Copyright 2017 - Custom text here

วิสาขบูชากถา ปี ๒๕๕๖ (ทูเรนิทาน - ๑)

 

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ใกลจากกิเลศ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองพระองค์นั้น

 

 วิสาขบูชากถา ปี ๒๕๕๖

ในวโรกาสอันเป็นมงคลใกล้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ วันวิสาขบูชา ทีกำลังเวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่ง ข้าพเจ้าขอบูชาคุณพระรัตนตรัยอันประเสริฐด้วยอามิสบูชาและปฏิบัติบูชาตามกำลังแห่งสติและปัญญาของตน ในปีนี้ขอนำเอาพระประวัติของพระพุทธเจ้าตามที่ปรากฏมีในพระไตรปิฏกและอรรถกถาตามที่ได้ศึกษามาด้วยการอ่านและการฟังจากท่านผู้รู้ทั้งหลาย ด้วยวิธีนำมาเรียบเรียงให้ท่านผู้สนใจได้อ่าน เพื่อให้เกิดศรัทธาความเชื่อ ปสาทะความเลื่อมใสต่อไป

 

การที่เราจะรู้จักพระพุทธเจ้าได้ดีนั้น ต้องศึกษาประวัติความเป็นมาของท่านโดยละเอียด โดยการศึกษาจากประวัติทั้ง ๓ ตอน คือ

 

) ทูเรนิทาน

กถามรรคที่เล่าเรื่องตั้งแต่พระะมหาสัตว์ได้ตั้งปรารถนาอย่างจริงจัง ณ เบื้องบาทมลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าที่ปังกร จนถึงจุติจากอัตภาพเป็นพระเวสสันดรแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จัดเป็นทูเรนิทาน.

 

) อวิทูเรนิทาน

กถามรรคที่เล่าเรื่องทั้งแต่จุติจากภพสวรรค์ชั้นดุสิตจนถึงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณที่ควงไม้โพธิ์ จัดเป็นอวิทูเรนิทาน.

 

) สันติเกนิทาน

เรื่องราวมีปรากฏอยู่ในที่ต่าง ๆ ของพระองค์ที่เสด็จประทับอยู่ในที่นั้น ๆ จัดเป็นสันติเกนิทาน.

 

 

ในนิทานเหล่านั้น ที่ชื่อทูเรนิทานมีดังต่อไปนี้

 

ทูเรนิทาน (ตอนที่ ๑) –

 

สุเมธกถา - ประวัติของสุเมธดาบส

 

เล่ากันมาว่า ในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปนับแต่นี้ ได้มีนครหนึ่งนามว่า อมรวดีในนครนั้นมีพราหมณ์ชื่อสุเมธอาศัยอยู่ เขามีกำเนิดดี มีครรภ์อันบริสุทธิ์ ทั้งทางฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดานับได้เจ็ดชั่วตระกูลใครจะดูถูกมิได้ หาผู้ตำหนิมิได้เกี่ยวกับเรื่องเชื้อชาติ มีรูปสวย น่าดู น่าเลื่อมใส (อภิรูโป ทสฺสนีโย ปาสาทิโก) ประกอบด้วยผิวพรรณอันงามยิ่ง เขาไม่การทำการงานอย่างอื่นเลย ศึกษาแต่ศิลปะของพราหมณ์เท่านั้น บิดาและมารดาของเขาได้ถึงแก่กรรมเสียตั้งแต่เขารุ่นหนุ่ม

 

ต่อมาอำมาตย์ผู้จัดการผลประโยชน์นำเอาบัญชีทรัพย์สินมา

เปิดห้องคลังที่เต็มไปด้วยทองเงินแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น

บอกให้ทราบถึงทรัพย์ตลอดเจ็ดชั่วตระกูลว่า “ข้าแต่กุมาร ทรัพย์สิน

เท่านี้เป็นของมารดา เท่านี้เป็นของบิดา เท่านี้เป็นของปู่ตาและทวด”

แล้วเรียนว่า “ขอท่านจงจัดการเถิด”.

