วิสาขบูชากถา ปี ๒๕๕๖

 

ทูเรนิทานกถา ตอนที่ ๒

 

กถาว่าด้วยพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อสุเมธดาบสบรรลุอภิญญาพละอย่างนี้แล้ว ให้เวลาล่วงไปด้วยสุขอันเกิดจากสมาบัติ พระศาสดาทรงพระนามว่าที่ปังกร เสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ในการถือปฏิสนธิ การอุบัติขึ้น การตรัสรู้และการประกาศพระธรรมจักร โลกธาตุหมื่นหนึ่งแม้ทั้งสิ้นหวั่นไหวสั่นสะเทือนร้องลั่นไปหมด บุรพนิมิต ๓๒ ประการปรากฏขึ้นแล้ว. สุเมธบัณฑิตให้เวลาล่วงเลยไปด้วยสุขอันเกิดแต่สมาบัติ ไม่ได้ยินเสียงนั้นเลย ทั้งไม่ได้เห็นนิมิตแม้เหล่านั้นด้วย.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

เมื่อเราบรรลุความสำเร็จในศาสนาเป็นผู้มีความ ชำนิชำนาญอย่างนี้ พระชินเจ้าผู้เป็นโลกนายกทรง พระนามว่าที่ปังกร เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เมื่อพระองค์ทรงถือกำเนิด เสด็จอุบัติขึ้น ตรัสรู้ แสดงพระธรรมเทศนา เราเอิบอิ่มอยู่ด้วยความยินดีในณาน มิได้เห็นนิมิตทั้ง ๔ เลย.“

 

ในกาลนั้นพระทศพลทรงพระนามว่าทีปังกร มีพระขีณาสพสี่แสนห้อมล้อมแล้ว(จตูหิ ขีณาสวสตสหสฺเสหิ ปริวุโต) เสด็จจาริกไปตามลำดับเสด็จถึงนครชื่อรัมมกะ(บางแห่งเป็นรัมมนคร) เสด็จประทับ ณ สุทัสนมหาวิหาร. พวกชาวรัมมกนครได้กล่าวว่า ได้ยินว่าพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร ผู้เป็นใหญ่กว่าสนณะ ทรงบรรลุอภิสัมโพธิอย่างยิ่ง ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จจาริกไปโดยลำดับ เสด็จถึงรัมมกนครแล้วเสด็จประทับอยู่สุทัสนมหาวิหาร ต่างพากันถือเภสัชมีเนยใสและเนยข้นเป็นนี้ และผ้าเครื่องนุ่งห่ม มีมือถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ ณ ที่ใด ก็หลั่งไหลพากันติดตามไป ณ ที่นั้น ๆ เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้วถวายบังคม บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ฟังพระธรรมเทศนาแล้วทูลนิมนต์เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น พากัน ลุกจากที่นั่งแล้วหลีกไป.

 

ในวันรุ่งขึ้นต่างพากันตระเตรียมมหาทานประดับประดานคร ตก

แต่งหนทางที่จะเสด็จมาของพระทศพล ในที่มีน้ำเซาะก็เอาดินถมทำพื้นที่ดินให้ราบเสมอ โรยทรายอันมีสีดังแผ่นเงิน โปรยปรายข้าวตอกและดอกไม้ ปักธงชายและธงแผ่นผ้าพร้อมด้วยผ้าย้อมสีต่าง ๆ ตั้งต้นกล้วยและหม้อน้ำเต็มด้วยดอกไม้เรียงรายเป็นแถว.

ในกาลนั้นสุเมธดาบสเหาะจากอาศรมบทของตน มาโดยทางอากาศ เบื้องบนของพวกมนุษย์เหล่านั้นเห็นพวกเขาร่าเริงยินดีกันคิดว่า มีเหตุอะไรกันหนอ จึงลงจากอากาศยืน ณที่ควรข้างหนึ่ง ถามพวกเขาว่า ท่านผู่เจริญ พวกท่านพากันประดับ ประดาทางนี้เพื่อใคร ดังนี้

 

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า

พวกมนุษย์มีใจยินดีนิมนต์พระตถาคต ในเขตแดนแห่งปัจจันตประเทศแล้ว พากันชำระสะสางทางเสด็จดำเนินมาของพระองค์ สมัยนั้นเราออกไปจากอาศรมของตน สะบัดผ้าเปลือกไม้ไปมาแล้ว ที่นั้นก็เหาะไปทางอากาศ.

เราเห็นชนต่างเกิดความดีใจ ต่างยินดีร่าเริง ต่างปราโมทย์ จึงลงจากท่องฟ้าไต่ถามพวกมนุษย์ทันที่ว่า มหาชนยินดีร่าเริงปราโมทย์ เกิดความดีใจ พวกเขาชำระสะสางถนนหนทางเพื่อใคร.

