คาถาธรรมบท


ยมกวรรคที่ ๑

๑.

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า

มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ

ถ้าบุคคลมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว

กล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม

ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้น เพราะทุจริต๓ อย่างนั้น

เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ตัวลากเกวียนไปอยู่ ฉะนั้น.

๒.

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า

มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ

ถ้าบุคคลมีใจผ่องใส กล่าวอยู่ก็ตามทำอยู่ก็ตาม

สุขย่อมไปตามบุคคลนั้น เพราะสุจริต ๓ อย่าง

เหมือนเงามีปรกติไปตาม ฉะนั้น.

๓.

ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกเวรไว้ว่า

คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา

คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ เรา ดังนี้

เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่ระงับ.

๔.

ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกเวรไว้ว่า

คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา

คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ เรา ดังนี้

เวรของชนเหล่านั้นย่อมระงับ.

๕.

ในกาลไหนๆ เวรในโลกนี้

ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย

แต่ย่อมระงับเพราะความไม่จองเวร

ธรรมนี้เป็นของเก่า.

๖.

ก็ชนเหล่าอื่นไม่รู้สึกว่า

พวกเราย่อมยุบยับในท่ามกลางสงฆ์นี้

ส่วนชนเหล่าใด ในท่ามกลางสงฆ์นั้น ย่อมรู้สึก

ความหมายมั่นย่อมระงับจากชนเหล่านั้น.

๗.

มารย่อมรังควาญบุคคลผู้มีปรกติเห็นอารมณ์ว่างาม

ผู้ไม่สำรวมแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย

ไม่รู้ประมาณในโภชนะ

เกียจคร้าน มีความเพียรเลว

เหมือนลมระรานต้นไม้ที่ทุรพล ฉะนั้น.

๘.

มารย่อมรังควาญไม่ได้ซึ่งบุคคลผู้มี

ปรกติเห็นอารมณ์ว่าไม่งามอยู่

สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย

รู้ประมาณในโภชนะ

มีศรัทธา ปรารภความเพียร

เหมือนลมระรานภูเขาหินไม่ได้ ฉะนั้น.

๙.

ผู้ใดยังไม่หมดกิเลสดุจน้ำฝาด

ปราศจากทมะและสัจจะจักนุ่งห่มผ้า

กาสายะผู้นั้นไม่ควรเพื่อจะนุ่งห่มผ้ากาสายะ.

๑๐.

ส่วนผู้ใดมีกิเลสดุจน้ำฝาดอันคายแล้ว

ตั้งมั่นแล้วในศีลประกอบด้วยทมะและสัจจะ

ผู้นั้นแลย่อมควรเพื่อจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ.

๑๑.

ชนเหล่าใดมีความรู้ในธรรมอันหาสาระมิได้ว่าเป็นสาระ

และมีปกติเห็นในธรรมอันเป็นสาระ ว่าไม่เป็นสาระ

ชนเหล่านั้นมีความดำริผิดเป็นโคจร

ย่อมไม่บรรลุธรรมอันเป็นสาระ.

๑๒.

ชนเหล่าใดรู้ธรรมอันเป็นสาระ โดยความเป็นสาระ

และรู้ธรรมอันหาสาระมิได้ โดยความเป็นธรรมอันหาสาระมิได้

ชนเหล่านั้นมีความดำริชอบเป็นโคจร

ย่อมบรรลุธรรมอันเป็นสาระ.

๑๓.

ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่บุคคลมุงไม่ดี ฉันใด

ราคะย่อมรั่วรดจิตที่บุคคลไม่อบรมแล้ว ฉันนั้น.

๑๔.

ฝนย่อมไม่รั่วรดเรือนที่บุคคลมุงดี ฉันใด

ราคะย่อมไม่รั่วรดจิตที่บุคคลอบรมดีแล้วฉันนั้น.

๑๕.

บุคคลผู้ทำบาปย่อมเศร้าโศกในโลกนี้

ย่อมเศร้าโศกในโลกหน้า

ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง

บุคคลผู้ทำบาปนั้นย่อมเศร้าโศก

บุคคลผู้ทำบาปนั้นเห็นกรรมที่เศร้าหมอง

ของตนแล้ว ย่อมเดือดร้อน.

๑๖.

ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมบันเทิงในโลกนี้

ย่อมบันเทิงในโลกหน้า

ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง

ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นย่อมบันเทิง

ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นเห็นความ

บริสุทธิ์แห่งกรรมของตนแล้ว

ย่อมบันเทิงอย่างยิ่ง.

๑๗.

บุคคลผู้ทำบาปย่อมเดือดร้อนในโลกนี้

ย่อมเดือดร้อนในโลกหน้า

ย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสอง

บุคคลผู้ทำบาปนั้นย่อมเดือดร้อนว่า

บาปเราทำแล้ว บุคคลผู้ทำบาปนั้นไปสู่ทุคติแล้ว

ย่อมเดือดร้อนโดยยิ่ง.

๑๘.

ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้

ย่อมเพลิดเพลินในโลกหน้า

ย่อมเพลิดเพลินในโลกทั้งสอง

ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมเพลิดเพลินว่า

บุญอันเราทำไว้แล้ว ผู้ทำบุญไว้แล้วนั้นไปสู่สุคติ

ย่อมเพลิดเพลินโดยยิ่ง.

๑๙.

หากว่านรชนกล่าวคำอันมีประโยชน์แม้มาก

แต่เป็นผู้ไม่ทำกรรมอันการกบุคคลพึงกระทำ

เป็นผู้ประมาทแล้วไซร้ นรชนนั้นย่อมไม่เป็น

ผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องความเป็นสมณะ ประดุจ

นายโคบาลนับโคของชนเหล่าอื่น

ย่อมไม่มีส่วนแห่งปัญจโครส ฉะนั้น.

๒๐.

หากว่านรชนกล่าวคำอันมีประโยชน์แม้น้อย

ย่อมประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ละราคะ โทสะ

และโมหะแล้ว รู้ทั่วโดยชอบ มีจิตหลุดพ้นด้วยดีแล้ว

ไม่ถือมั่นในโลกนี้หรือในโลกหน้า นรชนนั้นย่อมเป็น

ผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องความเป็นสมณะ.

จบยมกวรรคที่ ๑

 


 

 

คาถาธรรมบท อัปปมาทวรรคที่ ๒

๒๑.

ความไม่ประมาท เป็นทางเครื่องถึงอมตนิพพาน

ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย

ชนผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย ชนเหล่าใด

ประมาทแล้วย่อมเป็นเหมือนคนตายแล้ว.

๒๒.

บัณฑิตทั้งหลายตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

ทราบเหตุนั่นโดยความแปลกกันแล้ว

ย่อมบันเทิงในความไม่ประมาท ยินดีแล้ว

ในธรรมอันเป็นโคจรของพระอริยเจ้าทั้งหลาย.

๒๓.

ท่านเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์

เพ่งพินิจ มีความเพียรเป็นไปติดต่อ

มีความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์

ย่อมถูกต้องนิพพานอันเกษมจาก

โยคะ หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้.

๒๔.

ยศย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีความหมั่น มีสติ

มีการงานอันสะอาด ผู้ใคร่ครวญแล้วจึงทำ

ผู้สำรวมระวัง ผู้เป็นอยู่โดยธรรม และผู้ไม่ประมาท.

๒๕.

ผู้มีปัญญาพึงทำที่พึงที่ห้วงน้ำท่วมทับไม่ได้

ด้วยความหมั่นความไม่ประมาท

ความสำรวมระวัง และความฝึกตน.

๒๖.

ชนทั้งหลายผู้เป็นพาลมีปัญญาทราม

ย่อมประกอบตามความประมาท

ส่วนนักปราชญ์ย่อมรักษาความไม่ประมาท

เหมือนทรัพย์อันประเสริฐสุด.

๒๗.

ท่านทั้งหลายอย่าประกอบตามความประมาท

อย่าประกอบการชมเชยด้วยสามารถความยินดีในกาม

เพราะว่าคนผู้ไม่ประมาทแล้ว เพ่งอยู่ ย่อมถึงสุขอันไพบูลย์.

๒๘.

เมื่อใด บัณฑิตย่อมบรรเทาความประมาทด้วยความไม่ประมาท

เมื่อนั้นบัณฑิตผู้มีความประมาทอันบรรเทาแล้วนั้น ขึ้นสู่

ปัญญาดุจปราสาท ไม่มีความโศก ย่อมพิจารณาเห็นหมู่สัตว์

ผู้มีความโศก นักปราชญ์ย่อมพิจารณาเห็นคนพาล เหมือน

บุคคลอยู่บนภูเขามองเห็นคนผู้อยู่ที่ภาคพื้น ฉะนั้น.

๒๙.

ผู้มีปัญญาดี เมื่อสัตว์ทั้งหลายประมาทแล้ว ย่อมไม่ประมาท

เมื่อสัตว์ทั้งหลายหลับ ย่อมตื่นอยู่โดยมาก

ย่อมละบุคคลเห็นปานนั้นไป

ประดุจม้ามีกำลังเร็วละม้าไม่มีกำลังไป ฉะนั้น.

๓๐.

ท้าวมัฆวาฬถึงความเป็นผู้ประเสริฐที่สุดกว่า

เทวดาทั้งหลายด้วยความไม่ประมาท

บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาท

ความประมาทบัณฑิตติเตียนทุกเมื่อ.

๓๑.

ภิกษุยินดีแล้วในความไม่ประมาท

หรือเห็นภัยในความประมาท

เผาสังโยชน์น้อยใหญ่ไป

ดังไฟไหม้เชื้อน้อยใหญ่ไป ฉะนั้น.

๓๒.

ภิกษุผู้ยินดีแล้วในความไม่ประมาท

หรือเห็นภัยในความประมาท

เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะเสื่อมรอบ

ย่อมมีในที่ใกล้นิพพานทีเดียว.

จบอัปปมาทวรรคที่ ๒

 


 

 

คาถาธรรมบท จิตตวรรคที่ ๓

 

๓๓.

นักปราชญ์ย่อมทำจิตที่ดิ้นรน

กลับกลอกรักษาได้โดยยาก

ห้ามได้โดยยาก ให้ตรง

ดังช่างศรดัดลูกศรให้ตรง ฉะนั้น.

๓๔.

จิตนี้อันพระโยคาวจรยกขึ้นแล้วจากอาลัย

คือเบญจกามคุณเพียงดังน้ำ

ซัดไปในวิปัสสนากรรมฐานเพียงดังบก

เพื่อจะละบ่วงมาร ย่อมดิ้นรน ดุจปลาอันชาวประมง

ยกขึ้นแล้วจากที่อยู่คือน้ำโยนไปแล้วบนบก ดิ้นรนอยู่ ฉะนั้น.

๓๕.

การฝึกฝนจิตที่ข่มได้ยาก อันเร็ว

มีปรกติตกไปในอารมณ์อันบุคคลพึงใคร่อย่างไร

เป็นความดี เพราะว่าจิตที่บุคคลฝึกดีแล้วนำสุขมาให้.

๓๖.

นักปราชญ์พึงรักษาจิตที่เห็นได้แสนยาก ละเอียดอ่อน

มีปกติตกไปตามความใคร่ เพราะว่าจิตที่บุคคล

คุ้มครองแล้วนำสุขมาให้.

๓๗.

ชนเหล่าใดจักสำรวมจิตอันไปในที่ไกล

ดวงเดียวเที่ยวไป หาสรีระมิได้ มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย

ชนเหล่านั้นจะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร.

๓๘.

ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์

แก่บุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น

ไม่รู้แจ่มแจ้งซึ่งพระสัทธรรม

มีความเลื่อมใสอันเลื่อนลอย.

๓๙.

ภัยย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพ

ผู้มีจิตอันราคะไม่รั่วรด

ผู้มีใจอันโทสะไม่ตามกระทบแล้ว

ผู้มีบุญและบาปอันละได้แล้ว ผู้ตื่นอยู่.

๔๐.

กุลบุตรทราบกายนี้ว่า เปรียญด้วยหม้อแล้ว

พึงกั้นจิตนี้ให้เปรียบเหมือนนคร

พึงรบมารด้วยอาวุธคือ ปัญญา

อนึ่ง พึงรักษาตรุณวิปัสสนา

ที่ตนชนะแล้ว และไม่พึงห่วงใย.

๔๑.

กายนี้อันบุคคลทิ้งแล้ว

มีวิญญาณปราศแล้ว

ไม่นานหนอ จักนอนทับแผ่นดิน

ประดุจท่อนไม้ไม่มีประโยชน์.

๔๒.

โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจก

ก็หรือคนมีเวรเห็นคนผู้คู่เวรกัน

พึงทำความฉิบหาย และความทุกข์ใดให้

จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิด พึงทำบุคคลนั้นให้เลว

ยิ่งกว่าความฉิบหายและความทุกข์นั้น.

๔๓.

มารดาบิดาไม่พึงทำเหตุนั้นได้

หรือแม้ญาติเหล่าอื่นก็ไม่พึงทำเหตุนั้นได้

จิตที่บุคคลตั้งไว้ชอบแล้ว

พึงทำเขาให้ประเสริฐกว่าเหตุนั้น.

จบจิตตวรรคที่ ๓

 


 

 

คาถาธรรมบท ปุปผวรรคที่ ๔

๔๔.

ใครจักรู้แจ้งแผ่นดินนี้ ใครจักรู้แจ้งยมโลก

และมนุษยโลกนี้พร้อมกับเทวโลก

ใครจักเลือกสรรบทธรรมที่เราแสดงดีแล้ว

ดุจนายมาลาการผู้ฉลาด เลือกสรรดอกไม้ ฉะนั้น.

๔๕.

พระเสขะจักรู้แจ้งแผ่นดิน พระเสขะจักรู้แจ้ง

ยมโลกและมนุษยโลกนี้พร้อมกับเทวโลก

พระเสขะจักเลือกสรรบทธรรมที่เราแสดงดีแล้ว

ดุจนายมาลาการผู้ฉลาดเลือกสรรดอกไม้ ฉะนั้น.

๔๖.

ภิกษุทราบกายนี้ว่า เปรียบด้วยฟองน้ำ

ตรัสรู้พร้อมเฉพาะกายนี้ว่ามีพยับแดดเป็นธรรม

ตัดดอกไม้อันเป็นประธานของมารแล้ว

พึงไปสู่ที่ที่มัจจุราชไม่เห็น.

๔๗.

มัจจุย่อมจับนระ ผู้มีใจอันซ่านไปแล้วในอารมณ์ต่างๆ

กำลังเลือกเก็บดอกไม้ทั้งหลายนั่นเทียวไป

เหมือนห้วงน้ำใหญ่พัดบ้านอันหลับแล้วไป ฉะนั้น.

๔๘.

มัจจุผู้ทำซึ่งที่สุด ย่อมทำนระผู้มีใจอันซ่าน

ไปแล้วในอารมณ์ต่างๆ กำลังเลือกเก็บดอกไม้ทั้งหลาย

ไม่อิ่มแล้วในกามคุณนั่นแล ไว้ในอำนาจ.

๔๙.