 

สุเมธบัณฑิตคิดว่า ปู่เป็นต้นของเราสะสมทรัพย์นี้ไว้แล้ว เมื่อจะไปสู่ปรโลก

ที่ชื่อว่าจะถือเอาทรัพย์เเม้กหาปณะหนึ่งติดตัวไปด้วยหามีไม่ แต่เราควรการ

ทำเหตุที่จะให้ถือเอาทรัพย์ไปด้วยได้ ดังนี้แล้ว ได้กราบทูลแด่พระราชา

ให้ตีกลองป่าวร้องไปในพระนครให้ทานแก่มหาชนแล้ว ออกบวชเป็นดาบส

 

ต่อมาวันหนึ่ง สุเมธบัณฑิตนั้น ไปในที่เร้น ณ พื้นปราสาทชั้นบนนั่ง

ขัดสมาธิคิดว่า นี่แน่ะบัณฑิตการเกิดอีก. ชื่อว่าการถือปฏิสนธิเป็นทุกข์

การแตกดับแห่งสรีระในที่ที่เกิดแล้ว ก็เป็นทุกข์เช่นกัน และเราก็มีการเกิดเป็นธรรมดา

มีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา

ควรที่เราผู้เป็นเช่นนี้ จะแสวงหาพระมหานิพพานที่ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีทุกข์

มีแต่สุข เยือกเย็น ไม่รู้จักตาย ทางสายเดียวที่พ้นจากภพมีปรกตินำไปสู่

พระนิพพานจะพึงมีแน่นอน

 

ต่อจากนั้นก็คิดยิ่งขึ้นไปอีกอย่างนี้ว่า เหมือนอย่างว่า ชื่อว่าสุขที่เป็น

ปฏิปักษ์ต่อทุกข์มีอยู่ในโลกฉันใด เมื่อภพมีอยู่แม้สิ่งที่ปราศจากภพอันเป็นปฏิ

ปักษ์ต่อภพนั้น ก็พึงมีฉันนั้น และเหมือนเมื่อความร้อนมีอยู่ แม้ความเย็นที่จะ

ระงับความร้อนนั้นก็ต้องมีฉันใด แม้พระนิพพานที่ระงับไฟมีราคะเป็นต้นก็

พึงมีฉันนั้น ธรรมที่ไม่มีโทษอันงามที่เป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมอันเป็นบาปอัน

ลามก ย่อมมีอยู่ฉันใด เมื่อชาติอันลามกมีอยู่ แม้พระนิพพานกล่าวคือความไม่

เกิด เพราะให้ความเกิดทุกอย่างสิ้นไป ก็พึงมีฉันนั้น

 

ท่านยังคิดข้ออื่น ๆ อีกว่า บุรุษผู้จมอยู่ในกองคูถเห็นสระใหญ่ดาดาษ

ไปด้วยดอกปทุมห้าสีแต่ไกล ควรที่จะแสวงหาสระนั้นด้วยคิดว่า เราควรจะไปที่

สระนั้นโดยทางไหนหนอ การไม่แสวงหาสระนั้น หาเป็นความผิดของสระนั้นไม่

แต่เป็นความผิดของบุรุษนั้นเท่านั้น ฉันใด เมื่อสระใหญ่คืออมตนิพพานเป็น

ที่ชำระล้างมลทินคือกิเลสมีอยู่ การไม่แสวงหาสระนั้นไม่เป็นความผิดของสระ

ใหญ่คืออมตนิพพาน แต่เป็นความผิดของบุรุษนั้นเท่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน

 

อนึ่งบุรุษผู้ถูกพวกโจรห้อมล้อม เมื่อทางหนีมีอยู่ ถ้าเขาไม่หนีไป ข้อนั้นหา

เป็นความผิดของทางไม่ แต่เป็นความผิดของบุรุษนั้นเท่านั้นฉันใด บุรุษผู้ถูก

กิเลสห้อมล้อมจับไว้ได้แล้ว เมื่อทางอันเยือกเย็นเป็นที่ไปสู่พระนิพพานมีอยู่

แต่ไม่แสวงหาทางนั้น หาเป็นความผิดของทางไม่ แต่เป็นความผิดของบุคคลนั้น

เท่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน

 

