คาถาที่ ๔๐, #ธัมมนีติ ๑๔๗, #กวิทัปปณนีติ ๗๘ #ขุ. อิติ. ๒๕/๒๕๔, ขุ. ชา. ๒๗/๒๑๕๒, ๒๘/๘๖๒)

……………….

ศัพท์น่ารู้ :

#ตครญฺจ ตัดบทเป็น ตครํ+จ, ตครํ (ไม้กฤษณา) ตคร+อํ, นป. จ (ก็, ส่วน) เป็นนิบาตบท. (หมายเหตุ. เดิมเป็น ตคฺครญฺช ได้แก้ใหม่ให้ตรงตามพระบาฬี เป็น ตครญฺจ)
#ปลาเสน (ใบไม้, ปองร้าย, ตีเสมอ) ปลาส+นา, ป.
 โย (ใด, บุคคลใด) ย+สิ สัพพนาม
#นโร (คน, นรชน) นร+สิ, ป.
#อุปนยฺหติ (ผูก, เข้าไปผูก, ผูกไว้, พัน, ห่อ) อุป+√นห-พนฺธเน+ย+ติ ทิวาทิคณะ กัตตุ. เอา หฺย เป็น ยฺห ด้วยการแบ่งสูตร (โยควิภาค) ว่า หวิปริยโย. จากสูตรเต็มว่า หวิปริยโย โล วา. (รู ๔๘๑)
#ปตฺตาปิ (แม้ใบไม้ ท.) ปตฺตา+อปิ, ปตฺต+โย
#สุรภิ, สุรภี (มีกลิ่นหอม) สุรภิ+โย (คงจะเป็นการรัสสะเพื่อรักษาฉันท์?) เพราะในชาดกฉบับไทยมีรูปเป็น สุรภี ส่วนฉบับพม่าเป็น สุรภิ. (หมายเหตุ. เดิมเป็น คนฺธํ ได้แก้เป็น สุรภิ เพื่อให้ตรงตามพระบาฬี, ส่วนในกวิทัปปณนีติเป็น สุรติ เข้าใจว่าคงเป็นการคัดลอกมาคลาดเคลื่อนเช่นกัน)
#วายนฺติ (ฟุ้งไป, พัดโชย) √วา+ย+อนฺติ, ทิวาทิ. กัตตุ. วา ธาตุนีในสัททนีติ ธาตุมาลาแสดงไว้ว่า √วา-คติคนฺธเนสุ, วายติ, วาโย, วาโต. (วา ธาตุเป็นไปในอรรถว่าการไป,การสูดกลิ่น (ผูก), อุทาหรณ์ เช่น วายติ - ฟุ้งไป, วาย, วาต – ลม), ในธาต์วัตสังคหะแสดงไว้ว่า วา – ทิภู คติพนฺธคนฺเธสุ, จุ - สุขปฺปตฺติยํ คติเสวเน. (วา ธาตุที่เป็นทิวาทิคณะและภูวาทิคณะ ย่อมเป็นไปในอรรถว่า ไป, ผูก, ส่งกลิ่น, ที่เป็นจุราทิคณะย่อมเป็นไปในอรรถว่า ถึงความสุข, ไปและเสพ.
#เอวํ (เหมือน, ดุจ) เป็นนิบาตบอกอุปมา หรือการเปรีบเทียบ
#ธีรูปเสวนา (การคบหานักปราชญ์, -ผู้มีปัญญา) ธึร (นักปราชญ์) + อุปเสวนา (การเข้าไปเสพ, การคบหา) > ธีรูปเสวนา+สิ ลง สิ ลบ สิ ด้วยสูตรว่า เสสโต โลปํ คสิปิ. (รู ๗๔) (เดิมเป็น ธีรุปเสวนา ได้ทำเป็นทีฆะ เป็น ธีรูปเสวนา เพื่อให้ถูกต้องตามพระบาฬี)

......จบคาถาโลกนีติ กัณฑ์ที่ ๑ ชื่อ ปัณฑิตกัณฑ์  - หมวดว่าด้วยบัณฑิต  รวม ๔๐ คาถา แต่เพียงเท่านี้ ต่อไปจะขึ้นกัณฑ์ที่ ๒ ชื่อ สุชนกัณฑ์ - หมวดว่าด้วยคนดี ตามลำดับ.

……………….