พวกมนุษย์จึงเรียนว่า ข้าแต่ท่านสุเมธผู้เจริญ ท่านไม่ทราบอะไร พระทศพลทีปังกรทรงบรรลุสัมโพธิญาณแล้ว ประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐเสด็จจาริกมาถึงนครของพวกเราแล้ว เสด็จพำนักที่สุทัสนมหาวิหาร พวกเรานิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมา จึงตกแต่งทางนี้ ที่จะเป็นที่เสด็จมาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระองค์นั้น.

สุเมธดาบสคิดว่า แม้เพียงคำประกาศว่า พระพุทธเจ้า ก็หาได้ยากในโลก จะป่วยกล่าวไปไยถึงการอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า (พุทฺโธติ โข โฆสมตฺตกํปิ โลเก ทุลฺลภํ, ปเคว พุทฺธุปฺปาโท) แม้เราก็ควรจะร่วมกับมนุษย์เหล่านั้นตกแต่งทางเพื่อพระทศพลด้วย.

 

ท่านจึงกล่าวกะพวกมนุษย์เหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าพวกท่านตกแต่งทางนี้เพื่อพระพุทธเจ้า ขอจงให้โอกาสส่วนหนึ่งแก่เราบ้าง แม้เราก็จักตกแต่งทางเพื่อพระทศพลพร้อมกับพวกท่าน พวกเขาก็รับปากว่า ดีแล้ว ต่างรู้ว่า สุเมธดาบสมีฤทธิ์ จึงกำหนดที่ว่างซึ่งมีน้ำเซาะให้กล่าวว่า ท่านจงแต่งที่นี้เถิด แล้วมอบให้ไป สุเมธดาบสยึดเอาปีติซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์คิดว่า เราสามารถจะตกแต่งที่ว่างนี้ด้วยฤทธิ์ได้ แต่เมื่อเราตกแต่งเช่นนี้ ใจก็จะไม่ยินดีนัก วันนี้เราควรจะกระทำการรับใช้ด้วยกาย ดังนี้แล้ว ขนดินมาเทลงในที่ว่างนั้น.

 

เมื่อที่ว่างแห่งนั้น ยังตกแต่งไม่เสร็จเลย พระทศพลทีปังกร มีพระขีณาสพผู้ได้อภิญญา ๖ มีอานุภาพมาก สี่แสนรูปห้อมล้อม เมื่อเหล่าเทวดาบูชาอยู่ด้วยของหอมและดอกไม้ทิพย์ เมื่อสังคีตบรรเลงอยู่ เมื่อเหล่ามนุษย์บูชาอยู่ด้วยของหอมและดอกไม้ เสด็จเยื้องกรายบนพื้นมโนสิลา ด้วยพระพุทธลีลาอันหาที่สุดมิได้ ประดุจราชสีห์ เสด็จดำเนินนาสู่ทางที่ตกแต่งประดับประดาแล้วนั้น.

สุเมธดาบสลืมตาทั้งสองขึ้น (อกฺขีนิ อุมฺมีเลตฺวา) มองดูพระวรกายของพระทศพลผู้เสด็จดำเนินมาตามทางที่ตกแต่งแล้ว ซึ่งถึงความเลิศด้วยพระรูปโฉม ประดับด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ (ทฺวตฺตึสมหาปุริสลกฺขณปฏิมณฺฑิตํ) สวยงามด้วยพระอนุพยัญชนะ (ลักษณะส่วนประกอบ) ๘๐ ประการ (อสีตฺยานุพฺยญฺชเนหิ อนุพฺยญฺชิตํ) แวดวงด้วยแสงสว่างมีประมาณวาหนึ่ง เปล่งพระพุทธรัศมีหนาทึบมีสี ๖ ประการออกนาดูประหนึ่งสายฟ้าหลายหลาก ในพื้นท้องฟ้ามีสีดุจแก้วมณี ฉายแสงแปลบปลาบอยู่ไปมาและเป็นคู่ ๆ กัน จึงคิดว่า วันนี้เราควรกระทำการบริจาคชีวิตแด่พระทศพล เพราะฉะนั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าได้ทรงเหยียบเปือกตม แต่จงทรงย่ำหลังของเรา เสด็จพร้อมกับพระขีณาสพสี่แสนเหมือนทรงเหยียบสะพานแก้วมณีเถิด ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่เราตลอดกาลนาน ดังนี้แล้วแก้ผมออก ลาดหนังเสือ ชฎาและผ้าเปลือกไม้วางลงบนเปือกตม ซึ่งมีสีดำ นอนบนหลังเปือกตมเหมือนสะพานแผ่นแก้วมณี

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

 