และบุรุษผู้ถูกพยาธิเบียดเบียน เมื่อหมอผู้รักษาความเจ็บป่วยมีอยู่

หากเขาไม่แสวงหาหมอนั้นให้รักษาความเจ็บป่วย ข้อนั้นหาเป็น

ความผิดของหมอไม่ แต่เป็นความผิดของบุรุษนั้นฉันใด ผู้ใดถูกพยาธิคือกิเลส

เบียดเบียน ไม่แสวงหาอาจารย์ผู้ฉลาดในการระงับกิเลสซึ่งมีอยู่ ข้อนั้นเป็น

ความผิดของผู้นั้นเท่านั้น หาเป็นความผิดของอาจารย์ผู้ทำกิเลสให้พินาศไม่

ฉันนั้นเหมือนกัน

 

ท่านยังนึกถึงแม้ข้ออื่น ๆ อีกว่า...

คนผู้ขอบแต่งตัวพึงทิ้งซากศพที่คล้องไว้ที่คอไปได้อย่างมีความสุข ฉันใด

แม้เราก็ควรทิ้งกายอันเน่านี้ไม่มีอาลัยเข้าไปสู่นิพพานนครฉันนั้น”

 

ชายหญิงทั้งหลายถ่ายอุจจาระและปัสสาวะรดบนพื้นที่อันสกปรกแล้ว

ย่อมไม่เก็บใส่พกหรือเอาชายผ้าห่อไป ต่างรังเกียจไม่มีอาลัยเลย กลับทิ้งไปเสียฉันใด

แม้เราก็ควรจะไม่มีอาลัยทิ้งกายเน่านี้เสีย เข้าไปสู่นิพพานนครอันเป็นอมตะฉันนั้น”

 

และนายเรือไม่มีอาลัยทิ้งเรือลำเก่าคร่ำคร่าไปฉันใด แม้เราก็จะละทิ้งกายอันเป็นที่หลั่งไหล

ออกจากปากแผลทั้งเก้านี้ ไม่มีอาลัยเข้าไปสู่นิพพานบุรี ฉันนั้น”

 

อนึ่ง บุรุษพาเอาแก้วนานาชนิดเดินทางไปพร้อมกับโจร จึงละทิ้งพวกโจรเหล่านั้นเสีย

เพราะกลัวจะเสียแก้วของตน ถือเอาทางที่ปลอดภัย ฉันใด กรชกาย (กายที่เกิดจากธุลี)

แม้นี้ ก็ฉันนั้น เป็นเช่นกับโจรปล้นแก้ว ถ้าเราจักก่อตัณหาขึ้นในกายนี้ แก้วคือพระธรรม

อันเป็นกุศล คืออริยมรรคจะสูญเสียไป เพราะฉะนั้น ควรที่เราจะละทิ้งกายอันเช่นกับโจรนี้เสีย

แล้วเข้าไปสู่นิพพานนคร” ดังนี้

 

 

สุเมธบัณฑิตคิดเนื้อความประกอบด้วยเนกขัมมะนี้ ด้วยอุปมาต่าง ๆ

อย่างแล้ว สละกองแห่งโภคสมบัตินับไม่ถ้วนในเรือนของตน แก่เหล่าชนมี

คนกำพร้าและคนเดินทางไกลเป็นต้น ตามนัยที่กล่าวมาแล้วแต่หนหลัง ถวาย

มหาทานละวัตถุกามและกิเลสกามแล้ว ออกจากอมรนครคนเดียวเท่านั้น อาศัย

ภูเขาชื่อธรรมิกะในป่าหิมพานต์ สร้างอาศรม เนรมิตบรรณศาลาและที่จงกรม

เนรมิตขึ้นด้วยกำลังแห่งบุญของตน เพื่อจะละเว้นเสียจากโทษแห่งนิวรณ์ทั้ง

ห้า นำมาซึ่งกำลัง กล่าวคืออภิญญาที่ประกอบด้วยเหตุ อันเป็นคุณ ๘ อย่างตาม

ที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เมื่อจิตมั่นคงแล้วอย่างนี้ ดังนี้ แล้วละทิ้งผ้า

สาฎกที่ประกอบด้วยโทษ ๙ ประการไว้ในอาศรมบทนั้น แล้วนุ่งห่มผ้าเปลือก

ไม้ที่ประกอบด้วยคุณ ๑๒ ประการบวชเป็นฤาษี.

