img 0663

เจริญพระพุทธมนต์เนื่องในวันอาสาฬหบูชา

นำสวดสาธยายโดย: พระมหาประนอม ธมฺมาลงฺกาโร

 

รตนตฺตยปฺปณาม (การนอบน้อมพระรัตนตรัย)

 

อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา,

พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์,

ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง;

พุทธํ ภควนฺตํ อภิวาเทมิ.

ข้าพเจ้า อภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน.

สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม,

พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว;

ธมฺมํ นมสฺสามิ.

ข้าพเจ้า นมัสการพระธรรม.

สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ,

พระสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว;

สงฺฆํ นมามิ.

ข้าพเจ้า นอบน้อมพระสงฆ์.

 

ปุพฺพภาคนมการ

 

 

(หนฺท มยํ พุทฺธสฺส ภควโต ปุพฺพภาคนมการํ กโรม เส.)

 

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น, ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง. (สวด ๓ ครั้ง)

 

 

พุทฺธานุสฺสติ

 

(หนฺท มยํ พุทฺธานุสฺสตินยํ กโรม เส)

 

ตํ โข ปน ภควนฺตํ เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต,

ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า;

อิติปิ โส ภควา,

แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น;

อรหํ,

เป็นผู้ไกลจากกิเลส;

สมฺมาสมฺพุทฺโธ,

เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง;

วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน,

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ;

สุคโต,

เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี;

โลกวิทู,

เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง;

อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ,

เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า;

สตฺถา เทวมนุสฺสานํ,

เป็นครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย;

พุทฺโธ,

เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม;

ภควาติ.

เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้.

 

 

ธมฺมานุสฺสติ

 

(หนฺท มยํ ธมฺมานุสฺสตินยํ กโรม เส)

 

สฺวาขาโต ภควตา ธมฺโม,

พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว,

สนฺทิฏฺฐิโก,

เป็นธรรมที่ผู้ศึกษา และปฏิบัติ พึงเป็นได้ด้วยตนเอง,

อกาลิโก,

เป็นธรรมที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล,

เอหิปสฺสิโก,

เป็นธรรมที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด,

โอปนยิโก,

เป็นธรรมที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว,

ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ.

เป็นธรรมที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้.

 

 

สงฺฆานุสฺสติ

 

(หนฺท มยํ สงฺฆานุสฺสตินยํ กโรม เส)

 

สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ,

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว,

อุชุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ,

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติตรงแล้ว,

ญายปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ,

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว,

สามีจิปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ,

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติสมควรแล้ว,

ยทิทํ,

ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ:

จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐปุริสปุคฺคลา,

คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษ ได้ ๘ บุรุษ,

เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ,

นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า,

อาหุเนยฺโย,

เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา;

ปาหุเนยฺโย,

เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดได้ต้อนรับ,

ทกฺขิเณยฺโย,

เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน,

อญฺชลิกรณีโย,

เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี,

อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ.

เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้.

 

 

. ขุมนุมเทวดา

 

สรชฺชํ สเสนํ สพนฺธุํ นรินฺทํ ปริตฺตานุภาโว สทา รกฺขตูติ

ผริตฺวาน เมตฺตํ สเมตฺตา ภทนฺตา อวิกฺขิตฺตจิตฺตา ปริตฺตํ ภณนฺตุ,

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้เพียบพร้อมด้วยเมตตา จงแผ่ไมตรีจิต ด้วยคิดว่า ขออานุภาพแห่งพระปริตรจงรักษาพระราชา ผู้เป็นจอมแห่งนรชน พร้อมด้วยราชสมบัติ พร้อมด้วยราชวงศ์ พร้อมด้วยเสนามาตย์ แล้วอย่าได้มีจิตฟุ้งซ่าน จงตั้งใจสวดพระปริตรเถิด

 

สมนฺตา จกฺกวาเฬ อนฺตราคจฺฉนฺตุ เทวตา, สทฺธมฺมํ มุนิราชสฺส สณนฺตุ สคฺคโมกฺขทํ,

ขออันเชิญเทวดาในจักวาฬทั้งหลายโดยรอบมาสู่สถานที่นี้, ขอเชิญฟังพระสัทธรรมของพระจอมมุนี อันชีทางสวรรค์ และนิพพาน

 