พวกมนุษย์เหล่านั้น ถูกเราถามแล้วยืนยันว่า
พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมเป็นพระชินะเป็นพระโลกนายก
ทรงพระนานว่า ทีปังกร เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก
พวกเขาแล้วถางถนนหนทางเพื่อพระองค์ ปีติเกิดขึ้นแล้ว
แก่เราทันใดเพราะได้ฟังคำว่า พุทโธ เราเมื่อกล่าว
อยู่ว่า พุทโธ พุทโธ ก็ได้เสวยโสมนัสแล้ว เรายืน
อยู่ในที่นั้นยินดี มีใจเกิดความสังเวชจึงคิดว่า เราจัก
ปลูกพืชไว้ในที่นั้น ขณะอย่าได้ล่วงเลยเราไปเสียเปล่า
ข้าพวกท่านจะแผ้วถางหนทางเพื่อพระพุทธเจ้า ก็จง
ให้ที่ว่างแห่งหนึ่งแก่เรา แม่เราก็จักแผ้วถาง ถนนหน
ทางที่นั้น พวกเขาได้ให้ที่ว่างแก่เราเพื่อจะแผ้วถางทาง
.

เวลานั้นเรากำลังคิดอยู่ว่า พุทโธ พุทโธ แผ้ว
ถางทาง เมื่อที่ว่างของเราทำไม่เสร็จ พระมหามุนี
ทีปังกรผู้เป็นพระชินเจ้า พร้อมกับพระขีณาสพสี่แสน
ได้อภิพญา ๖ ผู้คงที่ปราศจากมลทินเสด็จดำเนินมา
ทางนั้น การต้อนรับต่าง ๆ ก็มีขึ้น กลองมากมาย
บรรเลงขึ้น เหล่าคนและเทวดาล้วนร่าเริง ต่างทำ
เสียงสาธุการลั่นไปทั่ว เหล่าเทวดาเห็นพวกมนุษย์และ
แม้เหล่ามนุษย์ก็เห็นเทวดา แม้ทั้งสองพวกนั้นต่าง
ประคองอัญชลีเดินตามพระตถาคตไป เหล่าเทวดาที่
เหาะมาทางอากาศก็โรยปรายดอกมณฑารพ ดอกบัวหลวง
ดอกปาริฉัตรอันเป็นทิพย์ไปทั่วทุกทิศ เหล่าคน
ที่อยู่บนพื้นดินต่างก็ชูดอกจำปา ดอก
(สัลลชะ) ดอก
กระทุ่ม ดอกกากะทิง ดอกบุนนาค ดอกการะเกดไปทั่ว
ทุกทิศ เราแก้ผมออก เปลื้องผ้าเปลือกไม้และหนังเสือ
ในที่นั้นลาดลงบนเปือกตมนอนคว่ำหน้า
พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยศิษย์จงทรงเหยียบเราเสด็จไป
อย่าได้เหยียบบนเปือกตมเลย ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เรา ดังนี้
.

 

สุเมธดาบสนั้นนอนบนหลังเปือกตมนั้นแล ลืมตาทั้งสองเห็นพระพุทธสิริของพระทศพลทีปังกรจึงคิดว่า ถ้าเราพึงต้องการ ก็พึงเผากิเลสทั้งปวงหมดแล้วเป็นพระสงฆ์นวกะเข้าไปสู่รัมมกนครได้ แต่เราไม่มีกิจด้วยการเผากิเลสด้วยเพศที่ใครไม่รู้จักแล้วบรรลุนิพพาน ถ้ากระไรเราพึงเป็นดังพระทศพลทีปังกรบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณอย่างสูงยิ่งแล้วขึ้นสู่ธรรมนาวา ให้มหาชนข้ามสงสารสาครได้แล้วปรินิพพานภายหลัง ข้อนี้สมควรแก่เรา ดังนี้แล้ว ต่อจากนั้น ประมวลธรรม ๘ ประการกระทำความปรารถนาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนอนลง.

 

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า

เมื่อเรานอนบนแผ่นดินได้มีความคิดอย่างนี้ว่า
วันนี้เราเมื่อปรารถนาอยู่ก็พึงเผากิเลสของเราได้ จะมี
ประโยชน์ อะไรแก่เราเล่าด้วยการทำให้แจ้งธรรมในที่
นี้ด้วยเพศที่ใคร ๆ ไม่รู้จัก เราบรรลุพระสัพพัญญุต
ญาณ
จักเป็นพระพุทธเจ้าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก จะมีประ
โยชน์อะไรแก่เราด้วยลูกผู้ชาย ผู้มีรูปร่างแข็งแรงนี้ข้ามฝั่ง
ไปคนเดียว เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้วจักให้มนุษย์
พร้อมทั้งเทวดาข้ามฝั่ง ด้วยการกระ
ทำอันยิ่งใหญ่ของเรา
ด้วยลูกผู้ชายผู้มีรูปร่างแข็งแรงนี้ เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว
จะให้เหล่าชนมากมายข้ามฝั่ง เราตัดกระแสน้ำคือสงสาร
ทำลายภพทั้งสามแล้ว ขึ้นสู่ธรรมนาวา จักให้มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาข้ามฝั่ง ดังนี้
.