 

ท่านเมื่อบวชแล้วอย่างนี้ก็ละบรรณศาลานั้น ซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยโทษ ๘ ประการ

เข้าไปหาโคนต้นไม้ซึ่งประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ เลิกละข้าวต่าง ๆ อย่างทั้งปวง

หันมาบริโภคผลไม้ที่หล่นจากต้นเอง เริ่มตั้งความเพียรด้วยอำนาจการนั่งการยืนและ

การจงกรม ในภายในเจ็ดวันนั่นเองก็ได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ท่านได้บรรลุ

กำลังแห่งอภิญญาตามที่ปรารถนาไว้นั้นด้วยประการฉะนี้. เพราะเหตุนั้น ท่าน

จึงกล่าวว่า

 

เราคิดอย่างนี้แล้วได้ให้ทรัพย์นั้นได้หลายร้อย

โกฏิ แก่คนยากจนอนาถา แล้วเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์

ในที่ไม่ไกลแห่งป่าหิมพานต์มีภูเขาชื่อธรรมิกะ เรา

สร้างอาศรมอย่างดีไว้ เนรมิตบรรณศาลาไว้อย่างดี

ทั้งยังเนรมิตที่จงกรมเว้นจากโทษ ๕ ประการไว้ใน

อาศรมนั้น เราได้กำลังอภิญญาประกอบด้วยองค์แปด

ประการ เราเลิกใช่ผ้าสาฎกอันประกอบด้วยโทษ ๙

ประการ หันมานุ่งผ้าเปลือกไม้อันประกอบด้วยคุณ

๑๒ ประการ เราเลิกละบรรณศาลาที่เกลื่อนกล่น

ไปด้วยโทษ ๘ ประการ เข้าไปสู่โคนไม้อันประกอบ

ด้วยคุณ ๑๐ ประการ เราเลิกละข้าวที่หว่านที่ปลูกโดย

ไม่มีส่วนเหลือเลย หันมาบริโภคผลไม้หล่นเองที่

สมบูรณ์ด้วยคุณเป็นอเนกประการ เราเริ่มตั้งความ

เพียรในที่นั่งที่ยืนและที่จงกรมในอาศรมบทนั้น ภาย

ในเจ็ดวันก็ได้บรรลุกำลังแห่งอภิญญา ดังนี้.

 

 

โทษของที่จงกรมมี ๕ อย่างเหล่านี้ คือ

 

1) แข็งกระด้างและขรุขระ (ถทฺธวิสมตา) :
จริงอยู่ เมื่อบุคคลเดินจงกรมบนที่จงกรมมีพื้นดินแข็งกระด้างและขรุขระ

เท้าทั้งสองจะเจ็บปวดเกิดการพองขึ้น จิตจึงไม่ได้ความเเน่วแน่ และกรรมฐานก็จะวิบัติ

แต่กรรมฐานจะถึงพร้อมเพราะอาศัยการอยู่สบาย ในพื้นที่อ่อนนุ่มและราบเรียบ เพราะ

ฉะนั้น พึงทราบว่า พื้นที่แข็งกระด้างและขรุขระเป็นโทษอันหนึ่ง.

 

2) มีต้นไม้ภายใน (อนฺโตรุกฺขตา) :

เมื่อต้นไม้มีอยู่ภายในหรือท่ามกลาง หรือที่สุดแห่งที่จงกรม เมื่ออาศัยความประมาท

เดินจงกรม หน้าผากหรือศีรษะก็จะกระทบ เพราะฉะนั้น มีต้นไม้ภายในจึงเป็นโทษข้อที่ ๒.

