img 0663

เจริญพระพุทธมนต์เนื่องในวันวิสาขบูชา

 

นำสวดสาธยายโดย: พระมหาประนอม ธมฺมาลงฺกาโร

 

 

สรชฺชํ สเสนํ สพนฺธุํ นรินฺทํ ปริตฺตานุภาโว สทา รกฺขตูติ ผริตฺวาน เมตฺตํ สเมตฺตา ภทนฺตา อวิกฺขิตฺตจิตฺตา ปริตฺตํ ภณนฺตุ,

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้เพียบพร้อมด้วยเมตตา จงแผ่ไมตรีจิต ด้วยคิดว่า ขออานุภาพแห่งพระปริตรจงรักษาพระราชา ผู้เป็นจอมแห่งนรชน พร้อมด้วยราชสมบัติ พร้อมด้วยราชวงศ์ พร้อมด้วยเสนามาตย์ แล้วอย่าได้มีจิตฟุ้งซ่าน จงตั้งใจสวดพระปริตรเถิด;

สมนฺตา จกฺกวาเฬ อนฺตราคจฺฉนฺตุ เทวตา, สทฺธมฺมํ มุนิราชสฺส สณนฺตุ สคฺคโมกฺขทํ,

ขออันเชิญเทวดาในจักวาฬทั้งหลายโดยรอบมาสู่สถานที่นี้, ขอเชิญฟังพระสัทธรรมของพระจอมมุนี อันชีทางสวรรค์ และนิพพาน;

 

สคฺเค กาเม จ รูเป คิริสิขรตเฏ จนฺตลิกฺเข วิมาเน, ทีเป รฏฺเฐ จ คาเม ตรุวนคหเน เคหวตฺถุมฺหิ เขตฺเต,

ขอเชิญเหล่าเทพเจ้า ผู้สถิตอยู่สวรรค์ชั้นกามเทพก็ดี ชั้นรูปพรหมก็ดี และภูมมเทวดา ผู้สถิตอยู่ในวิมาน ในยอดภูเขา ในหุบผา ในอากาศ บนเกาะ ในแว่นแคว้น ในบ้าน ในต้นพฤกษา ในป่าชัฏ ในเรือน และในไร่นา ก็ดี;

 

ภุมฺมา จายนฺตุ เทวา ชลถลวิสเม ยกฺขคนฺธพฺพนาคา ติฏฺฐนฺตา สนฺติเก, ยํ มุนิวรวจนํ สาธโว เม สุณนฺตุ.

และยักษ์ คนธรรพ์ นาค ผู้สถิตอยู่ในนำ้ บนบก ในที่ไม่ราบเรียบ อันอยู่ในที่ใกล้เคียงก็ดี ขอจงมาประชุมพร้อมกันในที่นี้, ถ้อยคำใด เป็นของพระมหามุนี ขอท่านสาธุชนทั้งหลาย จงตั้งใจสดับถ้อยคำนั้น อันข้าพเจ้าจักกล่าว.

 

ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา, ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา, ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา.

ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังพระสัทธรรม.

 

รตฺตนตฺตยปฺปณาม (นอบน้อมแด่พระรัตนตรัย)

 

อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา,

พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์,

ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง;

พุทธํ ภควนฺตํ อภิวาเทมิ.

ข้าพเจ้า อภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน.

 

สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม,

พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว;

ธมฺมํ นมสฺสามิ.

ข้าพเจ้า นมัสการพระธรรม.

 

สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ,

พระสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว;

สงฺฆํ นมามิ.

ข้าพเจ้า นอบน้อมพระสงฆ์.

 

ปุพฺพภาคนมการ

(หนฺท มยํ พุทฺธสฺส ภควโต ปุพฺพภาคนมการํ กโรม เส.)

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น,

ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.

(สวด ๓ ครั้ง)

 

 

พุทฺธานุสฺสติ

(หนฺท มยํ พุทฺธานุสฺสตินยํ กโรม เส)

 

ตํ โข ปน ภควนฺตํ เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต,

ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า;

อิติปิ โส ภควา,

แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น;

อรหํ,

เป็นผู้ไกลจากกิเลส;

สมฺมาสมฺพุทฺโธ,

เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง;

วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน,

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ;

สุคโต,

เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี;

โลกวิทู,

เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง;

อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ,

เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า;

สตฺถา เทวมนุสฺสานํ,

เป็นครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย;

พุทฺโธ,

เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม;

ภควาติ.

เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้.

 

ธมฺมานุสฺสติ

(หนฺท มยํ ธมฺมานุสฺสตินยํ กโรม เส)

 

สฺวาขาโต ภควตา ธมฺโม,

พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว,

สนฺทิฏฺฐิโก,

เป็นธรรมที่ผู้ศึกษา และปฏิบัติ พึงเป็นได้ด้วยตนเอง,

อกาลิโก,

เป็นธรรมที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล,

อหิปสฺสิโก,

เป็นธรรมที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด,

โอปนยิโก,

เป็นธรรมที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว,

ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ.

เป็นธรรมที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้.

 

สงฺฆานุสฺสติ

(หนฺท มยํ สงฺฆานุสฺสตินยํ กโรม เส)

 

สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ,

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว,

อุชุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ,

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติตรงแล้ว,

ญายปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ,

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว,

สามีจิปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ,

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติสมควรแล้ว,

ยทิทํ,

ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ:

จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐปุริสปุคฺคลา,

คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษ ได้ ๘ บุรุษ,

เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ,

นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า,

อาหุเนยฺโย,

เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา;

ปาหุเนยฺโย,

เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดได้ต้อนรับ,

ทกฺขิเณยฺโย,

เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน,

อญฺชลิกรณีโย,

เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี,

อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ.

เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้.

 

 

บทขัดอนัตตลักขณสูตร

 

ยนฺตํ สตฺเตหิ ทุกฺเขน, เญยฺยํ อนตฺตลกฺขณํ,

อตฺตวาทาตฺตสญฺญานํ, สมฺมเทว วิโมจนํ.

 

สมฺพุทฺโธ ตํ ปกาเสสิ, ทิฏฺฐสจฺจาน โยคินํ,

อุตฺตรึ ปฏิเวธาย, ภาเวตุํ ญาณมุตฺตมํ.

 

อนัตตลักษณะใด อันสัตว์ทั้งหลาย พึงหยั่งรู้โดยนัยเป็นทุกข์,
ทำให้ผู้มีความสำคัญหมายและความเห็นว่า เป็นอัตตา หลุนพ้นได้โดยชอบ,

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประกาศอนัตตลักษณะนั้น
แก่พระโยคีทั้งหลาย คือ พระปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ผู้เห็นสัจจะแล้ว
เพื่อการแทงตลอดธรรมเบื้องสูง ทำญาณชั้นเลิศให้บังเกิดขึ้น.

 

ยนฺเตสํ ทิฏฺฐธมฺมานํ, ญาเณนุปปริกฺขตํ,

สพฺพาสเวหิ จิตฺตานิ, วิมุจฺจึสุ อเสสโต.

 

ตถา ญาณานุสาเรน, สาสนํ กาตุมิจฺฉตํ,

สาธูนํ อตฺถสิทฺธตฺถํ, ตํ สุตฺตนฺตํ ภณาม เส.

 

ท่านผู้มีธรรมอันเห็นแล้วเหล่านั้น ใคร่ครวญพิจารณาด้วยปัญญา
โดยประการใด จึงมีจิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งปวง โดยไม่มีส่วนเหลือ,

เราทั้งหลายจงสวดพระสูตรนั้น เพื่อความสำเร็จประโยชน์แก่สาธุชนทั้งหลาย
ผู้ปรารถนากระทำตามคำสอน ด้วยการใช้ญาณน้อมนึกไปตามโดยประการนั้น เทอญ.

 

อนัตตลักขณสูตร (วิ. มหา. /๒๐)

 

เอวมฺเม สุตํ,

ข้าพเจ้า ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ว่า

เอกํ สมยํ ภควา พาราณสิยํ วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเย.

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพารณสี

ตตฺร โข ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู อามนฺเตสิ :

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาแล้ว ตรัสว่า

รูปํ ภิกฺขเว อนตฺตา,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปมิใช่อัตตา

รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็หากรูปนี้จักเป็นอัตตาแล้วไชร้

นยิทํ รูปํ อาพาธาย สํวตฺเตยฺย,

รูปนี้ ก็คงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ

ลพฺเภถ จ รูเป,

ทั้งยังจะได้ตามความปรารถนาในรูปว่า

เอวํ เม รูปํ โหตุ เอวํ เม รูปํ มา อโหสีติ.

ขอรูปของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว รูปํ อนตฺตา,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่รูปมิใช่อัตตา

ตสฺมา รูปํ อาพาธาย สํวตฺตติ,

ฉะนั้น รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ

น จ ลพฺภติ รูเป,

และไม่ได้ตามความปรารถนาในรูปว่า

เอวํ เม รูปํ โหตุ, เอวํ เม รูปํ มา อโหสีติ.

ขอรูปของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

 

 

เวทนา อนตฺตา.

เวทนา มิใช่อัตตา

เวทนา จ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็หากเวทนานี้จักเป็นอัตตาแล้วไชร้

นยิทํ เวทนา อาพาธาย สํวตฺเตยฺย,

เวทนานี้ ก็คงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ

ลพฺเภถ จ เวทนาย,

ทั้งยังได้ตามความปรารถนาในเวทนาว่า

เอวํ เม เวทนา โหตุ เอวํ เม เวทนา มา อโหสีติ.

ขอเวทนาของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว เวทนา อนตฺตา,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่เวทนามิใช่อัตตา

ตสฺมา เวทนา อาพาธาย สํวตฺตติ,

ฉะนั้น เวทนาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ

น จ ลพฺภติ เวทนาย,

และไม่ได้ตามความปรารถนาในเวทนาว่า

เอวํ เม เวทนา โหตุ, เอวํ เม เวทนา มา อโหสีติ.

ขอเวทนาของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

 

 

สญฺญา อนตฺตา.

สัญญา มิใช่อัตตา

สญฺญา จ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็หากสัญญานี้จักเป็นอัตตาแล้วไชร้

นยิทํ สญฺญา อาพาธาย สํวตฺเตยฺย.

สัญญานี้ ก็คงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ

ลพฺเภถ จ สญฺญาย,

ทั้งยังจะได้ตามความปรารถนาในสัญญาว่า

เอวํ เม สญฺญา โหตุ, เอวํ เม สญฺญา มา อโหสีติ.

ขอสัญญาของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว สญฺญา อนตฺตา,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่สัญญามิใช่เป็นอัตตา

ตสฺมา สญฺญา อาพาธาย สํวตฺตติ,

ฉะนั้น สัญญาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ

น จ ลพฺภติ สญฺญาย,

และไม่ได้ตามความปรารถนาในสัญญาว่า

เอวํ เม สญฺญา โหตุ, เอวํ เม สญฺญา มา อโหสีติ.

ขอสัญญาของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

 

 

สงฺขารา อนตฺตา.

สังขาร มิใช่อัตตา

สงฺขารา จ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺสํสุ,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็หากสังขารนี้จักเป็นอัตตาแล้วไชร้

นยิทํ สงฺขารา อาพาธาย สํวตฺเตยฺยุํ.

สังขารนี้ ก็คงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ

ลพฺเภถ จ สงฺขาเรสุ,

ทั้งยังจะได้ตามความปรารถนาในสังขารว่า

เอวํ เม สงฺขารา โหนฺตุ, เอวํ เม สงฺขารา มา อเหสุนฺติ.

ขอสังขารของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว สงฺขารา อนตฺตา,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่สังขารมิใช่อัตตา

ตสฺมา สงฺขารา อาพาธาย สํวตฺตนฺติ,

ฉะนั้น สังขารจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ

น จ ลพฺภติ สงฺขาเรสุ,

และไม่ได้ตามความปรารถนาในสังขารว่า

เอวํ เม สงฺขารา โหนฺตุ, เอวํ เม สงฺขารา มา อเหสุนฺติ.

ขอสังขารของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

 

 

วิญฺญาณํ อนตฺตา.

วิญญาณ มิใช่อัตตา

วิญฺญาณญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็หากวิญญาณนี้จักเป็นอัตตาแล้วไชร้

นยิทํ วิญฺญาณํ อาพาธาย สํวตฺเตยฺย,

วิญญาณนี้ ก็คงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ

ลพฺเภถ จ วิญฺญาเณ,

ทั้งยังจะได้ตามความปรารถนาในวิญญาณว่า

เอวํ เม วิญฺญาณํ โหตุ, เอวํ เม วิญฺญาณํ มา อโหสีติ.

ขอวิญญาณของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว วิญฺญาณํ อนตฺตา,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่วิญญาณมิใช่อัตตา

ตสฺมา วิญฺญาณํ อาพาธาย สํวตฺตติ,

ฉะนั้น วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ

น จ ลพฺภติ วิญฺญาเณ,

และไม่ได้ตามความปรารถนาในวิญญาณว่า

เอวํ เม วิญฺญาณํ โหตุ, เอวํ เม วิญฺญาณํ มา อโหสีติ.

ขอวิญญาณของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

 

 

ตรัสถามความเห็นของพระปัญจวัคคีย์

 

(๒๑) ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน?

รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ?

รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
อนิจฺจํ ภนฺเต.

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า: ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ.

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?

ทุกฺขํ ภนฺเต.

เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.

ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ,

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ, เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ?

ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั้น นั่นเป็นอัตตาของเรา?

โน เหตํ ภนฺเต.

ไม่ควรเห็นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า

 

 

ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน?

เวทนา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ?

เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?

อนิจฺจา ภนฺเต.

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า: ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ?

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?

ทุกฺขํ ภนฺเต.

เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.

ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ,

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ, เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ?

ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั้่น นั่นเป็นอัตตาของเรา?

โน เหตํ ภนฺเต.

ไม่ควรเห็นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า.

 

 

ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน?

สญฺญา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ?

สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?

อนิจฺจา ภนฺเต.

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า: ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ?

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?

ทุกฺขํ ภนฺเต.

เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.

ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ,

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ, เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ?

ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา?

โน เหตํ ภนฺเต.

ไม่ควรเห็นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า.

 

 

ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน?

สงฺขารา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ?

สังขารเที่ยงหรือไม่เที่ยง?

อนิจฺจา ภนฺเต.

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า: ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ?

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?

ทุกฺขํ ภนฺเต.

เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.

ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ,

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ, เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ?

ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา?

โน เหตํ ภนฺเต.

ไม่ควรเห็นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า.

 

 

ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน?

วิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ?

วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?

อนิจฺจํ ภนฺเต.

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า: ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ?

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?

ทุกฺขํ ภนฺเต.

เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.

ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ,

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ, เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ?

ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา?

โน เหตํ ภนฺเต.

ไม่ควรเห็นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า.

 

 

ตรัสให้พิจารณาโดยยถาภูตญาณทัสสนะ

 

(๒๒) ตสฺมาติห ภิกฺขเว

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ :

 

ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ, อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา, โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา, หีนํ วา ปณีตํ วา, ยํ ทูเร วา สนฺติเก วา,

รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ทั้งที่อยู่ไกลหรือใกล้;

สพฺพํ รูปํ,

รูปทั้งหมดนั่น;

เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ, เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ.

เธอทั้งหลายพึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั้น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา.

 

ยา กาจิ เวทนา อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนา, อชฺฌตฺตา วา พหิทฺธา วา, โอฬาริกา วา สุขุมา วา, หีนา วา ปณีตา วา, ยา ทูเร วา สนฺติเก วา,

เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ทั้งที่อยู่ไกลหรือใกล้;

สพฺพา เวทนา,

เวทนาทั้งหมดนั้น;

เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ, เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ.

เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั้น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา.

 

ยา กาจิ สญฺญา อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนา, อชฺฌตฺตา วา พหิทฺธา วา, โอฬาริกา วา สุขุมา วา, หีนา วา ปณีตา วา, ยา ทูเร วา สนฺติเก วา,

สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ทั้งที่อยู่ไกลหรือใกล้;

สพฺพา สญฺญา,

สัญญทั้งหมดนั้น;

เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ, เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ.

เธอทั้งหลายพึงเห็นสัญญานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา.

 

เย เกจิ สงฺขารา อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนา, อชฺฌตฺตา วา พหิทฺธา วา, โอฬาริกา วา สุขุมา วา, หีนา วา ปณีตา วา, เย ทูเร วา สนฺติเก วา,

สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ทั้งที่อยู่ไกลหรือใกล้;

สพฺเพ สงฺขารา,

สังขารทั้งหมดนั้น;

นตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ, เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ.

เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา.