 

มนุสฺสตฺตํ ลิงฺคสมฺปตฺติ, เหตุ สตฺถารทสฺสนํ,
ปพฺพชฺชา คุณสมฺปตฺติ
, อธิกาโร จ ฉนฺทตา,
อฏฺฐธมฺมสโมธานา
, อภิหาโร สมิชฺฌติ.

 

ก็เมื่อบุคคลปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ (อภินีหาร) จะสำเร็จได้เพราะประมวลมาซึ่งธรรม ๘ ประการ คือ ๑. มนุสฺสสตฺตํ ความเป็นมนุษย์  ๒. ลิงฺคสมฺปตฺติ ความถึงพร้อมด้วยเพศ ๓. เหตุ เหตุ ๔. สตฺถารทสฺสนํ การเห็นพระศาสดา ๕. ปพฺพชฺชา การบรรพชา ๖. ลิงฺคสมฺปตฺติ การสมบูรณ์ด้วยคุณ ๗. อธิกาโร การกระทำยิ่งใหญ่ ๘. ฉนฺทตา ความพอใจ.

ประมวลธรรม ๘ ประการ (อัฏฐธัมมสโมธาน)

๑)จริงอยู่ เมื่อบุคคลดำรงอยู่ในภาวะแห่งความเป็นมนุษย์นั่นแหละปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ความปรารถนาย่อมสำเร็จ ความปรารถนาของนาค ครุฑหรือเทวดาหาสำเร็จไม่, ๒)แม้ในภาวะแห่งความเป็นมนุษย์เมื่อเขาดำรงอยู่ในเพศบุรุษเท่านั้นความปรารถนาจึงจะสำเร็จ ความปรารถนาของหญิงหรือบัณเฑาะก์กระเทยและอุภโตพยัญชนก ก็หาสำเร็จไม่, ๓)แม้สำหรับบุรุษความปรารถนาของผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุที่จะบรรลุอรหัต แม้ในอัตภาพนั้นเท่านั้นจึงจะสำเร็จได้ นอกนี้หาสำเร็จไม่, ๔)แม้สำหรับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยเหตุถ้าเมื่อปรารถนาในสำนักของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อปรารถนาในที่ใกล้เจดีย์หรือที่โคนต้นโพธิ์ ก็หาสำเร็จไม่, ๕)แม้เมื่อปรารถนาในสำนักของพระพุทธเจ้า ความปรารถนาของผู้ที่ดำรงอยู่ในเพศบรรพชิตเท่านั้นจึงจะสำเร็จ ผู้ที่ดำรงอยู่ในเพศคฤหัสถ์หาสำเร็จไม่, ๖)แม้ผู้เป็นบรรพชิต ความปรารถนาของผู้ที่ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ เท่านั้นจึงจะสำเร็จ ผู้ที่เว้นจากคุณสมบัตินี้ นอกนี้หาสำเร็จไม่, ๗)แม้ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยคุณแล้วก็ตาม ความปรารถนาของผู้ที่ได้กระทำการบริจาคชีวิตของตนแด่พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่นี้เท่านั้น จึงจะสำเร็จของตนนอกนี้หาสำเร็จไม่, ๘)แม้ผู้ที่จะสมบูรณ์ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่แล้วยังจะต้องมีฉันทะอันใหญ่หลวง อุตสาหะ ความพยายามและการแสวงหาอันใหญ่เพื่อประโยชน์แก่ธรรมที่กระทำให้เป็นพระพุทธเจ้าอีก ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ คนอื่นนอกจากนี้หาสำเร็จไม่.

 

ในข้อที่ฉันทะจะต้องยิ่งใหญ่นั้น มีข้ออุปมาดังต่อไปนี้.

 