 

3) มุงไว้รกรุงรัง (คหนจฺฉนฺนตา) :

เมื่อเดินจงกรมบนที่จงกรมมุงไว้รกรุงรังด้วยหญ้าและเถาวัลย์เป็นต้น ในเวลากลางคืนก็จะเหยียบสัตว์มีงูเป็นต้น ทำให้มันตาย หรือจะถูกพวกมันกัดได้รับความเดือดร้อน เพราะฉะนั้น การที่มุงบังรกรุงรังจึงจัดเป็นโทษข้อที่ ๓.

 

4) คับแคบมากนัก (อติสมฺพาธตา) :

เมื่อเดินจงกรมบนที่จงกรมแคบเกินไป จึงมีกำหนดโดยกว้างเพียงศอกเดียวหรือครึ่งศอก เล็บบ้าง นิ้วมือบ้าง จะไปสะดุดเข้าแล้วแตกเพราะฉะนั้น ความคับแคบเกินไปจึงเป็นโทษข้อที่ ๔.

 

5) กว้างขวางเกินไป (อติวิสาลตา) :

เมื่อเดินจงกรมบนที่จงกรมกว้างขวางเกินไปจิตย่อมวิ่งพล่าน จะไม่ได้ความมีอารมณ์แน่วแน่ เพราะฉะนั้น การที่ที่กว้างขวางเกินไปจึงเป็นโทษข้อที่ ๕.

 

 

ที่เดินจงกรมโดยส่วนกว้างได้ศอกครึ่ง ในสองข้างมีประมาณศอกหนึ่ง ที่เดินจงกรมโดยส่วน

ยาวมีประมาณ ๖๐ ศอก มีพื้นอ่อนนุ่ม มีทรายโรยไว้เรียบเสมอ ก็ใช้ได้

เหมือนที่เดินจงกรมของพระมหินทเถระ. ผู้ปลูกฝังความเลื่อมใสให้ชาวเกาะที่

เจติยคิรีวิหารก็ได้เป็นเช่นนี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราได้สร้างที่

เดินจงกรมไว้ในอาศรมนั้น อันเว้นจากโทษ ๕ ประการ.

 

สุขของสมณะ ๘ ประการ

ชื่อว่าสุขของสมณะ ๘ ประการนั้นมีดังนี้คือ

1) ไม่มีการหวงแหนทรัพย์สินและข้าว (ธนธญฺญปริคฺคหาภาโว)

2) แสวงหาแต่บิณฑบาตที่ไม่มีโทษ (อนวชฺชปิณฺฑปาตปริเยสนภาโว)

3) บริโภคแต่บิณฑบาตที่เย็น (นิพฺพุตปิณฺฑปาตภุญฺชนภาโว)

4) ไม่มีการบีบบังคับราษฎร ในเมื่อพวกลูกหลวงทั้งหลายเที่ยวบีบบังคับราษฎรถือเอาทรัพย์มีค่าและเหรียญกษาปณ์ตะกั่วเป็นต้น (รฏฺฐาทิปีฬนกิเลสาภาโว)
5)
ปราศจากความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในเครื่องอุปกรณ์ทั้งหลาย (อุปกรเณสุ นิจฺฉนฺทราคภาโว)
6)
ไม่มีความกลัวภัยในเรื่องถูกโจรปล้น (โจรวิโลเป นิพฺภยภาโว)

7) ไม่ต้องไปคลุกคลีกับพระราชาและราชอำมาตย์ (ราชาทีหิ อสํสฏฺฐภาโว)
8)
ไม่ถูกกระทบกระทั่งในทิศทั้ง ๔ (จตูสุ ทิสาสุ อปฺปฏิหตภาโว).