 

ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ, อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา, โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา, หีนํ วา ปณีตํ วา, ยํ ทูเร วา สนฺติเก วา,

วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ทั้งที่อยู่ไกลหรือใกล้;

สพฺพํ วิญฺญาณํ,

วิญญาณทั้งหมดนั้น;

เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ, เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ.

เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา.

 

(๒๓) เอวํ ปสฺสํ ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก รูปสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ,

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป;

เวทนายปิ นิพฺพินฺทติ,

ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในเวทนา;

สญฺญายปิ นิพฺพินฺทติ,

ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในสัญญา;

สงฺขาเรสุปิ นิพฺพินฺทติ,

ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในสังขาร;

วิญฺญาณสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ,

ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในวิญญาณ;

นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ,

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด;

วิราคา วิมุจฺจติ,

เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น;

วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ,

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว

ขีณา ชาติ, วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ, กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ.

รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี.

 

(๒๔) อิทมโวจ ภควา.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสอนัตตลักขณสูตรนี้จบลงแล้ว.

อตฺตมนา ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุํ.

ภิกษุปัญจวัคคีย์ ต่างมีใจชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

อิมสฺมึ จ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺญมาเน,

ก็แหละเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า กำลังตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่;

ปญฺจวคฺคิยานํ ภิกฺขูนํ อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสูติ.

ภิกษุปัญจวัคคีย์ ก็มีจิตหลุดพ้นแล้ว จากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่น ดังนี้แล.

 

(อนัตตลักขณสูตร จบ)

 

 

สพฺพปตฺติทานคาถา

 

(หนฺท มยํ สพฺพปตฺติทานคาถาโย ภณาม เส.)

 

() ปุญฺญสฺสิทานิ กตสฺส, ยานญฺญานิ กตานิ เม,
เตสญฺจ ภาคิโน โหนฺตุ, สตฺตานนฺตปฺปมาณกา.

 

สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีที่สุดไม่ มีประมาณ,

จงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำในบัดนี้,

และแห่งบุญอื่นที่ได้ทำไว้ก่อนแล้ว.

 

() เย ปิยา คุณวนฺตา จ, มยฺหํ มาตาปิตาทโย,
ทิฏฺฐา เม จาปฺยทิฏฺฐา วา, อญฺเญ มชฺฌตฺตเวริโน.

 

คือจำเป็นสัตว์เหล่าใด, ซึ่งเป็นที่รักใคร่และมีบุญคุณ,

เช่น มารดาบิดาของข้าพเจ้าเป็นต้น ก็ดี, ที่ข้าพเจ้าเห็นแล้ว

หรือไม่ได้เห็น ก็ดี, สัตว์เหล้าอื่นที่เป็นกลาง ๆ หรือเป็นคูเวรกัน ก็ดี.

 

() สตฺตา ติฏฺฐนฺติ โลกสฺมึ, เต ภุมฺมา จตุโยนิกา,
ปญฺเจกจตุโวการา, สํสรนฺตา ภวาภเว.

 

สัตว์ทั้งหลาย ตั้งอยู่ในโลก,

อยู่ในภูมิทั้งสาม อยู่ในกำเนิดทั้วสี่,

มีขันธ์ห้าขันธ์ มีขันธ์ขั้นธ์เดียว มีขันธ์สี่ขันธ์,

กำลังท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ก็ดี.

 

() ญาตํ เย ปตฺติทานมฺเม, อนุโมทนฺตุ เต สยํ,
เย จิมํ นปฺปชานนฺติ, เทวา เตสํ นิเวทยุ.

 

สัตว์เหล่าใด รู้ส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว,

สัตว์เหล่านั้น จงอนุโมทนาเองเถิด,

ส่วนสัตว์เหล่าใด ยังไม่รู้ส่วนบุญนี้,

ขอเทวดาทั้งหลาย จงบอกแก่สัตว์เหล่านั้น ให้รู้ด้วย.

 

() มยา ทินฺนาน ปุญฺญานํ, อนุโมทนเหตุนา,
สพฺเพ สตฺตา สทา โหนฺตุ, อเวรา สุขชีวิโน,
เขมปฺปทญฺจ ปปฺโปนฺตุ, เตสาสา สิชฺฌิตํ สุภา.

 

เพราะเหตุที่ได้อนุโมทนาส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว,

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร อยู่เป็นสุขทุกเมื่อ,

จนถึงบทอันเกษม กล่าวคือพระนิพพาน,

ความปรารถนาดีงามของสัตว์เหล่านั้น จงสำเร็จเถิด.