๑)ก็ถ้าจะพึงเป็นไปอย่างนี้ว่า ผู้ใดสามารถที่จะใช้กำลังแขนของตนข้ามห้วงแห่งจักรวาลทั้งสิ้นที่เป็นน้ำผืนเดียวกันหมดแล้วถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, ๒)หรือว่า ผู้ใดเดินด้วยเท้าสามารถที่จะเหยียบย่ำห้วงแห่งจักรวาลทั้งสิ้นที่ปกคลุมด้วยกอไผ่แล้วถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, ๓)หรือว่า ผู้ใดปักดาบทั้งหลายลงแล้วเอาเท้าเหยียบห้วงแห่งจักรวาลทั้งสิ้นซึ่งเต็มไปด้วยฝักดาบสามารถที่จะถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, ๔)หรือว่า ผู้ใดเอาเท้าย่ำห้วงแห่งจักรวาลทั้งสิ้น ซึ่งเต็มไปด้วยถ่านมีเปลวเพลิงลุกโชติช่วงสามารถที่จะถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมได้บรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, ๕)ผู้ใดไม่สำคัญเหตุเหล่านั้นแม้เหตุหนึ่งว่าเป็นของที่คนทำได้ยาก คิดแต่ว่าเราจักข้ามหรือไปถือเอาซึ่งฝั่งข้างหนึ่งจนได้ ดังนี้ เขาผู้นั้นจัดว่าเป็นผู้ประกอบด้วยฉันทะอุตสาหะความพยายามและการแสวงหาอันใหญ่ ความปรารถนาของเขาย่อมสำเร็จ คนนอกนี้หาสำเร็จไม่.

ก็สุเมธดาบสแม้จะประมวลธรรมทั้ง ๘ ประการเหล่านั้นได้แล้ว ยังการทำความปรารถนาอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนอนลง.

 

ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกรเสด็จมาประทับยืนที่เบื้องศีรษะของสุเมธดาบส ทรงลืมพระเนตรทั้งสอง (อกฺขีนิ อุมฺมีเลตฺวา) อันสมบูรณ์ด้วยประสาทมีวรรณะ ๕ ชนิด ประหนึ่งว่า เปิดอยู่ซึ่งสีหบัญชรแก้วมณี ทอดพระเนตรเห็นสุเมธดาบสนอนบนหลังเปือกตมทรงดำริว่า ดาบสนี้กระทำความปรารถนาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าความปรารถนาของเขาจักสำเร็จหรือไม่หนอ ทรงส่งพระอนาคตังสญาณใคร่ครวญอยู่ ทรงทราบว่า ล่วงสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปนับแต่นี้ เขาจักได้เป็นพระพุทธเจ้านามว่าโคดม ยังประทับยืนอยู่นั่นแหละทรงพยากรณ์แล้วด้วยตรัสว่า พวกท่านจงดาบสผู้มีตบะสูงนี้ ซึ่งนอนอยู่บนหลังเปือกตม (ปสฺสถ โน ตุมฺเห อิมํ อุคฺคตปํ ตาปสํ กลลปิฏฺเฐ นิปนฺนํ).

 

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เห็นแล้วพระเจ้าข้า (เอวํ ภนฺเต) จึงตรัสว่าดาบสนี้กระทำความปรารถนายิ่งใหญ่ เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า นอนแล้วความปรารถนาของเขาจักสำเร็จ ในที่สุดแห่งสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปนับแต่นี้เขาจักได้เป็นพระพุทธเจ้านามว่าโคดม ก็ในอัตภาพนั้น ของเขา นครนามว่ากบิลพัสดุ์จักเป็นที่อยู่อาศัย พระเทวีทรงพระนามว่ามายาเป็นพระมารดา พระราชาทรงพระนามว่าสุทโธทนะเป็นพระราชบิดา พระเถระชื่ออุปติสสะเป็นอัครสาวก พระเถระชื่อโกลิตะเป็นอัครสาวกที่สอง พุทธอุปฐากชื่ออานนท์ พระเถรีนามว่าเขมาเป็นอัครสาวิกา พระเถรีนามว่าอุบลวรรณาเป็นอัครสาวิกาที่สองเขามีญาณแก่กล้าแล้ว ออกมหาภิเนษกรมณ์ ตั้งความเพียรอย่างใหญ่ รับข้าวปายาสที่โคนต้นไทร เสวยที่ฝั่งเเม่น้ำเนรัญชรา ขึ้นสู่โพธิมณฑลจักตรัสรู้ที่โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์ ดังนี้

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทีปังกร ผู้ทรงรู้แจ้ง
ซึ่งโลก ผู้ทรงรับเครื่องบูชา ประทับยืน ณ เบื้องศีรษะ
ได้ตรัสคำนี้กะเราว่า พวกท่านจงดูดาบสผู้เป็นชฏิลผู้มี
ตบะสูงนี้ เขาจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลกในกัปที่นับ
ไม่ถ้วนแต่กัปนี้ เขาเป็นตถาคตจะออกจากนครชื่อ
กบิลพัสดุ์ อันน่ารื่นรมย์ ตั้งความเพียร กระทำทุกรกิริยา
นั่งที่โคนต้นอชปาลนี้โครธประคองข้าวปายาส
ไปยังแม่น้ำเนรัญชราในที่นั้น พระชินเจ้าพระองค์นั้น
ทรงถือข้าวปายาสไปที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จถึงโคน
ต้นโพธิ์โดยทางที่เขาแต่งไว้ดีแล้ว ลำดับนั้นพระสัม