สคฺเค กาเม จ รูเป คิริสิขรตเฏ จนฺตลิกฺเข วิมาเน, ทีเป รฏฺเฐ จ คาเม ตรุวนคหเน เคหวตฺถุมฺหิ เขตฺเต,

ขอเชิญเหล่าเทพเจ้า ผู้สถิตอยู่สวรรค์ชั้นกามเทพก็ดี ชั้นรูปพรหมก็ดี และภูมมเทวดา ผู้สถิตอยู่ในวิมาน ในยอดภูเขา ในหุบผา ในอากาศ บนเกาะ ในแว่นแคว้น ในบ้าน ในต้นพฤกษา ในป่าชัฏ ในเรือน และในไร่นา ก็ดี

 

ภุมฺมา จายนฺตุ เทวา ชลถลวิสเม ยกฺขคนฺธพฺพนาคา ติฏฺฐนฺตา สนฺติเก, ยํ มุนิวรวจนํ สาธโว เม สุณนฺตุ.

และยักษ์ คนธรรพ์ นาค ผู้สถิตอยู่ในนำ้ บนบก ในที่ไม่ราบเรียบ อันอยู่ในที่ใกล้เคียงก็ดี ขอจงมาประชุมพร้อมกันในที่นี้, ถ้อยคำใด เป็นของพระมหามุนี ขอท่านสาธุชนทั้งหลาย จงตั้งใจสดับถ้อยคำนั้น อันข้าพเจ้าจักกล่าว

 

ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา, ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา, ธมฺมสฺสวนกาโล อยมฺภทนฺตา.

ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังพระสัทธรรม.

 

 

บทขัดธรรมจักร

 

.

อนุตฺตรํ อภิสมฺโพธึ, สมฺพุชฺฌิตฺวา ตถาคโต,

ปฐมํ ยํ อเทเสสิ, ธมฺมจกฺกํ อนุตฺตรํ.

.

สมฺมเทว ปวตฺเตนฺโต, โลเก อปฺปฏิวตฺติยํ,

ยตฺถากฺขาตา อุโภ อนฺตา, ปฏิปตฺติ จ มชฺฌิมา.

.

จตุสฺวริยสจฺเจสุ, วิสุทฺธํ ญาณทสฺสนํ,

 

พระตถาคตเจ้า ทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว

เมื่อจะทรงประกาศธรรมยังไม่มีใครแสดงโดยชอบในโลก,

ได้ทรงแสดงพระธัมมจักรอันประเสริฐใดก่อน,

ตรัสบอกส่วนที่สุดสองอย่าง และข้อปฏิบัติสายกลาง

เป็นปัญญารู้เห็นอย่างหมดจด ในอริยสัจสี่ ในพระสูตรใด

 

เทสิตํ ธมฺมราเชน, สมฺมาสมฺโพธิกิตฺตนํ.

.

นาเมน วิสฺสุตํ สุตฺตํ, ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนํ,

เวยฺยากรณปาเฐน, สงฺคีตํ ตํ ภณาม เส.

 

เราทั้งหลาย จงสวดพระสูตรนั้น ที่พระธรรมราชาทรงแสดงแล้ว ปรากฏโดยชื่อว่า

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นพระสูตรที่ประกาศความตรัสรู้ธรรมด้วยพระองค์เอง

ซึ่งพระธรรมสังคีติกาจารย์รวบรวมยกขึ้นไว้โดยเป็นพระบาฬีประเภทร้อยกรองเถิด.

 

 

พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (วิ. มหาวิ. /๑๓)

 

. อวมฺเม สุตํ,

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว อย่างนี่้ว่า

เอกํ สมยํ ภควา พาราณสิยํ วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเย.

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี

 

. ตตฺร โข ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู อามนฺเตสิ,

ณ ที่นั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาแล้ว ตรัสว่า

 

เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุดสองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ

 

. โย จายํ กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยโค หีโน คมฺโม โปถุชฺชนิโก อนริโย อนตฺถสญฺหิโต, โย จายํ อตฺตกิลมถานุโยโค ทุกฺโข อนริโย อนตฺถสญฺหิโต.

 

คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑

 

. เอเต โข ภิกฺขเว อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั่น ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

 

. กตมา จ สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน?

 

. อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค. เสยฺยถีทํ. สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ.

ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ การเจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ การเลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความพยายามชอบ ๑ ความระลึกชอบ ๑ ความตั้งจิตชอบ ๑

 

. อยํ โข สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แล คือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

 

. อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขํ อริยสจฺจํ. ชาติปิ ทุกฺขา, ชราปิ ทุกฺขา, มรณมฺปิ ทุกฺขํ, อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข, ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข, ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ, ตมฺปิ ทุกฺขํ, สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

 

. อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ. ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี. เสยฺยถีทํ. กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.

 

๑๐. อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ. โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ ด้วยการสำรอกโดยไม่มีส่วนเหลือ การสละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน.

 

๑๑. อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสจฺจํ. อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค. เสยฺยถีทํ. สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ การเจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ การเลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความพยายามชอบ ๑ ความระลึกชอบ ๑ ความตั้งจิตชอบ ๑

 

๑๒. อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ, ญาณํ อุทปาทิ, ปญฺญา อุทปาทิ, วิชฺชา อุทปาทิ, อาโลโก อุทปาทิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ.

 

๑๓. ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ, ญาณํ อุทปาทิ, ปญฺญา อุทปาทิ, วิชฺชา อุทปาทิ, อาโลโก อุทปาทิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้.

 

๑๔. ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺญาตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ, ญาณํ อุทปาทิ, ปญฺญา อุทปาทิ, วิชฺชา อุทปาทิ, อาโลโก อุทปาทิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว.

 

๑๕. อิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ, ญาณํ อุทปาทิ, ปญฺญา อุทปาทิ, วิชฺชา อุทปาทิ, อาโลโก อุทปาทิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ.

 

๑๖. ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ, ญาณํ อุทปาทิ, ปญฺญา อุทปาทิ, วิชฺชา อุทปาทิ, อาโลโก อุทปาทิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย.

 

๑๗. ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหีนนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ, ญาณํ อุทปาทิ, ปญฺญา อุทปาทิ, วิชฺชา อุทปาทิ, อาโลโก อุทปาทิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล เราได้ละแล้ว

 

 

๑๘. อิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ, ญาณํ อุทปาทิ, ปญฺญา อุทปาทิ, วิชฺชา อุทปาทิ, อาโลโก อุทปาทิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ.

 

๑๙. ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ, ญาณํ อุทปาทิ, ปญฺญา อุทปาทิ, วิชฺชา อุทปาทิ, อาโลโก อุทปาทิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง.

 

๒๐. ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ, ญาณํ อุทปาทิ, ปญฺญา อุทปาทิ, วิชฺชา อุทปาทิ, อาโลโก อุทปาทิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล เราทำให้แจ้งแล้ว.

 

 

๒๑. อิทํ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ, ญาณํ อุทปาทิ, ปญฺญา อุทปาทิ, วิชฺชา อุทปาทิ, อาโลโก อุทปาทิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.

 

๒๒. ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ, ญาณํ อุทปาทิ, ปญฺญา อุทปาทิ, วิชฺชา อุทปาทิ, อาโลโก อุทปาทิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรให้เจริญ.

 

๒๓. ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาวิตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ, ญาณํ อุทปาทิ, ปญฺญา อุทปาทิ, วิชฺชา อุทปาทิ, อาโลโก อุทปาทิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล เราให้เจริญแล้ว.

 

(ญาณทัสสนะ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒)

 

๒๔. ยาวกีวญฺจ เม ภิกฺขเว อิเมสุ จตูสุ อริยสจฺเจสุ เอวํ ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ น สุวิสุทฺธํ อโหสิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใด

 

เนว ตาวาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ ปจฺจญฺญาสึ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น.

 

๒๕. ยโต จ โข เม ภิกฺขเว อิเมสุ จตูสุ อริยสจฺเจสุ เอวนฺติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ สุวิสุทฺธํ อโหสิ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว.

 

อถาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ ปจฺจญฺญาสึ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.

 

๒๖. ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ, อกุปฺปา เม วิมุตฺติ อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ.

อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป.

 

อิทมโวจ ภควา. อตฺตมนา ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสพระดำรัสนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์ทั้งหลาย ยินดีพอใจ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล

 

๒๗. อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺญมาเน อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ, ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ, สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ.

ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.

 

๒๘. ปวตฺติเต จ ภควตา ธมฺมจกฺเก, ภุมฺมา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ, เอตํ ภควตา พาราณสิยํ อิสิปตเน มิคทาเย อนุตฺตรํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติ.

ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมเทวดาได้บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.

 

๒๙. ภุมฺมานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา จาตุมฺมหาราชิกา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

เทวดาชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๓๐. จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ตาวตึสา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๓๑. ตาวตึสานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ยามา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

เทวดาชั้นยามา ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์แล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๓๒. ยามานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ตุสิตา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

เทวดาชั้นดุสิต ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นยามาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๓๓. ตุสิตานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา นิมฺมานรตี เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

เทวดาชั้นนิมมานรดี ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นดุสิตแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๓๔. นิมฺมานรตีนํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ปรนิมฺมิตวสวตฺตี เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดี ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นนิมมานรดีแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๓๕. ปรนิมฺมิตวสวตฺตีนํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา พฺรหฺมปาริสชฺชา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

ปาริสัชชาพรหม ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดีแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๓๖. พฺรหฺมปาริสชฺชานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา พฺรหฺมปุโรหิตา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

ปุโรหิตาพรหม ได้ยินเสียงของพวกปริสัชชาพรหมแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๓๗. พฺรหฺมปุโรหิตานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา มหาพฺรหฺมา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

มหาพรหม ได้ยินเสียงของพวกปุโรหิตาพรหมแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๓๘. มหาพฺรหฺมานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ปริตฺตาภา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

ปริตตาภาพรหม ได้ยินเสียงของพวกมหาพรหมแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๓๙. ปริตฺตาภานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา อปฺปมาณาภา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

อัปปมาณาภาพรหม ได้ยินเสียงของพวกปริตตาภาพรหมแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๔๐. อปฺปมาณาภานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา อาภสฺสรา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

อาภัสสราพรหม ได้ยินเสียงของพวกอัปปมาณาภาพรหมแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๔๑. อาภสฺสรานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ปริตฺตสุภา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

ปริตตสุภาพรหม ได้ยินเสียงของพวกอาภัสสราพรหมแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๔๒. ปริตฺตสุภานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา อปฺปมาณสุภา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

อัปปมาณสุภาพรหม ได้ยินเสียงของพวกปริตตสุภาพรหมแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๔๓. อปฺปมาณสุภานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา สุภกิณฺหกา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

สุภกิณหกาพรหม ได้ยินเสียงของพวกอัปปมาณสุภาพรหมแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๔๔. สุภกิณฺหกานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา เวหปฺผลา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

เวหัปผลาพรหม ได้ยินเสียงของพวกสุภกิณหาพรหมแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๔๕. เวหปฺผลานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา อวิหา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

อวิหาพรหม ได้ยินเสียงของพวกเวหัปผลาพรหมแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๔๖. อวิหานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา อตปฺปา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

อตัปปาพรหม ได้ยินเสียงของพวกอวิหาพรหมแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๔๗. อตปฺปานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา สุทสฺสา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

สุทัสสาพรหม ได้ยินเสียงของพวกอตัปปาพรหมแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๔๘. สุทสฺสานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา สุทสฺสี เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

สุทัสสีพรหม ได้ยินเสียงของพวกสุทัสสาพรหมแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๔๙. สุทสฺสีนํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา อกนิฏฺฐกา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ

อกนิฏฐกาพรหม ได้ยินเสียงของพวกสุทัสสีพรหมแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.

 

๕๐. เอตํ ภควตา พาราณสิยํ อิสิปตเน มิคทาเย อนุตฺตรํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติ.

นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.

 

๕๑. อิติห เตน ขเณน เตน ลเยน เตน มุหุตฺเตน ยาว พฺรหฺมโลกา สทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉิ.

ชั่วขณะการลครู่หนึ่งนั้น เสียงได้กระฉ่อนขึ้นไป จนถึงพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้แล.

 

๕๒. อยญฺจ ทสสหสฺสี โลกธาตุ สงฺกมฺปิ สมฺปกมฺปิ สมฺปเวธิ. อปฺปมาโณ จ อุฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุรโหสิ อติกฺกมฺม เทวานํ เทวานุภาวํ.

ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ ได้ปรากฏแล้วในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย.

 

๕๓. อถ โข ภควา อุทานํ อุทาเนสิ, "อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ, อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญติ".