 

เทวตาอุยโยชนคาถา

 

. ทุกฺขปฺปตฺตา จ นิทฺทุกฺขา, ภยปฺปตฺตา จ นิพฺภยา,

โสกปฺปตฺตา จ นิสฺโสกา, โหนฺตุ สพฺเพปิ ปาณิโน.

 

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ผู้ถึงแล้วซึ่งทุกข์ จงเป็นผู้นิราศทุกข์,

ผู้ถึงแล้วซึ่งภัย จงเป็นผู้ปลอดภัย, ผู้ถึงแล้วซึ่งโศก จงเป็นผู้ไม่มีโศก.

 

. เอตฺตาวตา จ อมฺเหหิ, สมฺภตํ ปุญฺญสมฺปทํ,

สพฺเพ เทวานุโมทนฺตุ, สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา.

 

และขอให้เทวดาทั้งปวง จงอนุโมทนาซึ่งบุญสมบัติ อันที่เราทังหลาย
ได้สร้างสมไว้แล้ว ด้วยเหตุแห่งเการสวดพระปริตรเหล่านี้ เพื่อความสำเร็จแห่งสมบัติทั้งปวง.

 

. ทานํ ททนฺตุ สทฺธาย, สีลํ รกฺขนฺตุ สพฺพทา,

ภาวนาภิรตา โหนฺตุ, คจฺฉนฺตุ เทวตาคตา.

 

ขอเทพดาทั้งหลาย จงให้ทานด้วยศรัทธา, จงรักษาศีลในกาลทั้งปวง,

จงเป็นผู้ยินดียิ่งในภาวนา, ทวยเทพที่มาชุมนุมกันแล้ว ขอเชิญกลับไปเถิด.

 

. สพฺเพ พุทฺธา พลปฺปตฺตา, ปจฺเจกานญฺจ ยํ พลํ,

อรหนฺตานญฺจ เตเชน, รกฺขํ พนฺธามิ สพฺพโส.

 

พระพุทธเจ้าทั้งปวง ทรงถึงความมีพระกำลัง,

กำลังใดแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า และแห่งพระอรหันต์ทั้งหลาย

มีอยู่ ด้วยเดชแห่งกำลังนั้น, ข้าเพเจ้าขอผูกมนต์คุ้มครองโดยประการทั้งปวง.

 

 

ภูมิพลมหาราชวรสฺส ชยมงฺคลวรทานคาถา

 

() ภูมิพโล มหาราชา, ทยฺยานํ รฏฺฐวฑฺฒโน,

ธมฺมิโก ทสธมฺเมหิ, รชฺชํ กาเรติ สพฺพทา.

ทุกฺขโต ทุกฺขเต ทยฺเย, ภยโต ภยตชฺชิเต,

สมุสฺสาโห ปโมเจติ, มหาการุญฺญเจตสา,

เมตฺโตทเกน โตเสติ, ฆมฺเม เทโวว ภูมิเช.

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมหาราช ผู้ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย

ทรงเป็นพระธรรมิกมหาราช ทรงปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรมตลอดมา

ทรงมีพระราชอุตสาหะสม่ำเสมอ ด้วยพระหฤทัยกอปร์ด้วยมหาการุญภาพอันยิ่งใหญ่

ช่วยปลดเปลื้องของชาวไทย ผู้ประสบทุกข์ยากให้พ้นจากความทุกข์ยาก, ผู้ประสบภัยพิบัติ

ให้พ้นจากภัยพิบัติ, ทรงทำให้ชาวไทยชุ่มชื่นใจ ด้วยนำ้พระทัย คือ เมตตาธรรม

เหมือนพระพิรุณโปรยปรายในหน้าแล้ง ทำให้สัตว์บนแผ่นดินชุ่มชื่น ฉะนั้น

 

() ยตฺถ อจฺโจทกํ โหติ, สโมกนฺตํ ปกุพฺพเต,

ยญฺจ สุขํ อโสกญฺจ, ตินฺตํ โสกํ กโรติ นํ,

ยนฺตํ ภชติ ภูมินฺโท, สทุกฺขํ สภยมฺปิจ,

ตตฺถ ทุกฺขํ ว ทุกฺขีนํ, ขีณํ ตสฺสานุภาวโต.