พุทธเจ้าผู้ทรงมีพระยศใหญ่มิมีใครยิ่งกว่ากระทำประ
ทักษิณโพธิมณฑลแล้ว จักตรัสรู้ที่โคนต้นโพธิ
พระมารดาผู้เป็นชนนีของเขาจักมีนามว่า มายา
พระบิดาจักมีนามว่าสุทโธทนะ เขาจักมีนามว่า โคดม
พระโกลิตะและอุปติสสะจักเป็นอัครสาวก ผู้หาอาสวะมิได้ปราศ
จากราคะแก้ว มีจิตอันสงบตั้งมั่น
.อุปฐากนามว่าอานนท์จักเป็นอุปฐากพระชินเจ้านั้น.
นางเขมาและนางอุบลวรรณาจักเป็นอัครสาวิกา ผู้หาอาสวะมิได้ปราศราคะแล้ว มีจิตสงบตั้งมั่น
.
ต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น จักเรียกกันว่า อัสสัตถพฤกษ์ดังนี้
.

 

สุเมธดาบสได้บังเกิดโสมนัสว่า นัยว่าความปรารถนาของเราจักสำเร็จดังนี้ มหาชนได้ฟังพระดำรัสของพระทศพลทีปังกรแล้วต่างได้พากันร่าเริงยินดีว่า นัยว่าสุเมธดาบสเป็นพืชแห่งพระพุทธเจ้า เป็นหน่อแห่งพระพุทธเจ้าและพวกเขาเหล่านั้นก็ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ธรรมดาว่าบุรุษเมื่อจะข้ามแม่น้ำ ไม่สามารถข้ามโดยท่าโดยตรงได้ ย่อมข้ามโดยท่าข้างใต้ฉันใด แม้พวกเราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อไม่ได้มรรคและผลในศาสนาของพระทศพลทีปังกร ในกาลใดในอนาคตท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า ในกาลนั้นพวกเราพึงสามารถกระทำให้แจ้งซึ่งมรรคและผลในที่ต่อหน้าของท่านดังนี้ ต่างพากันตั้งความปรารถนาไว้.

 

พระทศพลทีปังกรและพระขีณาสพสี่แสนบูชาพระโพธิสัตว์

 

แม้พระทศพลทีปังกรทรงสรรเสริญพระโพธิสัตว์ ทรงบูชาด้วยดอกไม้ ๘ กำมือทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จหลีกไป แม้พระขีณาสพนับได้สี่แสนต่างก็พากันบูชาพระโพธิสัตว์ ด้วยของหอมและพวงดอกไม้ กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป พระโพธิสัตว์ลุกขึ้นจากที่นอนในเวลาที่คนทั้งปวงหลีกไปแล้ว คิดว่า เราจักตรวจตราดูบารมีทั้งหลาย ดังนี้ จึงนั่งขัดสมาธิบนที่สุดของกองดอกไม้เมื่อพระโพธิสัตว์นั่งแล้วอย่างนี้ เทวดาในหมื่นจักรวาลทั้งสิ้นได้ให้สาธุการกล่าวว่า ข้าแด่พระผู้เป็นเจ้าสุเมธดาบสในเวลาที่พระโพธิสัตว์เก่าก่อนทั้งหลายนั่งขัดสมาธิด้วยคิดว่า เราจักตรวจตราบารมีทั้งหลาย ชื่อว่าบุรพนิมิตเหล่าใดจะปรากฏ บุรพนิมิตเหล่านั้นแม้ทั้งหมดปรากฏแจ่มแจ้งแล้วในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย พวกเราก็รู้ข้อนั้น นิมิตเหล่านี้ปรากฏแก่ผู้ใด ผู้นั้นจะเป็นพระพุทธเจ้าโดยส่วนเดียว ท่านจงประคองความเพียรของตนให้มั่นดังนี้ กล่าวสรรเสริญพระโพธิสัตว์ ด้วยคำสรรเสริญนานาประการ.

 

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า

คนและเทวาดา (นรมรู) ได้ฟังคำนี้ ของพระพุทธเจ้าผู้หา
ผู้เสมอมิได้ ผู้ทรงแสวงหาคุณใหญ่ ต่างยินดีว่า ดาบส
นี้เป็นพืชและเป็นหน่อพระพุทธเจ้า เสียงโห่ร้องดัง
ลั่นไป มนุษย์พร้อมเทวดาในหมื่นโลกธาตุ ต่างปรบมือ
หัวเราะร่า ต่างประคองอัญชลีนมัสการ ถ้าพวกเรา
จักพลาดศาสนาของพระโลกนาถ ก็จักอยู่เฉพาะหน้า
ท่านผู้นี้ในกาลไกลในอนาคต
.