ภมรไม่ยังดอกไม้อันมีสีให้ชอกช้ำ

ลิ้มเอาแต่รสแล้วย่อมบินไป แม้ฉันใด

มุนีพึงเที่ยวไปในบ้าน ฉันนั้น.

๕๐.

บุคคลไม่พึงใส่ใจคำแสลงหู ของชนเหล่าอื่น

ไม่พึงแลดูกิจที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ ของชนเหล่าอื่น

พึงพิจารณากิจที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำของตนเท่านั้น.

๕๑.

ดอกไม้งาม มีสี แต่ไม่มีกลิ่นแม้ฉันใด

วาจาสุภาษิต ย่อมไม่มีผลแก่บุคคลผู้ไม่ทำ ฉันนั้น.

๕๒.

ดอกไม้งาม มีสี มีกลิ่น แม้ฉันใด

วาจาสุภาษิต ย่อมมีผล แก่บุคคลผู้ทำดี ฉันนั้น.

๕๓.

นายมาลาการพึงทำกลุ่มดอกไม้ให้มาก

แต่กองแห่งดอกไม้แม้ฉันใด สัตว์

[ผู้มีอันจะพึงตายเป็นสภาพ] ผู้เกิดแล้ว

พึงทำกุศลให้มาก ฉันนั้น.

๕๔.

กลิ่นดอกไม้ย่อมฟุ้งทวนลมไปไม่ได้

กลิ่นจันทน์หรือกฤษณา และกะลำพัก

ย่อมฟุ้งทวนลมไปไม่ได้ ส่วนกลิ่นของ

สัตบุรุษย่อมฟุ้งทวนลมไปได้

เพราะสัตบุรุษฟุ้งไปทั่วทิศ.

๕๕.

กลิ่นคือศีลเป็นเยี่ยมกว่าคันธชาติ เหล่านี้

คือจันทน์ กฤษณา ดอกบัว และมะลิ.

๕๖.

กลิ่นกฤษณาและจันทน์นี้ เป็นกลิ่นมีประมาณน้อย

ส่วนกลิ่นของผู้มีศีลทั้งหลายเป็นกลิ่นสูงสุด

ย่อมฟุ้งไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

๕๗.

มารย่อมไม่พบทาง ของท่านผู้มีศีลถึงพร้อมแล้ว

มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท ผู้พ้นวิเศษแล้ว

เพราะรู้โดยชอบ.

๕๘.

ดอกปทุมมีกลิ่นหอม พึงเกิดในกองแห่งหยากเยื่อ

อันเขาทิ้งแล้วในใกล้ทางใหญ่นั้น ย่อมเป็นที่รื่นรมย์ใจ ฉันใด.

๕๙.

พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อปุถุชนทั้งหลายผู้เป็นเพียงดั่งกอง

หยากเยื่อ ย่อมไพโรจน์ล่วงปุถุชนทั้งหลาย

ผู้เป็นดังคนบอดด้วยปัญญา ฉันนั้น.

จบปุปผวรรคที่ ๔

 


 

 

คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕

๖๐.

ราตรียาวแก่คนผู้ตื่นอยู่

โยชน์ยาวแก่คนผู้เมื่อยล้า

สงสารยาวแก่คนพาล

ผู้ไม่รู้แจ้งพระสัทธรรม.

๖๑.

ถ้าว่าบุคคลเมื่อเที่ยวไป ไม่พึงประสบ

สหายประเสริฐกว่าตน หรือสหายผู้เช่นด้วยตนไซร้

บุคคลนั้นพึงทำการเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่น

เพราะว่าคุณเครื่องความเป็นสหาย ย่อมไม่มีในคนพาล.

๖๒.

คนพาลย่อมเดือดร้อนว่า

บุตรของเรามีอยู่ ทรัพย์ของเรามีอยู่ ดังนี้

ตนนั่นแลย่อมไม่มีแก่ตน

บุตรทั้งหลายแต่ที่ไหน ทรัพย์แต่ที่ไหน.

๖๓.

ผู้ใดเป็นพาลย่อมสำคัญความที่ตนเป็นพาลได้

ด้วยเหตุนั้น ผู้นั้นยังเป็นบัณฑิตได้บ้าง

ส่วนผู้ใดเป็นพาลมีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต

ผู้นั้นแลเรากล่าวว่าเป็นพาล.

๖๔.

ถ้าคนพาลเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตแม้ตลอดชีวิต

เขาย่อมไม่รู้แจ้งธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้จักรสแกง ฉะนั้น.

๖๕.

ถ้าว่าวิญญูชนเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตแม้ครู่หนึ่ง

ท่านย่อมรู้ธรรมได้ฉับพลัน เหมือนลิ้นรู้รสแกงฉะนั้น.

๖๖.

คนพาลมีปัญญาทราม มีตนเหมือนข้าศึกเที่ยว

ทำบาปกรรม อันมีผลเผ็ดร้อน.

๖๗.

บุคคลทำกรรมใดแล้วย่อมเดือดร้อน

ในภายหลัง กรรมนั้นทำแล้วไม่ดี

บุคคลมีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่

ย่อมเสพผลของกรรมใด กรรมนั้นทำแล้วไม่ดี.

๖๘.

บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง

กรรมนั้นแลทำแล้วเป็นดี บุคคลอันปีติโสมนัส

เข้าถึงแล้ว [ด้วยกำลังแห่งปีติ] [ด้วยกำลังแห่งโสมนัส]

ย่อมเสพผลแห่งกรรมใด กรรมนั้นทำแล้วเป็นดี.

๖๙.

คนพาลย่อมสำคัญบาปประดุจน้ำหวาน

ตลอดกาลที่บาปยังไม่ให้ผล

แต่บาปให้ผลเมื่อใด

คนพาลย่อมเข้าถึงทุกข์เมื่อนั้น.

๗๐.

คนพาลถึงบริโภคโภชนะด้วยปลายหญ้าคาทุกเดือนๆ

เขาย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ซึ่งจำแนกออกไปแล้ว ๑๖ หน

ของพระอริยบุคคลทั้งหลายผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว.

๗๑.

ก็บาปกรรมบุคคลทำแล้วยังไม่แปรไป

เหมือนน้ำนมในวันนี้ยังไม่แปรไปฉะนั้น

บาปกรรมนั้นย่อมตามเผาคนพาล

เหมือนไฟอันเถ้าปกปิดแล้ว ฉะนั้น.

๗๒.

ความรู้นั้นย่อมเกิดแก่คนพาล

เพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์อย่างเดียว

ความรู้ ยังปัญญาชื่อว่ามุทธาของเขาให้ฉิบหายตกไป

ย่อมฆ่าส่วนแห่งธรรมขาวของคนพาลเสีย.

๗๓.

ภิกษุผู้เป็นพาล พึงปรารถนาความสรรเสริญอันไม่มีอยู่

ความห้อมล้อมในภิกษุทั้งหลาย ความเป็นใหญ่ในอาวาส

และการบูชาในสกุลของชนเหล่าอื่น.

๗๔.

ความดำริย่อมบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุพาลว่า

คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งสองฝ่าย จงสำคัญ

กรรมที่บุคคลทำแล้วว่า เพราะอาศัยเราผู้เดียว

คฤหัสถ์และบรรพชิตเหล่านั้นจงเป็นไปในอำนาจของเราผู้เดียว

ในบรรดากิจน้อยและกิจใหญ่ทั้งหลาย กิจอะไรๆ อิจฉา [ความริษยา]

มานะ [ความถือตัว] ย่อมเจริญแก่ภิกษุพาลนั้น.

๗๕.

ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้ารู้ยิ่งแล้ว ซึ่งปฏิปทา ๒ อย่าง

นี้ว่า ปฏิปทาอันเข้าอาศัยลาภเป็นอย่างหนึ่ง

ปฏิปทาเครื่องให้ถึงนิพพานเป็นอย่างหนึ่ง ดังนี้แล้ว

ไม่พึงเพลิดเพลินสักการะ พึงพอกพูนวิเวกเนืองๆ.

จบพาลวรรคที่ ๕


 

 

คาถาธรรมบท ปัณทิตวรรคที่ ๖

๗๖.

บุคคลพึงเห็นบุคคลใดผู้มักชี้โทษ

เหมือนบุคคลผู้บอกขุมทรัพย์

มักกล่าวข่มขี่ มีปัญญา

พึงคบบุคคลผู้เป็นบัณฑิตเช่นนั้น

เพราะว่าเมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น

มีแต่คุณที่ประเสริฐโทษที่ลามกย่อมไม่มี.

๗๗.

บุคคลพึงกล่าวสอน พึงพร่ำสอน

และพึงห้ามจากธรรมของอสัตบุรุษ

ก็บุคคลนั้น ย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษทั้งหลาย

แต่ไม่เป็นที่รักของพวกอสัตบุรุษ.

๗๘.

บุคคลไม่ควรคบมิตรเลวทราม

ไม่ควรคบบุรุษอาธรรม์

ควรคบมิตรดี ควรคบบุรุษสูงสุด.

๗๙.

บุคคลผู้อิ่มเอิบในธรรมมีใจผ่องใสแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข

บัณฑิตย่อมยินดีในธรรม ที่พระอริยเจ้าประกาศแล้วทุกเมื่อ.

๘๐.

ก็พวกคนไขน้ำย่อมไขน้ำไป

พวกช่างศรย่อมดัดลูกศร

พวกช่างถากย่อมถากไม้

บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกฝนตน.

๘๑.

ภูเขาหินล้วน เป็นแท่งทึบย่อมไม่หวั่นไหวเพราะลมฉันใด

บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญ ฉันนั้น.

๘๒.

ห้วงน้ำลึกใสไม่ขุ่นมัว แม้ฉันใด

บัณฑิตย์ทั้งหลายฟังธรรมแล้วย่อมผ่องใส ฉันนั้น.

๘๓.

สัตบุรุษทั้งหลายย่อมเว้นในธรรมทั้งปวงโดยแท้

สัตบุรุษทั้งหลายหาใคร่กามบ่นไม่

บัณฑิตทั้งหลายผู้อันสุขหรือทุกข์ถูกต้องแล้ว

ย่อมไม่แสดงอาการสูงๆ ต่ำๆ.

๘๔.

บัณฑิตย่อมไม่ทำบาปเพราะเหตุแห่งตน

ไม่ทำบาปเพราะเหตุแห่งผู้อื่น ไม่พึงปรารถนาบุตร

ไม่พึงปรารถนาทรัพย์ ไม่พึงปรารถนาแว่นแคว้น

ไม่พึงปรารถนาความสำเร็จแก่ตนโดยไม่ชอบธรรม

บัณฑิตนั้นพึงเป็นผู้มีศีลมีปัญญา ประกอบด้วยธรรม.

๘๕.

ในหมู่มนุษย์ ชนผู้ที่ถึงฝั่งมีน้อย

ส่วนหมู่สัตว์นอกนี้ย่อมเลาะไปตามฝั่งทั้งนั้น.

๘๖.

ก็ชนเหล่าใดแล ประพฤติตามธรรม

ในธรรมอันพระสุคตเจ้าตรัสแล้วโดยชอบ

ชนเหล่านั้นข้ามบ่วงมารที่ข้ามได้โดยยาก

แล้วจักถึงฝั่ง.

๘๗.

บัณฑิตออกจากอาลัยแล้ว

อาศัยความไม่มีอาลัย

ละธรรมดำแล้วพึงเจริญธรรมขาว.

๘๘.

บัณฑิตพึงปรารถนาความ

ยินดียิ่งในวิเวกที่ยินดีได้โดยยาก

ละกามทั้งหลายแล้วไม่มีกิเลสเครื่องกังวล

พึงชำระตนให้ผ่องแผ้ว จากเครื่องเศร้าหมองจิต.

๘๙.

ชนเหล่าใดอบรมจิตด้วยดีโดยชอบ

ในองค์แห่งธรรมสามัคคีเป็นเครื่องตรัสรู้

ชนเหล่าใดไม่ถือมั่น ยินดีแล้วในการสละคืนความถือมั่น

ชนเหล่านั้นมีอาสวะสิ้นแล้ว

มีความรุ่งเรืองปรินิพพานแล้วในโลก.

จบปัณฑิตวรรคที่ ๖

 


 

 

คาถาธรรมบท อรหันตวรรคที่ ๗

๙๐.

ความเร่าร้อนย่อมไม่มีแก่ผู้ที่มีทาง

ไกลอันถึงแล้ว ผู้มีความโศกปราศไปแล้ว

ผู้พ้นวิเศษแล้วในธรรมทั้งปวง

ผู้มีกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงอันละได้แล้ว.

๙๑.

ท่านผู้มีสติย่อมขวนขวาย

ท่านย่อมไม่ยินดีในที่อยู่

ท่านละความห่วงใยเสีย

เหมือนหงส์สละเปือกตมไป ฉะนั้น.

๙๒.

ชนเหล่าใดไม่มีการสั่งสม

มีโภชนะอันกำหนดแล้ว

มีสุญญตวิโมกข์และอนิมิตตวิโมกข์เป็นโคจร

คติของชนเหล่านั้น รู้ได้โดยยาก

เหมือนคติฝูงนกในอากาศ ฉะนั้น.

๙๓.

ภิกษุใดมีอาสวะสิ้นแล้ว

อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้วในอาหาร

มีสุญญตวิโมกข์และอนิมิตตวิโมกข์เป็นโคจร

รอยเท้าของภิกษุนั้นไปตามได้โดยยาก

เหมือนรอยเท้าของฝูงนกในอากาศ ฉะนั้น.

๙๔.

อินทรีย์ของภิกษุใดถึงความสงบระงับ

เหมือนม้าอันนายสารถีฝึกดีแล้ว

แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ต่อภิกษุนั้น

ผู้มีมานะอันละได้แล้ว หาอาสวะมิได้ ผู้คงที่.

๙๕.

ภิกษุผู้มีอาสวะสิ้นแล้วมีใจเสมอด้วยแผ่นดิน

ผู้คงที่ เปรียบดังเสาเขื่อน มีวัตรดี

ปราศจากกิเลสเพียงดังเปือกตม ผ่องใส

เหมือนห้วงน้ำที่ปราศจากเปือกตมมีน้ำใส ย่อมไม่พิโรธ

สงสารทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้คงที่ มีอาสวะสิ้นแล้ว เช่นนั้น.

๙๖.

ใจ วาจาและกายกรรมของภิกษุผู้ขีณาสพนั้น

ผู้หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ สงบระงับ

คงที่ เป็นธรรมชาติสงบแล้ว.

๙๗.

นรชนใดไม่เชื่อต่อผู้อื่น รู้นิพพานอันปัจจัยอะไรๆ ทำไม่ได้

ผู้ตัดที่ต่อ มีโอกาสอันขจัดแล้ว มีความหวังอันคลายแล้ว

นรชนนั้นแล เป็นบุรุษผู้สูงสุด.

๙๘.

พระอรหันต์ทั้งหลายย่อมอยู่

ในที่ใดคือบ้านหรือป่า

ที่ลุ่มหรือที่ดอน ที่นั้นเป็น

ภาคพื้นอันบุคคลพึงรื่นรมย์.

๙๙.