 

สถานที่ใดมีนำ้ท่วม ก็ทรงทำสถานที่นั้นให้มีนำ้พอดี

สถานที่ใดแห้งแล้งขาดแคลนนำ้ ก็ทรงทำที่นั้นให้ฉุ่มชำ่มีนำสมบูรณ์

พระจอมแผ่นดินเสด็จดำเนินถึงสถานที่ใด ๆ ซึ่งมี

ซี่งมีความทุกข์เข็ญและผองภัย ความทุกข์เข็ญ ณ ที่นั้น ๆ

ก็พลันมลายไป ด้วยพระบรมเดชานุภาพของพระองค์.

 

() กตํส สพฺพกิจฺจญฺจ, สพฺพวาจา จ วาจิตา,

จินฺติตา สพฺพจินฺตา จ, สพฺพเสทา จ มุจฺจเร,

สพฺพานิ สพฺพทยฺยานํ, สุขตฺถาย ปวตฺตเร.

 

พระราชกรณียกิจทั้งปวงที่ทรงบำเพ็ญแล้วก็ดี พระราชดำรัสทั้งหมดที่ตรัสแสดงแล้วก็ดี

พระราชดำริทั้งสิ้น ที่ทรงดำริไว้แล้วก็ดี พระเสโททุกหยาดที่หยดลงดินก็ดี

ล้วนเป็นไปเพื่อความสุขและเป็นประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทยทั้งสิ้น.

 

() สพฺพทยฺยา อิมาคมฺม, วิจกฺขณํ นริสฺสรํ,

สมคฺคา เอกจิตฺตา จ, ธมฺเมน ทยฺยวฑฺฒเน,

รฏฺฐสฺส เอกรชฺชญฺจ, ธมฺมเนตฺติญฺจ รกฺขเร.

 

ปวงชนชาวไทยได้อาศัยบารมีแห่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผู้ทรงประปัญญาแจ้งประจักษ์พระองค์นี้ จึงมีความสมัครสมานสามัคคี

มีนำ้ใจร่วมกันในการพัฒนาประเทศไทย ช่วยกันรักษาเอกราช และ

ธรรมเนียมประเพณีของชาติไว้ได้ โดยธรรม.

 

() อิทาเนโส มหาราชา, จตุราสีติสมายุโก,

อีทิเส มงฺคเล กาเล, เทมสฺส วรมงฺคลํ,

รตนตฺตยานุภาเวน, รตนตฺตยเตชสา,

ยํ สพฺพกุสลํ กมฺมํ, อมฺเหหิ ปสุตํ สทา,

ยนฺโน สพฺพปริตฺตญฺจ, ภาณิตํ สิทฺธิทายกํ,

ตสฺส ตสฺสานุภาเวน, ภูมิพโล นราธิโป,

ทีฆายุโก อโรโค จ, สุขิโต อกุโต ภโย,

พลูเปโต สโต โหตุ, สพฺพจินฺตาน ปารคู,

จิรํ รชฺเช ปติฏฺฐาตุ, ปติฏฺฐา ทยฺยวาสินนฺติ.

 

บัดนี้ พระมหาราชเจ้าพระองค์นั้น ทรงเจริญพรชนมายุครบ ๘๔ พรรษาแล้ว

ในมหามงคลสมัยเช่นนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จ

บรมพิตรพระสมภารเจ้าพระองค์นั้น คือ ด้วยเดชานุภาพแห่งพระศรีรัตนตรัย

และด้วยอานุภาพแห่งพระปริตรที่อำนวยความศักดิ์สิทธิ์ให้ทั้งปวง ที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย

ได้สวดสาธยายแล้วนี้ ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า

ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงปราศจากโรคาพาธ ทรงพระเกษมสำราญ หาเภทภัยจากที่ใด ๆ มาพ้องพานมิได้ มีพระพลามัยแข็งแรง มีพระสติมั่นคง ทรงได้รับความสำเร็จแห่งพระราชดำริทั้งปวงสถิตสถาพรอยู่ในไอศูรย์ราชสมบัติ เป็นที่พึ่งแห่งประสกนิกรชาวไทยตลอดกาลนานเทอญ.

 

ที่มาเสียงประกอบบทสวดมนต์ http://www.watchakdaeng.com/