 

มนุษย์เมื่อจะข้ามฝั่งพลาดท่าที่ตั้งอยู่เฉพาะหน้าก็
จะถือเอาท่าข้างใต้ข้ามแม่น้ำใหญ่ต่อไปได้ฉันใด
พวกเราแม้ทั้งหมดก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าพ้นพระชินเจ้านี้ไป
ก็จักอยู่เฉพาะหน้าท่านผู้นี้ในกาลไกลในอนาคต
พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทีปังกร ผู้ทรงรู้แจ้งโลก
ผู้ทรงรับเครื่องบูชาทรงกำหนดกรรมของเราไว้แล้ว
จึงทรงยกพระบาทเบื้องขวาเสด็จไป พระสาวกผู้เป็นพระชินบุตร
เหล่าใดได้มีอยู่ในที่นั้น เหล่านั้นทั้งหมดได้ทำประทักษิณเรา
.

 คน นาค คนธรรพ์ ต่างก็กราบไหว้แล้วหลีกไป
เมื่อพระโลกนายกพร้อมด้วยพระสงฆ์ล่วงทัศนวิสัย
ของเราแล้ว มีจิตยินดีและร่าเริง เราจึงลุกขึ้นจาก
อาสนะในบัดนั้น ครั้งนั้นเราสบายใจด้วยความสุข
บันเทิงใจด้วยความปราโมทย์ ท่วมท้นด้วยปีติ
นั่งขัดสมาธิอยู่ ที่นั้นเรานั่งขัดสมาธิแล้วคิดได้อย่างนี้ว่า
เราเป็นผู้ชำนาญในฌาน ถึงความเต็มเปี่ยมในอภิญญาแล้ว
ในโลกตั้งพันฤๅษีที่เสมอกับเราไม่มี เราไม่มีใครเสมอ
ในฤทธิธรรม จึงได้ความสุขเช่นนี้ ในการนั่งขัด
สมาธิของเราเทวดาและมนุษย์ผู้อาศัยอยู่ในหมื่นจักรวาล
ต่างเปล่งเสียงบรรลือลั่นว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
นิมิตใดจะปรากฏในการนั่งขัดสมาธิของพระโพธิสัตว์ในกาลก่อน
นิมิตเหล่านั้น ก็ปรากฏแล้วในวันนี้
.

 

ความหนาวก็เหือดหาย ความร้อนก็ระงับ เหล่านี้ก็ปรากฏในวันนี้
ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
(ธุวํ พุทฺโธ ภวิสฺสสิ),

โลกธาตุหมื่นหนึ่งก็ปราศจากเสียง ไม่มีความยุ่งเหยิง เหล่านี้ก็ปรากฏในวันนี้
ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

พายุใหญ่ก็ไม่พัด แม่น้ำลำคลองก็ไม่ไหล เหล่านี้ปรากฏในวันนี้
ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

 ดอกไม้ทั้งหลายที่เกิดบนบกและเกิดในน้ำทั้งหมดต่างก็บานในทันใด
ดอกไม้เหล่านั้นทั้งหมดก็ผลิตผลในวันนี้ รัตนะทั้งหลายที่ตั้งอยู่ใน
อากาศและตั้งอยู่บนพื้นดิน ต่างก็ส่องแสงในทันใดรัตนะแม้เหล่านั้น
ก็ส่องแสงในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

ดนตรีทั้งของมนุษย์และเป็นทิพย์ต่างบรรเลงขึ้นในทันใด
แม้ทั้งสองอย่างนั้นก็ขับขานขึ้นในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

ท้องฟ้ามีดอกไม้สวยงาม ก็ตกลงเป็นฝนในทันใด
แม้เหล่านั้นก็ปรากฏในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

มหาสมุทรก็ม้วนตัวลง โลกธาตุหมื่นหนึ่งก็หวั่นไหวแม้ทั้ง
สองอย่างนั้นก็ดังลั่นไปในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

พระอาทิตย์ก็ปราศจากเมฆหมอก ดาวทั้งปวงก็มองเห็นได้แม้เหล่านี้
ก็ปรากฏในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

น้ำพุ่งประทุขึ้นจากแผ่นดินโดยที่ฝนมิได้ตกเลย วันนี้น้ำก็พุ่ง
ประทุขึ้นในทันใดนั้น ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

หมู่ดาวก็สว่างไสว ดาวฤกษ์ก็สว่างไสวในท้องฟ้าพระจันทร์
ประกอบด้วยวิสาขฤกษ์ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

สัตว์ที่อาศัยอยู่ในโพรงอาศัยอยู่ในซอกเขาต่างถืออกมาจากที่อยู่ของตน
วันนี้แม้สัตว์เหล่านี้ก็ทิ้งที่อยู่อาศัย ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