 

 

ได้ยินว่าในกาลนั้น เมื่อวิสสุกรรมเทพบุตร เนรมิตอาศรม ที่ประกอบด้วยกระท่อมที่เร้น และที่เดินจงกรมโดยทางโค้งดาดาษไปด้วยต้นไม้ผลิดอกออกผล มีน้ำมีรสอร่อยน่ารื่นรมย์ ปราศจากสัตว์ร้ายและนกมีเสียงร้องน่าสะพรึงกลัวต่าง ๆ ควรแก่การสงบสงัด จัดหาพะนักสำหรับพิงไว้ที่ที่สุดสองข้างแห่งที่เดินจงกรมอันตกแต่งแล้ว ตั้งแผ่นหินมีสีดังถั่วเขียวมีหน้าเสมอไว้ที่ตรงท่ามกลางที่เดินจงกรม ในภายในบรรณศาลาเนรมิตสิ่งของทุกอย่างที่จะเป็นไปเพื่ออุปการะแก่บรรพชิตอย่างนี้คือ ชฎามณฑล(ชฎาทรงกลม) ผ้าเปลือกไม้ บริขารของดาบสมีไม้สามง่ามเป็นต้น ที่ซุ้มน่ามีหม้อน้ำดื่ม(ปานียฆฏ) สังข์ตักน้ำดื่ม(ปานียสงฺข) ขันตักน้ำดื่ม(ปานียสราวก) ที่โรงไฟมีกะทะรองถ่าน(องฺคารกปลฺล) และไม้ฟืนเป็นต้น ที่ฝาผนังแห่งบรรณาศาลาเขียนอักษรไว้ว่า ใคร ๆ มีประสงค์จะบวชจงถือเอาบริขารเหล่านี้บวชเถิด แล้วไปสู่เทวโลก

 

สุเมธบัณฑิตไปสู่ป่าหิมพานต์ตามทางแห่งซอกเขา มองหาที่ผาสุกควรจะอาศัยอยู่ได้ของตนมองเห็นอาศรมน่ารื่นรมย์ ที่วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตไว้ อันท้าวสักกะประทานให้ที่ทางไหลกลับแห่งแม่น้ำ จึงไปที่ท้ายที่เดินจงกรม มิได้เห็นรอยเท้าจึงคิดว่าบรรพชิตแสวงหาภิกขาในบ้านใกล้ แล้วเหน็ดเหนื่อยจักมา เข้าไปสู่บรรณศาลาแล้วนั่งแน่แท้ จึงรออยู่หน่อยหนึ่งคิดว่า บรรพชิตชักช้าเหลือเกิน เราอยากจะรู้นัก จึงเปิดประกุฏิในบรรณศาลาเข้าไปข้างใน ตรวจดูข้างโนนและข้างนี้ อ่านอักษรที่ฝาผนังแผ่นใหญ่แล้วคิดว่า กัปปิยะบริขารเหล่านั้นเป็นของเราเราจักถือเอาบริขารเหล่านั้นบวช จึงเปลื้องทิ้งผ้าสาฎกทั้งคู่ที่ตนนุ่งและห่มแล้วไว้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เราเปลื้องทิ้งผ้าสาฎกไว้ในบรรณศาลานั้น.

 

จริงอยู่ โทษ ๙ ประการย่อมปรากฏในผ้าสาฎกแก่ผู้ที่บวชเป็นดาบส คือ

1) มีค่ามากเป็นโทษอันหนึ่ง (มหคฺฆภาโว)

2) เกิดขึ้นเพราะเกี่ยวเนื่องกับคนอื่น (ปรปฏิพทฺธตาย อุปฺปชฺชนภาโว)

3) เศร้าหมองเร็วเพราะการใช้สอย (ปริโภเคน ลหุํ กิลิสฺสนภาโว)

4) เศร้าหมองแล้วจะต้องชักและต้องย้อม การที่เก่าไปเพราะการใช้สอย (กิลิฏฺโฐ จ โธวิตพฺโพ จ รชิตพฺโพ จ โหติ, ปริโภเคน ชีรณภาโว).