ชนไม่ยินดีในป่าเหล่าใด

ป่าเหล่านั้น ควรรื่นรมย์

ผู้มีราคะไปปราศแล้วทั้งหลาย

จักยินดีในป่าเห็นปานนั้น

เพราะว่าท่านไม่ใช่ผู้แสวงหากาม.

จบอรหันตวรรคที่ ๖

 


 

 

คาถาธรรมบท สหัสสวรรคที่ ๘

๑๐๐.

หากว่าวาจาแม้ตั้งพันประกอบด้วย

บทอันไม่เป็นประโยชน์ไซร้

บทอันเป็นประโยชน์บทหนึ่ง

ที่บุคคลฟังแล้วย่อมสงบ ประเสริฐกว่า.

๑๐๑.

คาถาแม้ตั้งพันประกอบด้วยบทอันไม่เป็นประโยชน์ไซร้

คาถาบทหนึ่ง ที่บุคคลฟังแล้วย่อมสงบ ประเสริฐกว่า.

๑๐๒.

ก็บุคคลใดพึงกล่าวคาถา ประกอบด้วยบทอันไม่เป็นประโยชน์

ตั้งร้อย บทธรรมบทหนึ่ง ที่บุคคลฟังแล้วย่อมสงบ ประเสริฐกว่า.

๑๐๓.

บุคคลใดพึงชนะหมู่มนุษย์ตั้งพันคูณด้วยพัน ในสงคราม

บุคคลนั้นไม่ชื่อว่าเป็นผู้ชนะอย่างสูงในสงคราม

ส่วนบุคคลใดพึงชนะตนผู้เดียว บุคคลนั้นแล

ชื่อว่าเป็นผู้ชนะอย่างสูงสุดในสงคราม.

๑๐๔.

ตนแลอันบุคคลชนะแล้วประเสริฐ

ส่วนหมู่สัตว์นอกนี้ๆ

อันบุคคลชนะแล้ว จักประเสริฐอะไร.

๑๐๕.

เพราะว่า เทวดา คนธรรพ์ มารกับทั้งพรหม

พึงทำความชนะของบุรุษผู้มีตนอันฝึกแล้ว มีปกติ

ประพฤติสำรวมเป็นนิตย์ ผู้เป็นสัตว์เกิดเห็นปานนั้น

ให้กลับแพ้ไม่ได้.

๑๐๖.

ก็การบูชาของผู้ที่บูชาท่านผู้มีตนอันอบรมแล้วคนหนึ่ง

แม้เพียงครู่หนึ่ง ประเสริฐกว่าการบูชาของผู้ที่

บูชาด้วยทรัพย์พันหนึ่งตลอดร้อยปีเสมอทุกเดือนๆ

การบูชาตั้งร้อยปีนั้นจะประเสริฐอะไร.

๑๐๗.

ก็การบูชา ของผู้ที่บูชาท่านผู้มีตนอันอบรมแล้วคนหนึ่งแล

แม้เพียงครู่หนึ่ง ประเสริฐกว่าผู้บำเรอไฟในป่าตั้งร้อยปี

การบำเรอไฟตั้งร้อยปีนั้นจะประเสริฐอะไร.

๑๐๘.

บุคคลผู้มุ่งบุญพึงบูชายัญที่บุคคลเซ่นสรวงแล้ว

และยัญที่บุคคลบูชาแล้ว อย่างใดอย่างหนึ่งในโลก

ตลอดปีหนึ่ง ยัญที่บุคคลเซ่นสรวงแล้ว และยัญที่บุคคล

บูชาแล้ว [ทาน] นั้น แม้ทั้งหมด ย่อมไม่ถึงส่วนที่ ๔

แห่งการอภิวาทในท่านผู้ดำเนินไปตรงทั้งหลาย

การอภิวาทในท่านผู้ดำเนินไปตรงทั้งหลาย ประเสริฐกว่า.

๑๐๙.

ธรรม ๔ ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญ

แก่บุคคลผู้มีการอภิวาทเป็นปกติ ผู้อ่อนน้อมต่อผู้เจริญเป็นนิตย์.

๑๑๐.

ก็บุคคลผู้มีศีลเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่วันเดียว ประเสริฐกว่าบุคคล

ผู้ทุศีล มีจิตไม่มั่นคง มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี.

๑๑๑.

ก็บุคคลผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่วันเดียวประเสริฐกว่า

บุคคลผู้ไร้ปัญญามีจิตไม่มั่นคง มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี.

๑๑๒.

ก็บุคคลผู้ปรารภความเพียรมั่น มีชีวิตอยู่วันเดียว ประเสริฐกว่า

บุคคลผู้เกียจคร้านมีความเพียรอันเลว มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี.

๑๑๓.

ก็บุคคลผู้พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและเสื่อมไป มีชีวิตอยู่วันเดียว

ประเสริฐกว่าบุคคล ผู้ไม่พิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไป

มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี.

๑๑๔.

ก็บุคคลผู้พิจารณาเห็นอมตบท มีชีวิตอยู่วันเดียว

ประเสริฐกว่า บุคคลผู้ไม่พิจารณาเห็นอมตบทมีชีวิตอยู่ร้อยปี.

๑๑๕.

ก็บุคคลผู้พิจารณาเห็นธรรมอันสูงสุด มีชีวิตอยู่วันเดียว

ประเสริฐกว่าบุคคล ผู้ไม่พิจารณาเห็นธรรมอันสูงสุดมีชีวิตอยู่ร้อยปี.

จบสหัสสวรรคที่ ๘

 


 

 

คาถาธรรมบท ปาปวรรคที่ ๙

๑๑๖.

บุคคลพึงรีบทำความดี พึงห้ามจิตจากบาป

เพราะเมื่อทำบุญช้าไป ใจย่อมยินดีในบาป.

๑๑๗.

หากบุรุษพึงทำบาปไซร้ ไม่พึงทำบาปนั้นบ่อยๆ

ไม่พึงทำความพอใจในบาปนั้น เพราะการสั่งสมบาปนำทุกข์มาให้.

๑๑๘.

หากว่าบุรุษพึงทำบุญไซร้ พึงทำบุญนั้นบ่อยๆ

พึงทำความพอใจในบุญนั้น เพราะการสั่งสมบุญนำสุขมาให้.

๑๑๙.

แม้คนลามกย่อมเห็นความเจริญตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล

แต่เมื่อใดบาปย่อมให้ผล คนลามกจึงเห็นบาปเมื่อนั้น.

๑๒๐.

แม้คนเจริญก็ย่อมเห็นบาป ตราบเท่าที่ความเจริญยังไม่ให้ผล

แต่เมื่อใดความเจริญย่อมให้ผล คนเจริญจึงเห็นความเจริญเมื่อนั้น.

๑๒๑.

บุคคลอย่าพึงดูหมิ่นบาปว่า บาปมีประมาณน้อย

[พอประมาณ] จักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยาด

น้ำที่ตกทีละหยาดๆ [ฉันใด] คนพาลสั่งสมบาปแม้ทีละ

น้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบาป [ฉันนั้น].

๑๒๒.

บุคคลอย่าพึงดูหมิ่นบุญว่า บุญมีประมาณน้อยจักไม่มาถึง

แม้หม้อน้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่ตกทีละหยาดๆ

นักปราชญ์สั่งสมบุญแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบุญ.

๑๒๓.

ภิกษุพึงเว้นบาปดุจพ่อค้ามีพวกน้อย มีทรัพย์มาก

เว้นทางที่ควรกลัว ดุจบุรุษผู้ใคร่ต่อชีวิตเว้นยาพิษ ฉะนั้น.

๑๒๔.

ถ้าที่ฝ่ามือไม่พึงมีแผลไซร้ บุคคลพึงนำยาพิษไปด้วยฝ่ามือได้

เพราะยาพิษย่อมไม่ซึมซาบฝ่ามือที่ไม่มีแผล บาปย่อมไม่มีแก่คนไม่ทำ.

๑๒๕.

ผู้ใดย่อมประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้เป็นบุรุษหมดจด

ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน บาปย่อมกลับถึงผู้นั้นแหละ ผู้เป็นพาล

ดุจธุลีละเอียดที่บุคคลซัดทวนลมไป ฉะนั้น.

๑๒๖.

คนบางพวกย่อมเข้าถึงครรภ์

บางพวกมีกรรมอันลามก ย่อมเข้าถึงนรก

ผู้ที่มีคติดีย่อมไปสู่สวรรค์

ผู้ที่ไม่มีอาสวะย่อมปรินิพพาน.

๑๒๗.

อากาศ ท่ามกลางสมุทร ช่องภูเขาอันเป็นที่เข้าไป

ส่วนแห่งแผ่นดินที่บุคคลสถิตอยู่แล้ว พึงพ้นจากกรรม

อันลามกได้ไม่มีเลย.

๑๒๘.

อากาศ ท่ามกลางสมุทร ช่องภูเขาอันเป็นที่เข้าไป

ส่วนแห่งแผ่นดิน ที่บุคคลสถิตอยู่แล้ว มัจจุพึงครอบงำ

ไม่ได้ ไม่มีเลย.

จบปาปวรรคที่ ๙

 


 

 

คาถาธรรมบท ทัณฑวรรคที่ ๑๐

๑๒๙.

ภิกษุทำตนให้เป็นอุปมาว่า

สัตว์ทั้งปวงย่อมสะดุ้งต่ออาชญา

สัตว์ทั้งปวงย่อมกลัวต่อความตาย

แล้วไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า.

๑๓๐.

ภิกษุทำตนให้เป็นอุปมาว่า

สัตว์ทั้งปวงย่อมสะดุ้งต่ออาชญา

ชีวิตเป็นที่รักของสัตว์ทั้งปวง

แล้วไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า.

๑๓๑.

ผู้ใดแสวงหาความสุขเพื่อตน

ย่อมเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย

ผู้ใคร่ความสุขด้วยอาชญา

ผู้นั้นย่อมไม่ได้ความสุขในโลกหน้า.

๑๓๒.

ผู้ใดแสวงหาความสุขเพื่อตน

ย่อมไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย

ผู้ใคร่ความสุข ด้วยอาชญา

ผู้นั้นย่อมได้ความสุขในโลกหน้า.

๑๓๓.

ท่านอย่าได้กล่าวคำหยาบกะใครๆ

ผู้ที่ท่านกล่าวแล้วพึงกล่าวตอบท่าน

เพราะว่าถ้อยคำแข็งดีให้เกิดทุกข์

อาชญาตอบพึงถูกต้องท่าน.

๑๓๔.

ถ้าท่านไม่ยังตนให้หวั่นไหว

ดุจกังสดาลถูกขจัดแล้ว

ท่านนี้จะเป็นผู้ถึงนิพพาน

ความแข่งดีย่อมไม่มีแก่ท่าน.

๑๓๕.

นายโคบาลย่อมต้อนฝูงโคไปสู่ที่หากิน

ด้วยท่อนไม้ฉันใด ความแก่และความตาย

ย่อมต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายไป ฉันนั้น.

๑๓๖.

คนพาลผู้ไร้ปัญญาทำกรรมอันลามกอยู่

ย่อมไม่รู้สึก ภายหลังย่อมเดือดร้อน

เพราะกรรมของตนเอง เหมือนบุคคลถูกไฟไหม้ ฉะนั้น.

๑๓๗.

ผู้ใดย่อมประทุษร้ายในพระขีณาสพผู้ไม่มีอาชญา

ผู้ไม่ประทุษร้าย ด้วยอาชญา ผู้นั้นย่อมเข้าถึงเหตุ

แห่งทุกข์ ๑๐ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งพลันทีเดียว.

๑๓๘.

คือเวทนาหยาบช้า ความเสื่อมทรัพย์

ความแตกแห่งสรีระอาพาธหนัก ความฟุ้งซ่านแห่งจิต.

๑๓๙.

ความขัดข้องแต่พระราชาการกล่าวตู่อันร้ายแรง

ความสิ้นญาติ ความย่อยยับแห่งโภคะทั้งหลาย.

๑๔๐.

หรือไฟย่อมไหม้เรือนของเขา เมื่อตายไป

เขาผู้ไร้ปัญญาย่อมเข้าถึงนรก.

๑๔๑.

ความประพฤติเปลือย การทรงชฎา การนอนที่เปือกตม

การไม่กินข้าว หรือการนอนเหนือแผ่นดิน ความคลุกคลีด้วยธุลี

ความเพียรอันปรารภด้วยความเป็นคนกระโหย่ง

ยังสัตว์มีความสงสัยอันข้ามไม่ได้แล้วให้หมดจดไม่ได้.

๑๔๒.

ถ้าแม้บุคคลผู้ประดับแล้ว เป็นผู้สงบ ฝึกแล้ว

เที่ยงแล้ว เป็นผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ

วางอาชญาในสัตว์ทุกจำพวก แล้วพึงประพฤติสม่ำเสมอไซร้

บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นพราหมณ์ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นสมณะ

บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ.

๑๔๓.

บุรุษผู้เกียดกันอกุศลวิตกด้วยหิริ มีอยู่ในโลกน้อยคน

บุรุษผู้บรรเทาความหลับตื่นอยู่ ดุจม้าที่เจริญหลบแส้ หาได้ยาก.

๑๔๔.

ม้าที่เจริญถูกนายสารถีเฆี่ยนด้วยแส้ ย่อมทำความเพียร ฉันใด

เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีความเพียร มีความสังเวช ฉันนั้นเถิด

เธอทั้งหลายเป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศีล วิริยะ สมาธิ

และการวินิจฉัยธรรม เป็นผู้มีวิชชาและจรณะอันสมบูรณ์

เป็นผู้มีสติ จักละทุกข์มีประมาณไม่น้อยนี้เสียได้.

๑๔๕.

ก็พวกใช้น้ำย่อมไขน้ำไป พวกช่างศรย่อมดัดลูกศร

พวกช่างถากย่อมถากไม้ ผู้มีวัตรอันงามย่อมฝึกตน.

จบทัณฑวรรคที่ ๑๐

 


 

 

คาถาธรรมบท ชราวรรคที่ ๑๑

๑๔๖.

ร่าเริงอะไรกันหนอ ยินดีอะไรกัน ในเมื่อโลกสันนิวาสถูก

ไฟไหม้โพล่งแล้วเป็นนิตย์ ท่านทั้งหลายถูกความมืดหุ้มห่อแล้ว

เพราะเหตุไรจึงไม่แสวงหาประทีป.

๑๔๗.

ท่านจงดูอัตภาพอันบุญกรรมทำให้วิจิตรแล้ว มีกายเป็นแผล

อันกระดูกสามร้อยท่อนปรุงขึ้นแล้ว กระสับกระส่าย

อันมหาชนดำริกันโดยมาก ไม่มีความยั่งยืนมั่นคง.

๑๔๘.

รูปนี้คร่ำคร่าแล้ว เป็นรังแห่งโรค ผุพัง กายของตน

อันเปื่อยเน่า จะแตกเพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด.

๑๔๙.

กระดูกเหล่าใดเขาไม่ปรารถนาแล้ว เหมือนน้ำเต้าในสารทกาล

มีสีเหมือนนกพิราบ จะยินดีอะไร เพราะได้เห็นกระดูกเหล่านั้น.

๑๕๐.