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า "ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ, ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ."

 

อิติ หิทํ อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส อญฺญาโกณฺฑญฺโญเตฺวว นามํ อโหสีติ.

เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อ ของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้.

 

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จบ

 

 

เทวตาอุยโยชนคาถา

 

. ทุกฺขปฺปตฺตา จ นิทฺทุกฺขา, ภยปฺปตฺตา จ นิพฺภยา,

โสกปฺปตฺตา จ นิสฺโสกา, โหนฺตุ สพฺเพปิ ปาณิโน.

 

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ผู้ถึงแล้วซึ่งทุกข์ จงเป็นผู้นิราศทุกข์,

ผู้ถึงแล้วซึ่งภัย จงเป็นผู้ปลอดภัย, ผู้ถึงแล้วซึ่งโศก จงเป็นผู้ไม่มีโศก.

 

. เอตฺตาวตา จ อมฺเหหิ, สมฺภตํ ปุญฺญสมฺปทํ,

สพฺเพ เทวานุโมทนฺตุ, สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา.

 

และขอให้เทวดาทั้งปวง จงอนุโมทนาซึ่งบุญสมบัติ อันที่เราทังหลาย
ได้สร้างสมไว้แล้ว ด้วยเหตุแห่งเการสวดพระปริตรเหล่านี้ เพื่อความสำเร็จแห่งสมบัติทั้งปวง.

 

. ทานํ ททนฺตุ สทฺธาย, สีลํ รกฺขนฺตุ สพฺพทา,

ภาวนาภิรตา โหนฺตุ, คจฺฉนฺตุ เทวตาคตา.

 

ขอเทพดาทั้งหลาย จงให้ทานด้วยศรัทธา, จงรักษาศีลในกาลทั้งปวง,

จงเป็นผู้ยินดียิ่งในภาวนา, ทวยเทพที่มาชุมนุมกันแล้ว ขอเชิญกลับไปเถิด.

 

. สพฺเพ พุทฺธา พลปฺปตฺตา, ปจฺเจกานญฺจ ยํ พลํ,

อรหนฺตานญฺจ เตเชน, รกฺขํ พนฺธามิ สพฺพโส.

 

พระพุทธเจ้าทั้งปวง ทรงถึงความมีพระกำลัง,

กำลังใดแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า และแห่งพระอรหันต์ทั้งหลาย

มีอยู่ ด้วยเดชแห่งกำลังนั้น, ข้าเพเจ้าขอผูกมนต์คุ้มครองโดยประการทั้งปวง.

 

 

ภูมิพลมหาราชวรสฺส ชยมงฺคลวรทานคาถา

 

 

() ภูมิพโล มหาราชา, ทยฺยานํ รฏฺฐวฑฺฒโน,

ธมฺมิโก ทสธมฺเมหิ, รชฺชํ กาเรติ สพฺพทา.

ทุกฺขโต ทุกฺขเต ทยฺเย, ภยโต ภยตชฺชิเต,

สมุสฺสาโห ปโมเจติ, มหาการุญฺญเจตสา,

เมตฺโตทเกน โตเสติ, ฆมฺเม เทโวว ภูมิเช.

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมหาราช ผู้ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย

ทรงเป็นพระธรรมิกมหาราช ทรงปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรมตลอดมา

ทรงมีพระราชอุตสาหะสม่ำเสมอ ด้วยพระหฤทัยกอปร์ด้วยมหาการุญภาพอันยิ่งใหญ่

ช่วยปลดเปลื้องของชาวไทย ผู้ประสบทุกข์ยากให้พ้นจากความทุกข์ยาก, ผู้ประสบภัยพิบัติ

ให้พ้นจากภัยพิบัติ, ทรงทำให้ชาวไทยชุ่มชื่นใจ ด้วยนำ้พระทัย คือ เมตตาธรรม

เหมือนพระพิรุณโปรยปรายในหน้าแล้ง ทำให้สัตว์บนแผ่นดินชุ่มชื่น ฉะนั้น

 

() ยตฺถ อจฺโจทกํ โหติ, สโมกนฺตํ ปกุพฺพเต,

ยญฺจ สุขํ อโสกญฺจ, ตินฺตํ โสกํ กโรติ นํ,

ยนฺตํ ภชติ ภูมินฺโท, สทุกฺขํ สภยมฺปิจ,

ตตฺถ ทุกฺขํ ว ทุกฺขีนํ, ขีณํ ตสฺสานุภาวโต.