ความไม่ยินดีไม่มีแก่สัตว์ทั้งหลายเขาต่างถือสันโดษ
วันนี้สัตว์แม้เหล่านั้นทั้งหมดก็ถือสันโดษ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

คราวนั้นโรคทั้งหลายก็สงบระงับและความหิวก็พินาศไป
วันนี้ก็ปรากฏ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

คราวนั้นราคะก็เบาบาง โทสะโมหะก็พินาศ กิเลสเหล่านั้น
ทั้งปวงก็ปราศจากไป ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

คราวนั้นภัยก็ไม่มี แม้วันนี้ข้อนั้นก็ปรากฏ พวกเรารู้
ได้ด้วยนิมิตนั้น ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

ธุลีไม่ฟุ้งขึ้นเบื้องบน แม้วันนี้ข้อนั้นก็ปรากฏ
พวกเรารู้ได้ด้วยนิมิตนั้น ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

กลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาก็ถอยห่างไป มีแต่กลิ่นทิพย์ฟุ้งไปทั่ว
วันนี้แม้กลิ่นก็ฟุ้งอยู่ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

เหล่าเทวดาทั้งสิ้นเว้นอรูปพรหมก็ปรากฏ วันนี้เทวดาแม้เหล่านั้น
ทั่งหมดก็มองเห็นได้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

ขึ้นชื่อว่านรกมีเพียงใด ทั้งหมดนั้นก็เห็นได้ในทันใด
แม้วันนี้ก็ปรากฏทั้งหมด ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

คราวนั้นฝาผนัง บานประตู แผ่นหิน ไม่เป็นเครื่องกีดขวางได้
แม้สิ่งเหล่านั้นวันนี้ก็กลายเป็นที่ว่างหมด ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

การจุติ การอุบัติไม่มีในขณะนั้น วันนี้นิมิตเหล่านั้น
ก็ปรากฏ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
,

ท่านจงประคองความเพียรให้มั่นอย่าได้ลอยกลับจงก้าวหน้าไป
แม้พวกเราก็รู้ข้อนั้น ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน ดังนี้
.

พระโพธิสัตว์ได้ฟังพระดำรัสของพระทศพลทีปังกรและถ้อยคำของเทวดาในหมื่นจักรวาล เกิดความอุตสาหะโดยประมาณยิ่งขึ้นจึงคิดว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระดำรัสไม่ว่างเปล่า ถ้อยคำของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีเป็นอย่างอื่น เหมือนอย่างว่า

) ก้อนดินที่ขว้างไปในอากาศจะต้องตก (อากาเส ขิตฺตเลฑฺฑุสฺส ปตนํ)
) สัตว์ที่เกิดแล้ว จะต้องตาย (ธุวํ ชาตสฺส มรณํ)
) เมื่ออรุณขึ้นพระอาทิตย์ก็ต้องขึ้น (อรุเณ อุคฺคเต สุริยสฺส อุฏฺฐานํ)
) ราชสีห์ที่ออกจากถ้ำที่อาศัยจะต้องบันลือสีหนาท (อาสยา นิกฺขนฺตสีหสฺส สีหนาทนทนํ)
) หญิงที่ครรภ์แก่จะต้องปลดเปลื้องภาระ [คลอด] (ครุคพฺภาย อิตฺถิยา ภารโมจนํ) เป็นของแน่นอน
จะต้องมีเป็นแน่แท้
(ธุวํ อวสฺสํภาวี) ฉันใด ธรรมดาพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมเป็นของแน่นอนไม่ว่างเปล่าฉันนั้น เราจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ดังนี้

 

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า

เราฟังพระดำรัสของพระพุทธเจ้า และของเทวดา
ในหมื่นจักรวาลทั้งสองฝ่ายแล้ว มีความร่าเริงยินดีเกิดปราโมทย์
จึงคิดขึ้นอย่างนี้ในคราวนั้นว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้เป็นพระ
ชินเจ้าไม่มีพระดำรัสเป็นสอง มีพระดำรัสไม่ว่างเปล่า
พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสไม่จริง เราจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน,

ก้อนดินที่ขว้างไปในท้องฟ้าย่อมตกบนพื้นดินแน่นอนฉันใด พระดำรัส
ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมแน่นอนและเที่ยงตร,

เมื่อถึงเวลาราตรีสิ้น พระอาทิตย์ก็ขึ้นแน่นอนฉันใดพระดำรัสของ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมแน่นอนและเที่ยงตร,

ราชสีห์ที่ลุกขึ้นจากที่นอนจะต้องบันลือสีหนาทแน่นอนฉันใด พระดำรัส
ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมแน่นอนและเที่ยงตร,

สัตว์ผู้มีครรภ์จะต้องเปลื้องภาระ [หญิงมีครรภ์จะต้องตลอด] ฉันใด
พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมแน่นอนและเที่ยงตรง “ ดังนี้
.