สรีระอันกรรมสร้างสรรให้เป็นเมืองแห่งกระดูก

มีเนื้อและเลือดเป็นเครื่องไล้ทา เป็นที่ตั้งแห่งความแก่

ความตาย ความถือตัว และความลบหลู่.

๑๕๑.

ราชรถทั้งหลายอันวิจิตรย่อมคร่ำคร่าได้โดยแท้

อนึ่งแม้สรีระก็เข้าถึงความคร่ำคร่า ส่วนธรรมของสัตบุรุษ

ย่อมไม่เข้าถึงความคร่ำคร่า สัตบุรุษแลย่อมสนทนาด้วยสัตบุรุษ.

๑๕๒.

บุรุษมีสุตะน้อยนี้ ย่อมแก่เหมือนโคถึก เนื้อของเขาย่อมเจริญ

[แต่] ปัญญาของเขาหาเจริญไม่.

๑๕๓.

เราแสวงหานายช่างเรือนอยู่ เมื่อยังไม่ประสบ

แล่นไปแล้วสู่สงสารมีชาติไม่น้อย ความเกิดเป็นทุกข์ร่ำไป.

๑๕๔.

แน่ะนายช่างเรือน บัดนี้เราพบท่านแล้ว ท่านจักไม่ต้องสร้างเรือนอีก

ซี่โครงของท่านทั้งหมดเราหักแล้ว ยอดเรือนเราขจัดเสียแล้ว

จิตของเราถึงแล้วซึ่งนิพพานอันปราศจากสังขาร เราบรรลุความสิ้น

แห่งตัณหาแล้ว.

๑๕๕.

คนพาลทั้งหลายไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ได้ทรัพย์ในคราวเป็นหนุ่ม

ย่อมซบเซา เหมือนนกกะเรียนแก่ ซบเซาอยู่บนเปือกตม ซึ่งสิ้นปลาแล้ว ฉะนั้น.

๑๕๖.

คนพาลทั้งหลายไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ได้ทรัพย์ในคราว

เป็นหนุ่มย่อมนอนทอดถอนถึงทรัพย์เก่า เหมือนลูกศรสิ้น

ไปแล้วจากแล่ง ฉะนั้น.

จบชราวรรคที่ ๑๑

 


 

 

คาถาธรรมบท อัตตวรรคที่ ๑๒

๑๕๗.

หากว่าบุคคลพึงรู้ว่าตนเป็นที่รักไซร้

พึงรักษาตนนั้นไว้ ให้เป็นอัตภาพอันตนรักษาดีแล้ว

บัณฑิตพึงประคับประคองตนไว้ตลอดยามทั้งสาม ยามใดยามหนึ่ง.

๑๕๘.

บุคคลพึงยังตนนั้นแลให้ตั้งอยู่ในคุณอันสมควรเสียก่อน

พึงพร่ำสอนผู้อื่นในภายหลัง บัณฑิตไม่พึงเศร้าหมอง.

๑๕๙.

หากว่าภิกษุพึงทำตนเหมือนอย่างที่ตนพร่ำสอนคนอื่นไซร้

ภิกษุนั้นมีตนอันฝึกดีแล้วหนอ พึงฝึก ได้ยินว่าตนแลฝึกได้ยาก.

๑๖๐.

ตนแลเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นไรเล่าพึงเป็นที่พึ่งได้

เพราะว่าบุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งอันได้โดยยาก.

๑๖๑.

ความชั่วที่ตนทำไว้เองเกิดแต่ตน มีตนเป็นแดนเกิด

ย่อมย่ำยีคนมีปัญญาทรามดุจเพชรย่ำยีแก้วมณีที่เกิดแต่หิน ฉะนั้น.

๑๖๒.

ความเป็นผู้ทุศีลล่วงส่วน ย่อมรวบรัดอัตภาพของบุคคลใด

ทำให้เป็นอัตภาพอันตนรัดลงแล้ว เหมือนเถาย่านทราย

รวบรัดไม้สาละให้เป็นอันท่วมทับแล้ว บุคคลนั้นย่อมทำตน

เหมือนโจรผู้เป็นโจกปรารถนาโจรผู้เป็นโจก ฉะนั้น.

๑๖๓.

กรรมไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ทำได้ง่าย

ส่วนกรรมใดแล เป็นประโยชน์ด้วย ดีด้วย

กรรมนั้นแลทำได้ยากอย่างยิ่ง.

๑๖๔.

ผู้ใดมีปัญญาทราม อาศัยทิฐิอันลามก ย่อมคัดค้าน

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ผู้อรหันต์ เป็นพระอริยเจ้า

มีปกติเป็นอยู่โดยธรรม การคัดค้านและทิฐิอันลามกของผู้นั้น

ย่อมเผล็ดเพื่อฆ่าตน เหมือนขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ฉะนั้น.

๑๖๕.

ทำชั่วด้วยตนเอง ย่อมเศร้าหมองด้วยตนเอง

ไม่ทำชั่วด้วยตนเอง ย่อมหมดจดด้วยตนเอง

ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตัว

คนอื่นพึงชำระคนอื่นให้หมดจดหาได้ไม่.

๑๖๖.

บุคคลไม่พึงยังประโยชน์ของตนให้เสื่อม

เพราะประโยชน์ของผู้อื่นแม้มาก

บุคคลรู้จักประโยชน์ของตนแล้ว

พึงขวนขวายในประโยชน์ของตน.

จบอัตตวรรคที่ ๑๒

 


 

 

คาถาธรรมบท โลกวรรคที่ ๑๓

๑๖๗.

บุคคลไม่พึงเสพธรรมอันเลว

ไม่พึงอยู่ร่วมกับความประมาท

ไม่พึงเสพมิจฉาทิฐิ ไม่พึงเป็นคนรกโลก.

๑๖๘.

ภิกษุไม่พึงประมาทในก้อนข้าวพึงยืนขึ้นรับ

พึงประพฤติธรรมให้สุจริต ผู้ประพฤติธรรม

ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า.

๑๖๙.

พึงประพฤติธรรมให้สุจริต ไม่พึงประพฤติให้ทุจริต

ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า.

๑๗๐.

มัจจุราชย่อมไม่เห็นบุคคลผู้พิจารณาเห็นโลก

ดุจบุคคลเห็นฟองน้ำเห็นพยับแดด ฉะนั้น.

๑๗๑.

ท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันวิจิตร

เปรียบด้วยราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู่

[แต่] พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่.

๑๗๒.

ก็ผู้ใดประมาทแล้วในกาลก่อน ในภายหลังผู้

นั้นย่อมไม่ประมาท เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว

เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น.

๑๗๓.

ผู้ใดทำกรรมอันลามก ผู้นั้นย่อมปิด [ละ]

เสียได้ด้วยกุศล บุคคลนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว

เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น.

๑๗๔.

โลกนี้มืดมน ในโลกนี้น้อยคนที่จะเห็นแจ้ง

สัตว์ไปสวรรค์ได้น้อยดุจนกพ้นจากข่าย.

๑๗๕.

ฝูงหงส์ย่อมไปในทางพระอาทิตย์

ท่านผู้เจริญอิทธิบาทดีแล้ว ย่อมไปในอากาศด้วยฤทธิ์

นักปราชญ์ทั้งหลายชนะมารพร้อมทั้งพาหนะได้แล้ว

ย่อมออกไปจากโลก.

๑๗๖.

คนล่วงธรรมอย่างเอกเสียแล้ว เป็นคนมักพูดเท็จ

ข้ามโลกหน้าเสียแล้ว ไม่พึงทำบาป ย่อมไม่มี.

๑๗๗.

คนตระหนี่ย่อมไปสู่เทวโลกไม่ได้เลย

คนพาลย่อมไม่สรรเสริญทานโดยแท้

ส่วนนักปราชญ์อนุโมทนาทาน

เพราะการอนุโมทนาทานนั่นเอง

ท่านย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า.

๑๗๘.

โสดาปัตติผลประเสริฐกว่าความเป็น

พระราชาเอกในแผ่นดิน กว่าความไปสู่สวรรค์

และกว่าความเป็นอธิบดีในโลกทั้งปวง.

จบโลกวรรคที่ ๑๓

 


 

 

คาถาธรรมบท พุทธวรรคที่ ๑๔

๑๗๙.

กิเลสชาติอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดทรงชนะแล้ว

อันพระองค์ย่อมไม่กลับแพ้ กิเลสชาติอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระองค์นั้นทรงชนะแล้ว กิเลสบางอย่างย่อมไม่ไปตามใน

โลก ท่านทั้งหลายจักนำพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้

ตรัสรู้แล้ว มีอารมณ์หาที่สุดมิได้ ผู้ไม่มีร่องรอย ไปด้วยร่องรอยอะไร.
๑๘๐.

ตัณหามีข่ายส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ ไม่มี

แก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด เพื่อจะนำไปในภพ

ไหนๆ ท่านทั้งหลายจักนำพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ผู้ตรัสรู้แล้ว มีอารมณ์หาที่สุดมิได้ ผู้ไม่มีร่องรอย ไปด้วยร่องรอยอะไร.

๑๘๑.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใด ผู้ขวนขวายแล้วในฌาน

เป็นนักปราชญ์ ยินดีแล้วในธรรมเป็นที่เข้าไประงับ

คือ เนกขัมมะ แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อม

รักใคร่พระสัมพุทธเจ้าผู้มีสติเหล่านั้น.

๑๘๒.

การได้เฉพาะความเป็นมนุษย์ยาก

ความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลายยาก

การฟังพระสัทธรรมยาก

การเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายยาก.

๑๘๓.

ความไม่ทำบาปทั้งปวง ความบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม

ความชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว นี้เป็นคำสั่งสอนของ

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

๑๘๔.

ความอดทน คือ ความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง

ท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมกล่าวนิพพานว่าเป็นธรรมอย่างยิ่ง

ผู้ฆ่าสัตว์อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนสัตว์อื่น

ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย.

๑๘๕.

การไม่เข้าไปว่าร้ายกัน, การไม่เข้าไปฆ่า,

ความสำรวมในพระปาติโมกข์, ความเป็นผู้รู้จัก

ประมาณในภัต, การนอนการนั่งอันสงัด,

การประกอบความเพียรในอธิจิต,

นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

๑๘๖.

ความอิ่มในกามทั้งหลาย ย่อมไม่มีเพราะฝน

คือกหาปณะ กามทั้งหลายมีความเพลิดเพลิน

[ยินดี] น้อยเป็นทุกข์ บัณฑิตรู้ดังนี้แล้ว.

๑๘๗.

ท่านย่อมไม่ถึงความยินดีในในกามทั้งหลายแม้อันเป็นทิพย์

สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ยินดีแล้วในธรรมเป็นที่

สิ้นไปแห่งตัณหา.

๑๘๘.

มนุษย์เป็นอันมากแล ถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อมถึงภูเขา

ป่าอารามและรุกขเจดีย์ว่า เป็นที่พึ่ง.

๑๘๙.

ที่พึ่งนั้นแลไม่เกษม ที่พึ่งนั้นไม่อุดม เพราะบุคคลอาศัยที่พึ่งนั้น

ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.

๑๙๐.

ส่วนผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์

ว่าเป็นที่พึ่ง ย่อมเห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาอันชอบ.

๑๙๑.

คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์

และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อันให้ถึง

ความสงบระงับทุกข์.

๑๙๒.

ที่พึ่งนั้นแลเป็นที่พึ่งอันเกษม ที่พึ่งนั้นอุดม

เพราะบุคคลอาศัยที่พึ่งนั้นย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.

๑๙๓.

บุรุษอาชาไนยหาได้ยาก ท่านย่อมไม่เกิดในที่ทั่วไป

ท่านเป็นนักปราชญ์ย่อมเกิดในสกุลใด สกุลนั้นย่อมถึงความสุข.

๑๙๔.

ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย นำสุขมาให้

พระสัทธรรมเทศนานำสุขมาให้ ความพร้อมเพรียง

แห่งหมู่นำสุขมาให้ ความเพียรของผู้พร้อมเพรียงกันให้เกิดสุข.

๑๙๕.

ใครๆ ไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชาซึ่งปูชารหบุคคล

คือ พระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ก้าวล่วง

ธรรมเครื่องเนิ่นช้า ผู้ข้ามความโศกและความร่ำไรได้แล้ว

ว่าบุญนี้มีประมาณเท่านี้.

๑๙๖.

ใครๆ ไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชาปูชารหบุคคลเหล่านั้น

ผู้คงที่ ผู้นิพพานแล้ว ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ว่าบุญนี้ประมาณเท่านี้.

จบพุทธวรรคที่ ๑๔

จบปฐมภาณวาร

 


 

 

คาถาธรรมบท สุขวรรคที่ ๑๕

๑๙๗.

เมื่อพวกมนุษย์มีเวรกันอยู่ เราเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่

เมื่อพวกมนุษย์มีเวรกันอยู่ เราเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่

เป็นอยู่สบายดีหนอ.

๑๙๘.

เมื่อพวกมนุษย์มีความเร่าร้อนกันอยู่ เราเป็นผู้ไม่มี

ความเร่าร้อนอยู่ เป็นอยู่สบายดีหนอ.

๑๙๙.

เมื่อพวกมนุษย์มีความขวนขวายอยู่

เราเป็นผู้ไม่มีความขวนขวายอยู่

เมื่อพวกมนุษย์มีความขวนขวายกันอยู่

เราเป็นผู้ไม่มีความขวนขวายอยู่ เป็นอยู่สบายดีหนอ.

๒๐๐.

เราไม่มีกิเลสชาติเครื่องกังวล เป็นอยู่สบายดีหนอ

เรามีปีติเป็นภักษาเหมือนเหล่าเทวดาชั้นอาภัสสระ.

๒๐๑.

ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมเป็นทุกข์

พระขีณาสพผู้สงบระงับ ละความชนะ

ความแพ้ได้แล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข.

๒๐๒.

ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี

โทษเสมอด้วยโทสะไม่มี

ทุกข์เช่นด้วยขันธ์ไม่มี

สุขยิ่งกว่าความสงบไม่มี.

๒๐๓.

ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง

สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

บัณฑิตทราบเนื้อความนี้

ตามความเป็นจริงแล้ว

ย่อมทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน

เพราะนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง.

๒๐๔.

ลาภทั้งหลายมีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง

ทรัพย์มีความสันโดษเป็นอย่างยิ่ง

ญาติทั้งหลายมีความคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง

นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง.

๒๐๕.

บุคคลผู้ปีติในธรรม เมื่อดื่มรส ดื่มรส

อันเกิดแต่วิเวกและรสแห่งความสงบแล้ว

ย่อมไม่มีความกระวนกระวายไม่มีบาป.

๒๐๖.

การเห็นพระอริยะเจ้าทั้งหลายเป็นความดี

การอยู่ร่วมกับพระอริยะเจ้าเหล่านั้น เป็นสุขทุกเมื่อ

บุคคลพึงเป็นผู้มีความสุขเป็นนิตย์ได้

เพราะการไม่เห็นคนพาลทั้งหลาย.

๒๐๗.

ด้วยว่าบุคคลผู้สมคบกับคนพาลเที่ยวไป

ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน

การอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ

เหมือนการอยู่ร่วมกับศัตรู

ส่วนนักปราชญ์มีการอยู่ร่วมเป็นสุข

เหมือนสมาคมแห่งญาติ.