 

สถานที่ใดมีนำ้ท่วม ก็ทรงทำสถานที่นั้นให้มีนำ้พอดี

สถานที่ใดแห้งแล้งขาดแคลนนำ้ ก็ทรงทำที่นั้นให้ฉุ่มชำ่มีนำสมบูรณ์

พระจอมแผ่นดินเสด็จดำเนินถึงสถานที่ใด ๆ ซึ่งมี

ซี่งมีความทุกข์เข็ญและผองภัย ความทุกข์เข็ญ ณ ที่นั้น ๆ

ก็พลันมลายไป ด้วยพระบรมเดชานุภาพของพระองค์.

 

() กตํส สพฺพกิจฺจญฺจ, สพฺพวาจา จ วาจิตา,

จินฺติตา สพฺพจินฺตา จ, สพฺพเสทา จ มุจฺจเร,

สพฺพานิ สพฺพทยฺยานํ, สุขตฺถาย ปวตฺตเร.

 

พระราชกรณียกิจทั้งปวงที่ทรงบำเพ็ญแล้วก็ดี พระราชดำรัสทั้งหมดที่ตรัสแสดงแล้วก็ดี

พระราชดำริทั้งสิ้น ที่ทรงดำริไว้แล้วก็ดี พระเสโททุกหยาดที่หยดลงดินก็ดี

ล้วนเป็นไปเพื่อความสุขและเป็นประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทยทั้งสิ้น.

 

() สพฺพทยฺยา อิมาคมฺม, วิจกฺขณํ นริสฺสรํ,

สมคฺคา เอกจิตฺตา จ, ธมฺเมน ทยฺยวฑฺฒเน,

รฏฺฐสฺส เอกรชฺชญฺจ, ธมฺมเนตฺติญฺจ รกฺขเร.

 

ปวงชนชาวไทยได้อาศัยบารมีแห่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผู้ทรงประปัญญาแจ้งประจักษ์พระองค์นี้ จึงมีความสมัครสมานสามัคคี

มีนำ้ใจร่วมกันในการพัฒนาประเทศไทย ช่วยกันรักษาเอกราช และ

ธรรมเนียมประเพณีของชาติไว้ได้ โดยธรรม.

 

() อิทาเนโส มหาราชา, จตุราสีติสมายุโก,

อีทิเส มงฺคเล กาเล, เทมสฺส วรมงฺคลํ,

รตนตฺตยานุภาเวน, รตนตฺตยเตชสา,

ยํ สพฺพกุสลํ กมฺมํ, อมฺเหหิ ปสุตํ สทา,

ยนฺโน สพฺพปริตฺตญฺจ, ภาณิตํ สิทฺธิทายกํ,

ตสฺส ตสฺสานุภาเวน, ภูมิพโล นราธิโป,

ทีฆายุโก อโรโค จ, สุขิโต อกุโต ภโย,

พลูเปโต สโต โหตุ, สพฺพจินฺตาน ปารคู,

จิรํ รชฺเช ปติฏฺฐาตุ, ปติฏฺฐา ทยฺยวาสินนฺติ.

 

บัดนี้ พระมหาราชเจ้าพระองค์นั้น ทรงเจริญพรชนมายุครบ ๘๔ พรรษาแล้ว

ในมหามงคลสมัยเช่นนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จ

บรมพิตรพระสมภารเจ้าพระองค์นั้น คือ ด้วยเดชานุภาพแห่งพระศรีรัตนตรัย

และด้วยอานุภาพแห่งพระปริตรที่อำนวยความศักดิ์สิทธิ์ให้ทั้งปวง ที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย

ได้สวดสาธยายแล้วนี้ ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า

ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงปราศจากโรคาพาธ ทรงพระเกษมสำราญ หาเภทภัยจากที่ใด ๆ

มาพ้องพานมิได้ มีพระพลามัยแข็งแรง มีพระสติมั่นคง ทรงได้รับความสำเร็จแห่งพระราชดำริทั้งปวง

สถิตสถาพรอยู่ในไอศูรย์ราชสมบัติ เป็นที่พึ่งแห่งประสกนิกรชาวไทยตลอดกาลนานเทอญ.

 

ที่มาเสียงประกอบบทสวดมนต์ :

http://www.watchakdaeng.com/