๒๐๘.

เพราะเหตุนั้นแล บุคคลพึงคบบุคคลนั้น

ผู้เป็นนักปราชญ์ มีปัญญา เป็นพหูสูต

มีปกตินำธุระไปมีวัตร เป็นพระอริยะ

เป็นสัปบุรุษ ผู้มีปัญญาดีเช่นนั้น

เหมือนพระจันทร์คบครองแห่งนักษัตร ฉะนั้น.

จบสุขวรรคที่ ๑๕

 


 

 

คาถาธรรมบท ปิยวรรคที่ ๑๖

๒๐๙.

บุคคลประกอบตนในกิจที่ไม่ควรประกอบ

และไม่ประกอบตนในกิจที่ควรประกอบ

ละประโยชน์เสีย มักถือเอาสัตว์หรือสังขารว่าเป็นที่รัก

ย่อมทะเยอทะยานต่อบุคคลผู้ประกอบตามตน.

๒๑๐.

บุคคลอย่าสมาคมแล้วด้วยสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก

หรือด้วยสัตว์หรือสังขารอันไม่เป็นที่รัก ในกาลไหนๆ

เพราะการไม่เห็นสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก

และการเห็นสัตว์หรือสังขารอันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์.

๒๑๑.

เพราะเหตุนั้นบุคคลไม่พึงทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่รัก

เพราะการพลัดพรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก ลามก

กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลที่ไม่มีสัตว์และ

สังขารอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก.

๒๑๒.

ความโศกย่อมเกิดแต่ของที่รัก

ภัยย่อมเกิดแต่ของที่รัก

ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้น

วิเศษแล้ว จากของที่รัก ภัยจักมีแต่ที่ไหน.

๒๑๓.

ความโศกย่อมเกิดแต่ความรัก

ภัยย่อมเกิดแต่ความรัก

ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้พ้นวิเศษแล้ว

จากความรัก ภัยจักมีแต่ที่ไหน.

๒๑๔.

ความโศกย่อมเกิดแต่ความยินดี

ภัยย่อมเกิดแต่ความยินดี

ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้ว

จากความยินดี ภัยจักมีแต่ที่ไหน.

๒๑๕.

ความโศกย่อมเกิดแต่กาม ภัยย่อมเกิดแต่กาม

ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษ

แล้วจากกาม ภัยจักมีแต่ที่ไหน.

๒๑๖.

ความโศกย่อมเกิดแต่ตัณหา ภัยย่อมเกิดแต่ตัณหา

ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้วจากตัณหา

ภัยจักมีแต่ที่ไหน.

๒๑๗.

ชนย่อมกระทำบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและทัศนะ

ผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีปกติกล่าวคำสัจ

ผู้ทำการงานของตน ให้เป็นที่รัก.

๒๑๘.

ภิกษุพึงเป็นผู้มีความพอใจในนิพพานอันใครๆ

บอกไม่ได้ เป็นผู้อันใจถูกต้อง และเป็นผู้มีจิตไม่เกี่ยวเกาะ

แล้วในกาม ภิกษุนั้นเรากล่าวว่าผู้มีกระแสในเบื้องบน.

๒๑๙.

ญาติมิตร และเพื่อนผู้มีใจดี ย่อมชื่นชมต่อบุรุษผู้จากไป

สิ้นกาลนาน กลับมาแล้วโดยสวัสดี แต่ที่ไกล ว่ามาแล้ว.

๒๒๐.

บุญทั้งหลาย ย่อมต้อนรับแม้บุคคลผู้ทำบุญไว้ ซึ่งจากโลกนี้

ไปสู่โลกอื่น ดุจญาติต้อนรับญาติที่รักผู้มาแล้ว ฉะนั้น.

จบปิยวรรคที่ ๑๖

 


 

 

คาถาธรรมบท โกธวรรคที่ ๑๗

๒๒๑.

บุคคลพึงละความโกรธเสีย พึงละมานะเสีย

พึงก้าวล่วงสังโยชน์เสียทั้งหมด ทุกข์ทั้งหลาย

ย่อมไม่ตกตามบุคคลนั้นผู้ไม่ข้องอยู่ในนามรูป

ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล.

๒๒๒.

บุคคลใดแล พึงห้ามความโกรธที่เกิดขึ้นแล้วไว้ได้

ดุจบุคคลห้ามรถซึ่งกำลังแล่นไปได้ ฉะนั้น

เรากล่าวบุคคลนั้นว่าเป็นสารถี คนนอกนี้เป็นคนถือเชือก.

๒๒๓.

พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ

พึงชนะความไม่ดีด้วยความดี

พึงชนะความตระหนี่ด้วยการให้

พึงชนะคนมักกล่าวคำเหลาะแหละด้วยคำสัตย์.

๒๒๔.

พึงกล่าวคำสัตย์ ไม่พึงโกรธ

แม้เมื่อมีของน้อย ถูกขอแล้วก็พึงให้

บุคคลพึงไปในสำนักแห่งเทวดาทั้งหลาย

เพราะเหตุ ๓ ประการนี้.

๒๒๕.

มุนีเหล่าใดผู้ไม่เบียดเบียน

สำรวมแล้วด้วยกายเป็นนิตย์

มุนีเหล่านั้นย่อมไปสู่สถานที่ไม่จุติ

ที่คนทั้งหลายไปแล้วไม่เศร้าโศก.

๒๒๖.

อาสวะทั้งหลายของผู้ตื่นอยู่ทุกเมื่อ

ศึกษาเนืองๆทั้งกลางวันและกลางคืน

ผู้น้อมไปแล้วสู่นิพพาน ย่อมถึงความไม่มี.

๒๒๗.

ดูกรอตุละ การนินทาหรือการสรรเสริญนี้มีมาแต่

โบราณ มิใช่มีเพียงวันนี้ คนย่อมนินทาแม้ผู้นั่งนิ่ง

แม้ผู้พูดมาก แม้พูดพอประมาณ ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก.

๒๒๘.

บุรุษผู้ถูกนินทาโดยส่วนเดียว

หรือถูกสรรเสริญโดยส่วนเดียว

ไม่มีแล้ว จักไม่มี และไม่มีในบัดนี้.

๒๒๙.

ถ้าว่าผู้รู้ใคร่ครวญแล้วทุกวัน

ย่อมสรรเสริญบุคคลใด

ผู้มีความประพฤติไม่ขาดเป็นนักปราชญ์

ตั้งมั่นแล้วในปัญญาและศีล.

๒๓๐.

ใครย่อมควรเพื่อจะนินทาบุคคลนั้น

ผู้เหมือนดังแท่งแห่งทองชมพูนุช

แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ก็ย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น

แม้พรหมก็สรรเสริญบุคคลนั้น.

๒๓๑.

ภิกษุพึงรักษาความกำเริบทางกาย

พึงเป็นผู้สำรวมด้วยกาย ละกายทุจริตแล้ว

พึงประพฤติสุจริตด้วยกาย.

๒๓๒.

พึงรักษาความกำเริบทางวาจา

พึงเป็นผู้สำรวมด้วยวาจา ละวจีทุจริตแล้ว

พึงประพฤติสุจริตด้วยวาจา.

๒๓๓.

พึงรักษาความกำเริบทางใจ

พึงเป็นผู้สำรวมด้วยใจ ละมโนทุจริตแล้ว

พึงประพฤติสุจริตด้วยใจ.

๒๓๔.

นักปราชญ์ทั้งหลาย สำรวมแล้วด้วยกาย

สำรวมแล้วด้วยวาจา สำรวมแล้วด้วยใจ

ท่านเหล่านั้นแล สำรวมเรียบร้อยแล้ว.

จบโกธวรรคที่ ๑๗

 


 

 

คาถาธรรมบท มลวรรคที่ ๑๘

๒๓๕.

บัดนี้ท่านเป็นดุจใบไม้เหลือง อนึ่ง

แม้บุรุษของพระยายมก็ปรากฏแก่ท่านแล้ว

ท่านตั้งอยู่ในปากแห่งความเสื่อม

และเสบียงเดินทางของท่านก็ยังไม่มี.

๒๓๖.

ท่านจงทำที่พึงแก่ตน

จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต

ท่านเป็นผู้มีมลทินอันขจัดแล้ว

ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน

จักถึงอริยภูมิอันเป็นทิพย์.

๒๓๗.

บัดนี้ท่านเป็นผู้มีวัยอันชรานำเข้าไปแล้ว

เตรียมจะไปยังสำนักของพระยายม

อนึ่ง ที่พักในระหว่างของท่านก็ยังไม่มี

และเสบียงเดินทางของท่านก็ยังไม่มี.

๒๓๘.

ท่านจงทำที่พึ่งแก่ตน

จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต

ท่านเป็นผู้มีมลทินอันขจัดแล้ว

ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน

จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก.

๒๓๙.

นักปราชญ์ทำกุศลทีละน้อยๆ ในขณะๆ

พึงขจัดมลทินของตนออกได้โดยลำดับ

เหมือนช่างทองขจัดมลทินของทอง ฉะนั้น.

๒๔๐.

สนิมเกิดขึ้นแต่เหล็กเอง ครั้นเกิดขึ้น

แต่เหล็กนั้นแล้ว ย่อมกัดเหล็กนั้นแหละ ฉันใด

กรรมของตนย่อมนำบุคคลผู้มัก

ประพฤติล่วงปัญญาชื่อโธนา ไปสู่ทุคติ ฉันนั้น.

๒๔๑.

มนต์มีอันไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน

เรือนมีการไม่หมั่นเป็นมลทิน

ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ

ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา.

๒๔๒.

ความประพฤติชั่วเป็นมลทินหญิง

ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้

ธรรมทั้งหลายที่ลามกเป็นมลทินแท้

ทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า.

๒๔๓.

เราจะบอกมลทินกว่ามลทินนั้น

คือ อวิชชาเป็นมลทินอย่างยิ่ง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย

ละมลทินนี้เสียแล้ว จงเป็นผู้ไม่มีมลทินเถิด.

๒๔๔.

บุคคลผู้ไม่มีหิริกล้าเพียงดังกา

มักขจัด มักแล่นไป ผู้คะนอง

เป็นผู้เศร้าหมองเป็นอยู่ง่าย.

๒๔๕.

ส่วนบุคคลผู้มีหิริ มีปกติแสวงหา

ความสะอาดเป็นนิตย์ ไม่หดหู่ ไม่คะนอง

มีอาชีวะหมดจดเห็นอยู่เป็นอยู่ยาก.

๒๔๖.

นรชนใดย่อมล้างผลาญสัตว์มีชีวิต

ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ในโลก

คบหาภริยาคนอื่น กล่าวคำเท็จ.

๒๔๗.

และประกอบการดื่มสุราเมรัยเนืองๆ

นรชนนี้ย่อมขุดทรัพย์อันเป็นต้นทุน

ของตนในโลกนี้แล.

๒๔๘.

ดูกรบุรุษผู้เจริญท่านจงรู้อย่างนี้ว่า

บาปธรรมทั้งหลายอันบุคคลไม่สำรวมแล้ว

ความโลภและสภาวะมิใช่ธรรม

อย่าพึงย่ำยีท่านเพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน.

๒๔๙.

ชนย่อมให้ตามศรัทธาตามความเลื่อมใสโดยแท้

บุคคลใดย่อมเป็นผู้เก้อเขินในเพราะน้ำและข้าว

ของชนเหล่าอื่นนั้น บุคคลนั้นย่อมไม่บรรลุสมาธิ

ในกลางวันหรือกลางคืน.

๒๕๐.

ส่วนผู้ใดตัดความเป็นผู้เก้อเขินนี้ได้ขาด

ถอนขึ้นให้รากขาดแล้ว ผู้นั้นแลย่อมบรรลุสมาธิ

ในกลางวันหรือกลางคืน.

๒๕๑.

ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี

ผู้จับเสมอด้วยโทสะไม่มี

ข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี

แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี.

๒๕๒.

โทษของผู้อื่นเห็นได้ง่าย

ส่วนโทษของตนเห็นได้ยาก

เพราะว่าบุคคลนั้นย่อมโปรยโทษของคนอื่น

ดุจบุคคลโปรยแกลบ แต่ปกปิดโทษของตนไว้

เหมือนพรานนกปกปิดอัตภาพด้วยกิ่งไม้ ฉะนั้น.

๒๕๓.

อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคล

ผู้ตามเพ่งโทษผู้อื่น มีความสำคัญ

ในการยกโทษเป็นนิตย์ บุคคลนั้นเป็น

ผู้ไกลจากความสิ้นอาสวะ.

๒๕๔.

สมณะภายนอกไม่มี

ดังรอยเท้าไม่มีในอากาศ ฉะนั้น

หมู่สัตว์ยินดีแล้วในธรรมเครื่องยัง

สัตว์ให้เนิ่นช้า พระตถาคตทั้งหลาย

ไม่มีธรรมเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้า.

๒๕๕.

สมณะภายนอกไม่มี

ดังรอยเท้าไม่มีในอากาศฉะนั้น

สังขารทั้งหลายเที่ยงไม่มี กิเลสชาติเครื่อง

ยังสัตว์ให้หวั่นไหวไม่มีแก่พระพุทธเจ้า.

จบมลวรรคที่ ๑๘

 



 

คาถาธรรมบท ธัมมัตถวรรคที่ ๑๙

๒๕๖.​

บุคคลไม่ชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม

ด้วยเหตุที่วินิจฉัยอรรถคดีโดยผลุนผลัน

ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตวินิจฉัยอรรถคดี

และความอันไม่เป็นอรรถคดีทั้งสอง.

๒๕๗.

วินิจฉัยบุคคลเหล่าอื่นโดยความไม่ผลุนผลัน

โดยธรรมสม่ำเสมอ ผู้นั้นชื่อว่าคุ้มครองกฎหมาย

เป็นนักปราชญ์ เรากล่าวว่า ตั้งอยู่ในธรรม.

๒๕๘.

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิต

ด้วยเหตุเพียงที่พูดมาก

บุคคลผู้มีความเกษมไม่มีเวร ไม่มีภัย

เราเรียกว่า เป็นบัณฑิต.

๒๕๙.

บุคคลไม่ชื่อว่าทรงธรรมด้วยเหตุเพียงที่พูดมาก

ส่วนผู้ใดฟังธรรมแม้น้อยแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นธรรม

ด้วยนามกาย [และ] ไม่ประมาทธรรม

ผู้นั้นแล ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรม.

๒๖๐.

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นเถระ

เพราะเหตุที่มีผมหงอกบนศีรษะ

วัยของบุคคลนั้นแก่หง่อมแล้ว

บุคคลนั้นเรากล่าวว่า เป็นผู้แก่เปล่า.

๒๖๑.

สัจจะ ธรรมะ อหิงสา

สัญญมะและทมะ มีอยู่ในผู้ใด

ผู้นั้นแลมีมลทินอันคายแล้ว

เป็นนักปราชญ์ เราเรียกว่าเป็นเถระ.

๒๖๒.

นรชนผู้มักริษยา มีความตระหนี่ โอ้อวด

ไม่เป็นผู้ชื่อว่ามีรูปงามเพราะเหตุเพียงพูด

หรือเพราะความเป็นผู้มีวรรณะงาม.

๒๖๓.

ส่วนผู้ใดตัดโทษมีความริษยาเป็นต้นนี้ได้ขาด

ถอนขึ้นให้รากขาดแล้ว ผู้นั้นมีโทษอันคายแล้ว

มีปัญญา เราเรียกว่า ผู้มีรูปงาม.

๒๖๔.

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเพราะศีรษะโล้น

บุคคลผู้ไม่มีวัตร พูดเหลาะแหละ

มากด้วยความอิจฉาและความโลภ

จักเป็นสมณะอย่างไรได้.

๒๖๕.

ส่วนผู้ใดสงบบาปน้อยใหญ่ได้

โดยประการทั้งปวง ผู้นั้นเรากล่าว

ว่าเป็นสมณะ เพราะสงบบาปได้แล้ว.

๒๖๖.

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุ

ด้วยเหตุเพียงที่ขอคนอื่น

บุคคลสมาทานธรรมอันเป็นพิษ

ไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุด้วยเหตุนั้น.

๒๖๗.

ผู้ใดในโลกนี้ลอยบุญและบาปแล้ว

ประพฤติพรหมจรรย์ รู้ธรรมทั้งปวงแล้ว

เที่ยวไปในโลก ผู้นั้นแลเราเรียกว่าเป็นภิกษุ.

๒๖๘.

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะความนิ่ง

บุคคลผู้หลงลืม ไม่รู้แจ้ง ไม่ชื่อว่าเป็นมุนี

ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตถือธรรมอันประเสริฐ

เป็นดุจบุคคลประคองตราชั่ง.

๒๖๙.

เว้นบาปทั้งหลาย ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี

เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่ามุนี

ผู้ใดรู้จักโลกทั้งสอง

ผู้นั้นเราเรียกว่าเป็นมุนีเพราะเหตุนั้น.

๒๗๐.

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นอริยะ

เพราะเหตุที่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง

บุคคลที่เราเรียกว่าเป็นอริยะ

เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง.

๒๗๑.

ดูกรภิกษุ ภิกษุยังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ

อย่าถึงความชะล่าใจ

ด้วยเหตุเพียงศีลและวัตร

ด้วยความเป็นพหูสูต

ด้วยการได้สมาธิ

ด้วยการนอนในที่สงัด.

๑๗๒.

หรือด้วยเหตุเพียงความดำริเท่านี้ว่า

เราถูกต้องสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ

ซึ่งปุถุชนเสพไม่ได้.

จบธัมมัฏฐวรรคที่ ๑๙

 


 

 

คาถาธรรมบท มรรควรรคที่ ๒๐

๒๗๓.

ทางมีองค์แปด ประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย

ธรรมอันพระอริยะเจ้าพึงถึง ๔ ประการประเสริฐกว่าสัจจะทั้งหลาย

วิราคธรรมประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย พระตถาคตผู้มีจักษุ

ประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าและอรูปธรรมทั้งหลาย.

๒๗๔.

ทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมดจดแห่งทัศนะ ทางอื่นไม่มี

เพราะเหตุนั้นท่านทั้งหลายจงดำเนินไปตามทางนี้แหละ

เพราะทางนี้เป็นที่ยังมารและเสนามารให้หลง.

๒๗๕.

ด้วยว่าท่านทั้งหลายดำเนินไปตามทางนี้แล้ว

จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เราทราบชัดธรรม

เป็นที่สลัดกิเลสเพียงดังลูกศรออก

บอกทางแก่ท่านทั้งหลายแล้ว.

๒๗๖.

ท่านทั้งหลายพึงทำความเพียรเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อน

พระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้บอก

ชนทั้งหลาย ดำเนินไปแล้ว ผู้เพ่งพินิจ

จะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมารได้.

๒๗๗.

เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็น

ด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์

นี้เป็นทางแห่งความหมดจด.

๒๗๘.

เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็น

ด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์

นี้เป็นทางแห่งความหมดจด.

๒๗๙.

เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็น

ด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์

นี้เป็นทางแห่งความหมดจด.

๒๘๐.

บุคคลหนุ่มมีกำลัง ไม่ลุกขึ้นในกาล

เป็นที่ลุกขึ้น เข้าถึงความเป็นคนเกียจคร้าน

มีความดำริอันจมเสียแล้ว ชื่อว่าเป็นคนเกียจคร้าน

คนเกียจคร้านย่อมไม่ประสพทางแห่งปัญญา.

๒๘๑.

บุคคลพึงตามรักษาวาจา พึงสำรวมดีแล้วด้วยใจ

และไม่พึงทำอกุศลด้วยกาย

พึงชำระกรรมบถ ๓ ประการนี้ให้หมดจด

พึงยินดีมรรคที่ฤาษีประกาศแล้ว.

๒๘๒.

ปัญญาเพียงดังแผ่นดินย่อมเกิด

เพราะความประกอบโดยแท้

ความสิ้นไปแห่งปัญญาเพียงดังแผ่นดิน

เพราะความไม่ประกอบ บัณฑิตรู้ทางสองแพร่ง

แห่งความเจริญและความเสื่อมนี้แล้ว

พึงตั้งตนไว้โดยอาการที่ปัญญา

เพียงดังแผ่นดิน จะเจริญขึ้นได้.

๒๘๓.

ท่านทั้งหลายจงตัดป่าอย่าตัดต้นไม้

ภัยย่อมเกิดแต่ป่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เธอทั้งหลายตัดป่าและหมู่ไม้ในป่าแล้ว

จงเป็นผู้ไม่มีป่า.

๒๘๔.

เพราะกิเลสดุจหมู่ไม้ในป่าแม้ประมาณน้อย

ในนารีของนระ ยังไม่ขาดเพียงใด

นระนั้นยังมีใจเกาะเกี่ยว ดุจลูกโคผู้ดื่มกินน้ำนม

มีใจเกาะเกี่ยวในมารดาเพียงนั้น.

๒๘๕.

ท่านจงตัดความรักของตนเสีย

ดุจบุคคลเด็ดดอกโกมุทอันเกิดในสรทกาลด้วยฝ่ามือ

ท่านจงเพิ่มพูนทางสงบที่เป็นไปเพื่อนิพพานอันพระ

สุคตทรงแสดงแล้วอย่างเดียว.

๒๘๖.

คนพาลย่อมคิดผิดว่า

เราจักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูฝน

จักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูหนาวและฤดูร้อน

ดังนี้ ย่อมไม่รู้อันตราย.

๒๘๗.

มัจจุย่อมพาเอาคนผู้มัวเมาในบุตรและ

ปสุสัตว์มีมนัสข้องติดในอารมณ์ต่างๆ

เหมือนห้วงน้ำใหญ่พาเอาชาวบ้านผู้หลับไปฉะนั้น.

๒๘๘.

เมื่อบุคคลถูกมัจจุผู้ทำซึ่งที่สุดครอบงำแล้ว

บุตรทั้งหลายย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน

บิดาย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน ถึงพวกพ้องทั้งหลาย

ก็ย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน ความเป็นผู้ต้านทานไม่มี

ในญาติทั้งหลาย.

๒๘๙.

บัณฑิตทราบอำนาจประโยชน์นี้แล้ว

พึงเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยศีล

พึงรีบชำระทางเป็นที่ไปสู่นิพพานพลันทีเดียว.

จบมรรควรรคที่ ๒๐

 


 

 

คาถาธรรมบท ปกิณณกวรรคที่ ๒๑

๒๙๐.

ถ้าว่าปราชญ์พึงเห็นความสุขอันไพบูลย์

เพราะสละความสุขพอประมาณไซร้

เมื่อปราชญ์เห็นความสุขอันไพบูลย์

พึงสละความสุขพอประมาณเสีย.

๒๙๑.

ผู้ใดปรารถนาความสุขเพื่อตน

ด้วยการเข้าไปตั้งความทุกข์ไว้ในผู้อื่น

ผู้นั้นระคนแล้วด้วยความเกี่ยวข้องด้วยเวร

ย่อมไม่พ้นไปจากเวร.

๒๙๒.

ภิกษุเหล่าใดละทิ้งกรรมที่ควรทำ

แต่กลับทำกรรมที่ไม่ควรทำ

อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่ภิกษุเหล่านั้น

ผู้มีมานะดังไม้อ้อยกขึ้นแล้ว ประมาทแล้ว.

๒๙๓.

ก็กายคตาสติอันภิกษุเหล่าใดปรารภด้วยดีเป็นนิตย์

ภิกษุเหล่านั้นผู้ทำความเพียรเป็นไปติดต่อในกรรมที่ควรทำ

ย่อมไม่ส้องเสพกรรมที่ไม่ควรทำ อาสวะทั้งหลายของภิกษุเหล่านั้น

ผู้มีสติสัมปชัญญะ ย่อมถึงความสิ้นไป.

๒๙๔.

พราหมณ์ฆ่ามารดาบิดาเสียได้

ฆ่าพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ทั้งสองเสียได้

และฆ่าแว่นแคว้นพร้อมกับนายเสมียนเสียได้

ย่อมเป็นผู้ไม่มีทุกข์ไป.

๒๙๕.

พราหมณ์ฆ่ามารดาบิดาเสียได้

ฆ่าพระราชาผู้เป็นพราหมณ์ทั้งสองเสียได้

และฆ่านิวรณ์มีวิจิกิจฉานิวรณ์ดุจเสือโคร่งเป็น

ที่ ๕ เสียได้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีทุกข์ไป.

๒๙๖.

สติของชนเหล่าใดไปแล้วในพระพุทธเจ้า

เป็นนิตย์ทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม

ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ.

๒๙๗.

สติของชนเหล่าใดไปแล้วในพระธรรม

เป็นนิตย์ทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม

ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ.

๒๙๘.

สติของชนเหล่าใดไปแล้วในพระสงฆ์

เป็นนิตย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม

ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ.

๒๙๙.

สติของชนเหล่าใดไปแล้วในกาย

เป็นนิตย์ทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม

ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ.

๓๐๐.

ใจของชนเหล่าใดยินดีแล้วในความ

ไม่เบียดเบียน ทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม

ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ.

๓๐๑.

ใจของชนเหล่าใดยินดีแล้ว

ในภาวนา ทั้งกลางวันและกลางคืน

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม

ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ.

๓๐๒.

การบวชไม่ดี นำความยินดีมาให้ได้ยาก

การอยู่ครองเรือนไม่ดี นำความทุกข์มาให้

การอยู่ร่วมกับบุคคลผู้ไม่เสมอกัน นำความทุกข์มาให้

ชนผู้เดินทางไกลอันทุกข์ตกตามแล้ว เพราะเหตุนั้น บุคคล

ไม่พึงเดินทางไกลและไม่พึงเป็นผู้อันทุกข์ตกตามแล้ว.

๓๐๓.

กุลบุตรผู้มีศรัทธา ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล

เพรียบพร้อมแล้วด้วยยศและโภคะ

ไปถึงประเทศใดๆ เป็นผู้อันคนบูชาแล้วใน

ประเทศนั้นๆ แล.

๓๐๔.

สัตบุรุษย่อมปรากฏได้ในที่ไกล

เหมือนภูเขาหิมวันต์

อสัตบุรุษแม้นั่งแล้วในที่นี้ก็ย่อมไม่ปรากฏ

เหมือนลูกศรที่บุคคลยิงไปแล้วในเวลากลางคืน ฉะนั้น.

๓๐๕.

ภิกษุพึงเสพการนั่งผู้เดียว การนอนผู้เดียว

ไม่เกียจคร้าน เที่ยวไปผู้เดียว

ฝึกหัดตนผู้เดียว พึงเป็นผู้ยินดีแล้วในที่สุดป่า.

จบปกิณณวรรคที่ ๒๑

 


 

 

คาถาธรรมบท นิรยวรรคที่ ๒๒

๓๐๖.

บุคคลผู้กล่าวคำไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก

หรือแม้ผู้ใดทำบาปกรรมแล้ว กล่าวว่ามิได้ทำ

ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรกเช่นเดียวกัน

แม้คนทั้งสองนั้นเป็นมนุษย์ผู้มีกรรมเลวทรามละไปแล้ว

ย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกหน้า.

๓๐๗.

คนเป็นอันมากผู้อันผ้ากาสาวะพันคอแล้ว

มีธรรมอันลามก ไม่สำรวม เป็นคนชั่วช้า

ย่อมเข้าถึงนรกเพราะกรรมอันลามกทั้งหลาย.

๓๐๘.

อ้นก้อนเหล็กแดงสุกลุกเป็นเปลวไฟ

บุคคลบริโภคแล้ว ประเสริฐกว่า

บุคคลผู้ทุศีล ไม่สำรวม พึงบริโภค

ก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น จะประเสริฐอะไร.

๓๐๙.

นรชนผู้ประมาทแล้ว ทำชู้ภริยาของผู้อื่น

ย่อมถึงฐานะ ๔ อย่าง คือไม่ได้บุญหนึ่ง

ไม่ได้นอนตามความใคร่หนึ่ง

นินทาเป็นที่สาม นรกเป็นที่สี่.

๓๑๐.

การไม่ได้บุญและคติอันลามก ย่อมมีแก่นรชนนั้น

ความยินดีของบุรุษผู้กลัวกับหญิงผู้กลัว น้อยนัก

และพระราชาทรงลงอาชญาอย่างหนัก

เพราะฉะนั้น นรชนไม่ควรทำชู้ภริยาของผู้อื่น.

๓๑๑.

หญ้าคาบุคคลจับไม่ดีย่อมบาดมือ ฉันใด

ความเป็นสมณะที่บุคคลปฏิบัติไม่ดี

ย่อมคร่าเข้าไปในนรก ฉันนั้น.

๓๑๒.

การงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน

วัตรที่เศร้าหมอง และพรหมจรรย์ที่ระลึก

ด้วยความรังเกียจ ย่อมไม่มีผลมาก.

๓๑๓.

ถ้าจะทำพึงทำกิจนั้นจริงๆ พึงบากบั่นให้มั่น

ก็สมณธรรมที่ย่อหย่อน ย่อมเรี่ยรายกิเลสดุจธุลีโดยยิ่ง.

๓๑๔.

ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า

เพราะความชั่วทำให้เดือดร้อนในภายหลัง

ส่วนความดีทำนั่นแลเป็นดี

เพราะทำแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง.

๓๑๕.

ท่านทั้งหลายจงคุ้มครองตนเหมือนปัจจันตนคร

ที่มนุษย์ทั้งหลายคุ้มครองไว้พร้อมทั้งภายในและภายนอก ฉะนั้น

ขณะอย่าล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะว่า ผู้ที่ล่วงขณะ

เสียแล้ว เป็นผู้ยัดเยียดกันในนรก ย่อมเศร้าโศก.

๓๑๖.

สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิ

ย่อมละอายในวัตถุอันบุคคลไม่พึงละอาย

ย่อมไม่ละอายในวัตถุอันบุคคลพึงละอาย

ย่อมไปสู่ทุคติ.

๓๑๗.

สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิ

ผู้มีปกติเห็นในสิ่งที่ไม่ควรกลัวว่าควรกลัว

และมีปกติเห็นในสิ่งที่ควรกลัวว่าไม่ควรกลัว

ย่อมไปสู่ทุคติ.

๓๑๘.

สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิ

มีปกติรู้ในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ

และมีปกติเห็นในสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ

ย่อมไปสู่ทุคติ.

๓๑๙.

สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นสัมมาทิฐิ

รู้ธรรมที่มีโทษโดยความเป็นธรรมที่มีโทษ

และรู้ธรรมที่หาโทษมิได้โดยความเป็นธรรมหาโทษมิได้

ย่อมไปสู่สุคติ.

จบนิรยวรรคที่ ๒๒

 


 

 

คาถาธรรมบท นาควรรคที่ ๒๓

๓๒๐.

เราจักอดกลั้นซึ่งคำล่วงเกิน

ดุจช้างอดทนซึ่งลูกศรที่ออก

มาจากแล่งในสงคราม ฉะนั้น

เพราะคนทุศีลมีมาก.

๓๒๑.

ชนทั้งหลายย่อมนำสัตว์พาหนะที่ฝึกหัดแล้วไป

สู่ที่ชุมนุม พระราชาย่อมทรงพาหนะที่ได้ฝึกหัดแล้ว

ในหมู่มนุษย์คนที่ได้ฝึกแล้ว อดทนซึ่งคำล่วงเกินได้

เป็นผู้ประเสริฐสุด.

๓๒๒.

ม้าอัสดร ม้าอาชาไนย ม้าสินธพ และช้างกุญชร

ผู้มหานาคชนิดที่นายควานฝึกแล้ว จึงเป็นสัตว์ประเสริฐ

บุคคลผู้มีตนอันฝึกแล้ว ประเสริฐกว่าพาหนะเหล่านั้น.

๓๒๓.

บุคคลผู้ฝึกตนแล้ว พึงไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไป

ด้วยตนที่ฝึกแล้ว ฝึกดีแล้วได้ ฉันใด

บุคคลพึงไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไปแล้วด้วยยาน

เหล่านี้ ฉันนั้น หาได้ไม่.

๓๒๔.

กุญชรนามว่า ธนปาลกะ ผู้ตกมันจัด ห้ามได้ยาก

เขาผูกไว้แล้ว ย่อมไม่บริโภคอาหาร

กุญชรย่อมระลึกถึงป่าเป็นที่อยู่แห่งช้าง.

๓๒๕.

เมื่อใด บุคคลเป็นผู้บริโภคมาก มักง่วงซึม

นอนหลับ พลิกกลับไปมา

ดุจสุกรใหญ่อันบุคคลปรนปรือด้วยเหยื่อ

เมื่อนั้น บุคคลนั้นเป็นคนเขลาเข้าห้องบ่อยๆ.

๓๒๖.

จิตนี้ได้เที่ยวไปสู่ที่จาริกตามความปรารถนา

ตามความใคร่ ตามความสุข ในกาลก่อน

วันนี้ เราจักข่มจิตนั้นโดยอุบายอันแยบคาย

ดุจนายควานช้างผู้ถือขอข่มช้างผู้ตกมัน ฉะนั้น.

๓๒๗.

ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาท

จงตามรักษาจิตของตน จงถอนตนขึ้น

จากหล่มคือกิเลสที่ถอนได้ยาก

ดุจกุญชรผู้จมแล้วในเปือกตมถอนตนขึ้นได้ ฉะนั้น.

๓๒๘.

ถ้าว่าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน

ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้

บุคคลนั้นพึงครอบงำอันตรายทั้งปวง

มีใจชื่นชม มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น.

๓๒๙.

ถ้าว่าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน

ผู้เที่ยวไปด้วยกันมีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้

บุคคลนั้นพึงเที่ยวไปผู้เดียวดุจพระราชาทรงละแว่นแคว้น

อันพระองค์ทรงชนะ แล้วเสด็จเที่ยวไปพระองค์เดียว

ดุจช้างชื่อมาตังคะละโขลงเที่ยวไปตัวเดียวในป่า ฉะนั้น.

๓๓๐.

การเที่ยวไปของบุคคลผู้เดียวประเสริฐกว่า

เพราะความเป็นสหายไม่มีในเพราะชนพาล

บุคคลพึงเที่ยวไปผู้เดียว ดุจช้างชื่อมาตังคะ

มีความขวนขวายน้อยเที่ยวไปในป่า และไม่พึงทำบาปทั้งหลาย.

๓๓๑.

สหายทั้งหลายเมื่อความต้องการเกิดขึ้น นำความสุขมาให้

ความยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นำมาซึ่งความสุข

บุญนำความสุขมาให้ในเวลาสิ้นชีวิต

การละทุกข์ได้ทั้งหมดนำมาซึ่งความสุข.

๓๓๒.

ความเป็นผู้เกื้อกูลมารดานำมาซึ่งความสุขในโลก

ความเป็นผู้เกื้อกูลบิดานำมาซึ่งความสุข

ความเป็นผู้เกื้อกูลสมณะนำมาซึ่งความสุขในโลก

และความเป็นผู้เกื้อกูลพราหมณ์นำมาซึ่งความสุขในโลก.

๓๓๓.

ศีลนำมาซึ่งความสุขตราบเท่าชรา

ศรัทธาตั้งมั่นแล้วนำมาซึ่งความสุข

การได้เฉพาะซึ่งปัญญานำมาซึ่งความสุข

การไม่ทำบาปทั้งหลายนำมาซึ่งความสุข.

จบนาควรรคที่ ๒๓

 


 

 

คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔

๓๓๔.

ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท

ดุจเคลือเถาย่านทราย ฉะนั้น

บุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่

ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่า ฉะนั้น.

๓๓๕.

ตัณหานี้ลามกซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก

ย่อมครอบงำบุคคลใด

ความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น

ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่า ฉะนั้น.

๓๓๖.

บุคคลใดแลย่อมครอบงำตัณหาอันลามก

ล่วงไปได้โดยยากในโลก

ความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น

เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัว ฉะนั้น.

๓๓๗.

เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะ

ท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้

ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย

ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝก ฉะนั้น

มารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ

ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น.

๓๓๘.

ต้นไม้ เมื่อรากหาอันตรายมิได้ มั่นคงอยู่

แม้ถูกตัดแล้วก็กลับงอกขึ้นได้ ฉันใด

ทุกข์นี้ เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้แล้ว

ย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ฉันนั้น.

๓๓๙.

ความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะเป็นของใหญ่

ย่อมนำบุคคลผู้มีตัณหาดังกระแส ๓๖

อันไหลไปในอารมณ์ซึ่งทำให้ใจเอิบอาบ

เป็นของกล้า ไปสู่ทิฐิชั่ว.

๓๔๐.

กระแสตัณหาย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง

ตัณหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่

ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาดังเครือเถานั้นอันเกิดแล้ว

จงตัดรากเสียด้วยปัญญา.

๓๔๑.

โสมนัสที่ซ่านไปแล้วและที่เป็นไป

กับด้วยความเยื่อใย ย่อมมีแก่สัตว์

สัตว์เหล่านั้นอาศัยความสำราญแสวงหาสุข

นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้เข้าถึงชาติและชรา.

๓๔๒.

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องแล้วด้วยสังโยชน์และธรรมเป็นเครื่องข้อง

ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆสิ้นกาลนาน.

๓๔๓.

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว

ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับ

กระส่ายอยู่ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังวิราคะ

ธรรมแก่ตน พึงบรรเทาตัณหาที่ทำความสะดุ้งเสีย.

๓๔๔.

ท่านทั้งหลายจงเห็นบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า

มีใจน้อมไปแล้วในความเพียรดุจป่า

พ้นแล้วจากตัณหาเพียงดังป่า ยังแล่นเข้าหาป่านั่นแล

บุคคลนี้พ้นแล้วจากเครื่องผูกยังแล่นเข้าหาเครื่องผูก.

๓๔๕.

นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูกซึ่งเกิดแต่เหล็ก

เกิดแต่ไม้ และเกิดแต่หญ้าปล้องว่ามั่นไม่

สัตว์ผู้กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้ว ในแก้วมณีและ

แก้วกุณฑลทั้งหลาย และความห่วงใยในบุตรและภริยา.

๓๔๖.

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอันหน่วงลง

อันหย่อน อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก นั้นว่ามั่น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้ว ย่อมเว้นรอบ.

๓๔๗.

สัตว์เหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป

ตามกระแสตัณหา ดุจแมลงมุมแล่นไปตามใยที่ตนทำเอง ฉะนั้น

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว

เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไป.

๓๔๘.

ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย

จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขต

ธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก.

๓๔๙.

ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูกวิตกย่ำยี

ผู้มีราคะกล้า มีปกติเห็นอารมณ์ว่างาม

ผู้นั้นแลย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น.

๓๕๐.

ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบวิตก

มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภะอยู่

ผู้นั้นแลจักทำตัณหาให้สิ้นไป

ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้.

๓๕๑.

ภิกษุผู้ถึงความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้ง

ปราศจากตัณหาไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน

ตัดลูกศรอันยังสัตว์ให้ไปสู่ภพได้แล้ว

อัตภาพของภิกษุนี้มีในที่สุด.

๓๕๒.

ภิกษุปราศจากตัณหาไม่ยึดมั่น ฉลาดในนิรุติและบท

รู้จักความประชุมเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย

ภิกษุนั้นแลมีสรีระในที่สุด

เรากล่าวว่า มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ.

๓๕๓.

เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้แจ้งธรรมทั้งปวง

อันตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง

ละธรรมได้ทุกอย่างพ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหา

รู้ยิ่งเอง พึงแสดงใครเล่า (ว่าเป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์).

๓๕๔.

การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง

รสแห่งธรรมย่อมชำนะรสทั้งปวง

ความยินดีในธรรมย่อมชำนะความยินดีทั้งปวง

ความสิ้นตัณหาย่อมชำนะทุกข์ทั้งปวง.

๓๕๕.

โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม

แต่หาฆ่าผู้ที่แสวงหาฝั่งไม่

คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้

เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น.

๓๕๖.

นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษ

หมู่สัตว์มีราคะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคล

ถวายในท่านผู้ปราศจากราคะ

ย่อมมีผลมาก.

๓๕๗.

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ

หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคล

ถวายในท่านผู้ปราศจากโทสะ

ย่อมมีผลมาก.

๓๕๘.

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ

หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคล

ถวายในท่านผู้ปราศจากโมหะ

ย่อมมีผลมาก.

๓๕๙.

นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ

หมู่สัตว์นี้มีความอิจฉาเป็นโทษ

เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคล

ถวายในท่านผู้ปราศจากความอิจฉา

ย่อมมีผลมาก.

จบตัณหาวรรคที่ ๒๔

 


 

 

คาถาธรรมบท ภิกขุวรรคที่ ๒๕

๓๖๐.

ความสำรวมด้วยจักษุเป็นความดี

ความสำรวมด้วยหูเป็นความดี

ความสำรวมด้วยจมูกเป็นความดี

ความสำรวมด้วยลิ้นเป็นความดี.

๓๖๑.

ความสำรวมด้วยกายเป็นความดี

ความสำรวมด้วยวาจาเป็นความดี

ความสำรวมด้วยใจเป็นความดี

ความสำรวมในทวารทั้งปวงเป็นความดี

ภิกษุผู้สำรวมแล้วในทวารทั้งปวง

ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.

๓๖๒.

ผู้ที่สำรวมมือสำรวมเท้า สำรวมวาจา

สำรวมตน ยินดีในอารมณ์ภายใน มีจิตตั้งมั่น

อยู่ผู้เดียว สันโดษ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่าเป็นภิกษุ.

๓๖๓.

ภิกษุใดสำรวมปาก มีปกติกล่าวด้วยปัญญา

มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมแสดงอรรถและธรรม

ภาษิตของภิกษุนั้นไพเราะ.

๓๖๔.

ภิกษุผู้มีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรม

ค้นคว้าธรรม ระลึกถึงธรรม ย่อมไม่

เสื่อมจากสัทธรรม.

๓๖๕.

ภิกษุไม่พึงดูหมิ่นลาภของตน

ไม่พึงเที่ยวปรารถนาลาภของผู้อื่น

เพราะภิกษุปรารถนาลาภของ

ผู้อื่นอยู่ ย่อมไม่บรรลุสมาธิ.

๓๖๖.

ถ้าว่าภิกษุแม้มีลาภน้อย

ก็ย่อมไม่ดูหมิ่นลาภของตนไซร้

เทวดาทั้งหลายย่อมสรรเสริญภิกษุนั้น

ผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ไม่เกียจคร้าน.

๓๖๗.

ผู้ใดไม่มีความยึดถือในนามรูปว่า

ของเราโดยประการทั้งปวง และย่อม

ไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปไม่มีอยู่

ผู้นั้นแลเรากล่าวว่า เป็นภิกษุ.

๓๖๘.

ภิกษุใดมีปกติอยู่ด้วยเมตตา

เลื่อมใสแล้วในพระพุทธศาสนา

ภิกษุนั้นพึงบรรลุสันตบทอันเป็น

ที่ระงับสังขารเป็นสุข.

๓๖๙.

ดูกรภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้

เรือที่เธอวิดแล้วจักถึงเร็ว

เธอตัดราคะและโทสะแล้ว

จักถึงนิพพานในภายหลัง.

๓๗๐.

ภิกษุพึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕

พึงละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕

พึงเจริญอินทรีย์ ๕ ให้ยิ่ง

ภิกษุล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ อย่าง

ได้แล้ว เรากล่าวว่า เป็นผู้ข้ามโอฆะได้.

๓๗๑.

ดูกรภิกษุ เธอจงเพ่งและอย่าประมาท

จิตของเธอหมุนไปในกามคุณ

เธออย่าเป็นผู้ประมาทกลืนก้อนโลหะ

อย่าถูกไฟเผาคร่ำครวญว่านี้ทุกข์.

๓๗๒.

ฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา

ปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน

ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด

ผู้นั้นแลอยู่ในที่ใกล้นิพพาน.

๓๗๓.

ความยินดีอันมิใช่ของมนุษย์

ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าไปสู่เรือนว่าง

ผู้มีจิตสงบ ผู้เห็นแจ้งซึ่งธรรมโดยชอบ.

๓๗๔.

ในกาลใดๆ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นความ

เกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย

ในกาลนั้นๆภิกษุนั้นย่อมได้ปีติและปราโมทย์

ปีติและปราโมทย์นั้นเป็นอมตะของบัณฑิต

ทั้งหลายผู้รู้แจ้งอยู่.

๓๗๕.

บรรดาธรรมเหล่านั้นธรรมนี้ คือ

ความคุ้มครองอินทรีย์ ความสันโดษ

และความสำรวมในปาฏิโมกข์ เป็นเบื้องต้น

ของภิกษุผู้มีปัญญาในธรรมวินัยนี้.

๓๗๖.

ท่านจงคบกัลยาณมิตร มีอาชีพหมดจด

ไม่เกียจคร้าน ภิกษุพึงเป็นผู้ประพฤติปฏิสันถาร

พึงเป็นผู้ฉลาดในอาจาระ เป็นผู้มากด้วยความปราโมทย์

เพราะความประพฤติในปฏิสันถาร และความเป็นผู้ฉลาด

ในอาจาระนั้นจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

๓๗๗.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเปลื้อง

ราคะและโทสะเสีย เหมือนมะลิปล่อยดอก

ที่เหี่ยวแห้งแล้ว ฉะนั้น.

๓๗๘.

ภิกษุผู้มีกายสงบ มีวาจาสงบ มีใจสงบ

มีใจตั้งมั่นดี มีอามิสในโลกอันคายแล้ว

เรากล่าวว่า เป็นผู้สงบระงับ.

๓๗๙.

จงเตือนตนด้วยตนเอง

จงสงวนตนด้วยตนเอง

ดูกรภิกษุ เธอนั้นผู้มีตนอันคุ้ม

ครองแล้ว มีสติ จักอยู่เป็นสุข.

๓๘๐.

ตนแลเป็นที่พึ่งของตน

ตนแลเป็นคติของตน

เพราะเหตุนั้น ท่านจงสำรวมตน

เหมือนพ่อค้าระวังม้าดีไว้ ฉะนั้น.

๓๘๑.

ภิกษุผู้มากด้วยความปราโมทย์

เลื่อมใสแล้วในพุทธศาสนา

พึงบรรลุสันตบทอันเป็นที่เข้า

ไปสงบแห่งสังขาร เป็นสุข.

๓๘๒.

ภิกษุใดแล ยังเป็นหนุ่ม

ย่อมเพียรพยายามในพุทธศาสนา

ภิกษุนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว

เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น.

จบภิกขุวรรคที่ ๒๕

 


 

 

คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖

๓๘๓.

ดูกรพราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแส

ตัณหาเสีย จงบรรเทากามทั้งหลายเสีย

ดูกรพราหมณ์ ท่านรู้ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว

จะเป็นผู้รู้นิพพานอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้.

๓๘๔.

เมื่อใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมทั้ง ๒ ประการ

เมื่อนั้น กิเลสเป็นเครื่องประกอบทั้งปวงของ

พราหมณ์นั้นผู้รู้แจ้ง ย่อมถึงความสาบสูญไป.

๓๘๕.

ฝั่งก็ดี ธรรมชาติมิใช่ฝั่งก็ดี ฝั่งและ

ธรรมชาติมิใช่ฝั่ง ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด

เรากล่าวผู้นั้นซึ่งมีความกระวนกระวายไป

ปราศแล้ว ผู้ไม่ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

๓๘๖.

เรากล่าวบุคคลผู้เพ่งฌานปราศจากธุลี

นั่งอยู่ผู้เดียว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ

บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

๓๘๗.

พระอาทิตย์ย่อมส่องแสงสว่างในกลางวัน

พระจันทร์ย่อมส่องแสงสว่างในกลางคืน

กษัตริย์ทรงผูกสอดเครื่องครบย่อมมีสง่า

พราหมณ์ผู้เพ่งฌานย่อมรุ่งเรือง

ส่วนพระพุทธเจ้าย่อมรุ่งเรือง

ด้วยพระเดชตลอดวันและคืนทั้งสิ้น.

๓๘๘.

บุคคลผู้มีบาปอันลอยแล้วแล เรากล่าวว่าเป็นพราหมณ์

เรากล่าวบุคคลว่าเป็นสมณะเพราะประพฤติสงบ

บุคคลผู้ขับไล่มลทินของตน เรากล่าวว่าเป็นบรรพชิต

เพราะการขับไล่นั้น.

๓๘๙.

พราหมณ์ไม่พึงประหารพราหมณ์

พราหมณ์ไม่พึงปล่อยเวรแก่พราหมณ์นั้น

เราติเตียนบุคคลผู้ประหารพราหมณ์

เราติเตียนบุคคลผู้ปล่อยเวรแก่พราหมณ์

กว่าบุคคลผู้ประหารนั้น.

๓๙๐.

การเกียจกันใจจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลาย

ของพราหมณ์ เป็นคุณประเสริฐหาน้อยไม่

ใจประกอบด้วยความเบียดเบียนย่อมกลับจากวัตถุใดๆ

ทุกข์ย่อมสงบได้หมดจากวัตถุนั้นๆ.

๓๙๑.

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจ

ผู้สำรวมแล้วจากฐานะทั้ง ๓ ว่าเป็นพราหมณ์.

๓๙๒.

บุคคลพึงรู้แจ้งธรรมอันพระสัมมา

สัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วจากบุคคลใด

พึงนอบน้อมบุคคลนั้นโดยเคารพ

เหมือนพราหมณ์นอบน้อมการบูชาไฟ ฉะนั้น.

๓๙๓.

บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะการเกล้าชฎา

เพราะโคตร เพราะชาติหามิได้

สัจจะและธรรมะมีอยู่ในผู้ใด

ผู้นั้นเป็นผู้สะอาดอยู่ ผู้นั้นเป็นพราหมณด้วย.

๓๙๔.

ดูกรท่านผู้มีปัญญาทราม

จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเกล้าชฎาแก่ท่าน

จะมีประโยชน์อะไร ด้วยผ้าสาฎกที่ทำด้วยหนังชะมดแก่ท่าน

ภายในของท่านรกชัฏ ท่านย่อมขัดสีแต่อวัยวะภายนอก.

๓๙๕.

เรากล่าวบุคคลผู้ทรงผ้าบังสุกุล ซูบผอม

สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผู้เดียวเพ่ง (ฌาน)

อยู่ในป่านั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

๓๙๖.

ก็เราไม่กล่าวผู้ที่เกิดแต่กำเนิด

ผู้มีมารดาเป็นแดนเกิด ว่าเป็นพราหมณ์

ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่าโภวาที (ผู้กล่าวว่าท่านผู้เจริญ)

ผู้นั้นแลเป็นผู้มีกิเลสเครื่องกังวล เรากล่าวบุคคล

ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลผู้ไม่ถือมั่นนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

๓๙๗.

เรากล่าวผู้ที่ตัดสังโยชน์ทั้งหมดได้

ไม่สะดุ้ง ผู้ล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้อง

ไม่ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

๓๙๘.

เรากล่าวบุคคลผู้ตัดความโกรธดุจชะเนาะ

ตัดตัณหาดุจหนังหัวเกวียน และตัดทิฐิดุจเงื่อน

พร้อมทั้งอนุสัยดุจสายเสียได้ ผู้มีอวิชชาดุจลิ่ม

สลักอันถอนแล้ว ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

๓๙๙.

เรากล่าวผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นได้ซึ่งการด่า

การทุบตีและการจองจำ ผู้มีกำลัง คือ ขันติ

ผู้มีหมู่พลเมืองคือขันติว่าเป็นพราหมณ์.

๔๐๐.

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่โกรธ มีวัตร

มีศีลไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น

ฝึกตนแล้ว มีร่างกายตั้งอยู่

ในที่สุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๐๑.

เรากล่าวผู้ที่ไม่ติดในกามทั้งหลาย

ดุจน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว

ดังเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บน

ปลายเหล็กแหลมนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๐๒.

เรากล่าวผู้ที่รู้แจ้งความสิ้นทุกข์ของตนในธรรมวินัยนี้

มีภาระอันปลงแล้ว พรากแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๐๓.

เรากล่าวบุคคลผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์

ผู้ฉลาดในมรรคและมิใช่มรรค

ผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๐๔.

เรากล่าวผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคน ๒ พวก คือ

คฤหัสถ์และบรรพชิต ผู้ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป

ผู้มีความปรารถนาน้อยนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๐๕.

เรากล่าวผู้ที่วางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย

ผู้ที่สะดุ้งและมั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่า

ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๐๖.

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่ผิดในผู้ผิด

ผู้ดับเสียในผู้ที่มีอาชญาในตน

ผู้ไม่ยึดถือในขันธ์ที่ยังมีความยึดถือนั้น

ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๐๗.

เรากล่าวผู้ที่ทำราคะ โทสะ มานะ

และมักขะให้ตกไป ดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาด

ที่เขาให้ตกไปจากปลายเหล็กแหลมนั้น

ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๐๘.

เรากล่าวบุคคลผู้เปล่งวาจาไม่หยาบคาย

อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้แจ่มแจ้งกันได้ เป็นคำจริง

ผู้ไม่ทำใครๆ ให้ขัดใจกันนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๐๙.

เรากล่าวผู้ที่ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้

ในโลกนี้ ยาวก็ตาม สั้นก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตาม

งามก็ตาม ไม่งามก็ตาม ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๑๐.

เรากล่าวผู้ไม่มีความหวังในโลกนี้และในโลกหน้า

ไม่มีตัณหา ไม่ประกอบด้วยกิเลส ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๑๑.

เรากล่าวผู้ที่ไม่มีความอาลัย

ไม่เคลือบแคลงสงสัยเพราะรู้ทั่ว

หยั่งลงสู่อมตะ บรรลุโดยลำดับ

ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๑๒.

เรากล่าวผู้ละทิ้งบุญและบาปทั้งสอง

ล่วงกิเลสเครื่องขัดข้องในโลกนี้

ผู้ไม่มีความโศก ปราศจากธุลี บริสุทธิ์

ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๑๓.

เรากล่าวผู้ที่มีความเพลิดเพลินในภพสิ้นแล้ว

ผู้บริสุทธิ์ มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เหมือนพระจันทร์

ปราศจากมลทินนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๑๔.

เรากล่าวผู้ล่วงทางลื่น ทางที่ไปได้ยาก

สงสาร และโมหะนี้เสียได้ เป็นผู้ข้ามแล้ว

ถึงฝั่ง เพ่ง (ฌาน) ไม่หวั่นไหว ไม่มีความ

เคลือบแคลงสงสัย ดับแล้วเพราะไม่ถือมั่น

ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๑๕.

เรากล่าวผู้ละกามทั้งหลายในโลกนี้

เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้

มีกามและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๑๖.

เรากล่าวผู้ละกามทั้งหลายในโลกนี้

เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้

มีตัณหาและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๑๗.

เรากล่าวผู้ละโยคะของมนุษย์

ล่วงโยคะอันเป็นทิพย์ พรากแล้ว

จากโยคะทั้งปวง ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๑๘.

เรากล่าวผู้ละความยินดี และความไม่ยินดีได้

เป็นผู้เย็นไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าไปทรงไว้

ครอบงำเสียซึ่งโลกทั้งปวง

ผู้แกล้วกล้า ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๑๙.

เรากล่าวผู้รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย

โดยประการทั้งปวง ผู้ไม่ข้องอยู่ ไปดี

ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๒๐.

เรากล่าวผู้ที่เทวดา คนธรรพ์และมนุษย์

รู้คติของเขาไม่ได้ มีอาสวะสิ้นแล้ว

เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๒๑.

เรากล่าวผู้ที่ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล

ในขันธ์ที่เป็นอดีต ในขันธ์ที่เป็นอนาคต

และในขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน ไม่มีความกังวล

ไม่มีความยึดถือว่าเป็นพราหมณ์.

๔๒๒.

เรากล่าวผู้องอาจ ประเสริฐ แกล้วกล้า

แสวงหาคุณอันใหญ่ ชนะเสร็จแล้ว ไม่หวั่นไหว

ล้างกิเลส ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

๔๒๓.

เรากล่าวผู้ที่รู้ปุพเพนิวาส เห็นสวรรค์และอบาย

และได้ถึงความสิ้นไปแห่งชาติ อยู่จบพรหมจรรย์เพราะรู้ยิ่ง

เป็นมุนีอยู่จบพรหมจรรย์ทั้งปวงแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

จบพราหมณวรรคที่ ๒๖

----------

รวมวรรคที่มีในคาถาธรรมบท คือ

ยมกวรรค อัปปมาทวรรค จิตตวรรค ปุปผวรรค พาลวรรค

ปัณฑิตวรรค อรหันตวรรค สหัสสวรรค ปาปวรรค ทัณฑวรรค ชราวรรค

อัตตวรรค โลกวรรค พุทธวรรค สุขวรรค ปิยวรรค โกธวรรค มลวรรค

ธัมมัฏฐวรรค รวมเป็น ๒๐ วรรค ปกิณณกวรรค นิรยวรรค นาควรรค

ตัณหาวรรค ภิกขุวรรค พราหมณวรรค รวมทั้งหมดนี้เป็น ๒๖ วรรค อันพระ

พุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ทรงแสดงแล้ว ในยมกวรรคมี ๒๐ คาถา

ในอัปปมาทวรรคมี ๑๒ คาถา ในจิตตวรรคมี ๑๑ คาถา ในปุปผวรรคมี ๑๖ คาถา

ในพาลวรรคมี ๑๗ คาถา ในปัณฑิตวรรคมี ๑๔ คาถา ในอรหันตวรรคมี ๑๐ คาถา

ในสหัสสวรรคมี ๑๖ คาถา ในปาปวรรคมี ๑๓ คาถา ในทัณฑวรรคมี ๑๗ คาถา

ในชราวรรคมี ๑๑ คาถา ในอัตตวรรคมี ๑๒ คาถา ในโลกวรรคมี ๑๒ คาถา

ในพุทธวรรคมี ๑๖ คาถา ในสุขวรรคและปิยวรรคมีวรรคละ ๑๒ คาถา ในโกธ-

*วรรคมี ๑๔ คาถา ในมลวรรคมี ๒๑ คาถา ในธัมมัฏฐวรรคมี ๑๗ คาถา ใน

มรรควรรคมี ๑๖ คาถา ในปกิณณกวรรคมี ๑๖ คาถา ในนิรยวรรคและนาควรรค

มีวรรคละ ๑๔ คาถา ในตัณหาวรรคมี ๒๒ คาถา ในภิกขุวรรคมี ๒๓ คาถา

ในพราหมณวรรคอันเป็นวรรคที่สุดมี ๔๐ คาถา คาถา ๔๒๓ คาถา อันพระ

พุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดงไว้ในนิบาตในธรรมบท.

จบธรรมบท

Das  ist ein Angebot einer Auswahl am buddhistischen Singen. Schließlich hoffen wir  es wird religiös und sutra vertreten, der von allen buddhistischen Traditionen singt.  Wenn Sie irgendwelche Qualität Audiomaterial haben, um zu dieser Abteilung beizutragen (besonders  Tibetanisch) würde es sehr geschätzt.

Kein Feuer gleicht der Gier, kein Haifisch gleicht dem Hasse,

Kein Netz dem Wahn; dem Drang gleicht keine Wasserstraße.

Zum Wissen braucht man Fleiß; durch Faulheit schwindet's hin;
Drum laßt am Kreuzweg von Verlust und von Gewinn

เอตทัคคะ เป็นตำแหน่งทางพุทธศาสนาที่พระบรมศาสดาได้ประทานแต่งตั้งให้พุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีความรู้ความสามารถเด่นกว่าท่านอื่นๆในด้านนั้นๆ และแต่ละตำแหน่ง พระพุทธองค์ประทานแต่งตั้งเพียง รูปเดียว ท่านเดียวเท่านั้น (ท่านสามารถหาอ่านชีวประวัติของท่านเหล่านั้นโดยละเอียดที่นี่ www.84000.org พระธรรมขันธ์)