5) ก็สำหรับผ้าที่เก่าแล้วจะต้องทำการชุนหรือใช้ผ้าดาม การที่จะได้รับด้วยการแสวงหาอีกก็ยาก (ปุน ปริเยสนาย ทุรภิสมฺภวภาโว),

6) ไม่เหมาะสมกับการบวชเป็นดาบส (ตาปสปพฺพชฺชาย อสารุปฺปภาโว)

7) เป็นของทั่วไปแก่ศัตรู (ปจฺจตฺถิกานํ สาธารณภาโว)

8) เพราะจะต้องคุ้มครองไว้โดยอาการที่ศัตรูจะถือเอาไม่ได้เป็นเครื่องประดับประดาของผู้ใช้สอย (ยถา หิ นํ ปจฺจตฺถิกา น คณฺหนฺติ เอวํ โคเปตพฺโพ โหติ)

9) สำหรับผู้ถือเที่ยวไปเป็นคนมักมากในสิ่งที่เป็นของใช้ประจำตัว (ปริภุญฺชนฺตสฺส วิภูสนฏฺฐานภาโว).

 

 

ผ้าเปลือก (วากจีร) ไม้มีอานิสงส์ ๑๒ ประการ คือ (อปฺปคฺฆํ สุนฺทรํ กปฺปิยํ)

1) ราคาถูกดีสมควร นี้เป็นอานิสงส์ที่หนึ่ง

2) สามารถทำด้วยมือตนเอง นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๒ (สหตฺถา กาตุํ สกฺกา)

3) จะเศร้าหมองช้า ๆ ด้วยการใช้สอย แม้ซักก็ไม่ชักช้า นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๓ (สณิกํ กิลิสฺสติ โธวิยมาเนปิ ปปญฺโจ นตฺถิ)

4) แม้จะเก่าไปเพราะการใช้สอยก็ไม่ต้องเย็บ นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๔ (ปริโภเคน ชิณฺเณปิ สิพฺพิตพฺพาภาโว)

5) เมื่อแสวงหาใหม่ก็ทำได้ง่าย นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๕ (ปุน ปริเยสนฺตสฺส สุเขน กรณภาโว)

6) เหมาะกับการบวชเป็นดาบส เป็นอานิสงส์ที่ ๖ (ตาปสปพฺพชฺชาย สารุปฺปภาโว)

7) ผู้เป็นศัตรูไม่ใช้สอย เป็นอานิสงส์ที่ ๗ (ปจฺจตฺถิกานํ นิรุปโภคภาโว)

8) เมื่อใช้สอยอยู่ก็ไม่เป็นที่ตั้งแห่งการประดับประดา (ปริภุญฺชนสฺส วิภูสนฏฺฐานาภาโว) เป็นอานิสงส์ที่ ๘

9) จะนุ่งห่มก็เบา นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๙ (ธารเณ สลฺลหุกภาโว)

10) แสดงว่ามักน้อยในปัจจัยคือจีวร นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๑๐ (จีวรปจฺจเย อปฺปิจฺฉภาโว)

11) การเกิดขึ้นแห่งเปลือกไม้ เป็นของชอบธรรมและไม่มีโทษ เป็นอานิสงส์ที่ ๑๑ (วากุปฺปตฺติยา ธมฺมิกอนวชฺชภาโว)

12) เมื่อผ้าเปลือกไม้แม้จะสูญหายไปก็ไม่มีอาลัย นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๑๒ (วากจีเร นฏฺเฐปิ อนเปกฺขภาโว)

 

ได้ยินว่าสุเมธบัณฑิตนั้นเปลื้องผ้าสาฎกเนื้อดีทั้งคู่ออกแล้ว ถือเอาผ้า

เปลือกไม้สีแดงเช่นกับพวงแห่งดอกอังกาบ ซึ่งคล้องอยู่ที่ราวจีวร แล้วนุ่ง

ห่มผ้าเปลือกไม้สีดังทองอีกผืนหนึ่งบนผ้าเปลือกไม้นั้น กระทำหนังเสือพร้อม

ทั้งเล็บเช่นกับสัณฐานของดอกบุนนาคพาดเฉวียงบ่า รวบชฎามณฑลแล้วสอด

ปิ่นปักผมทำด้วยไม้แข็งเข้าไปตรึงไว้กับมวย เพื่อทำให้ไม่ไหวติง ได้วางคนโท

น้ำมีสีดังแก้วประพาฬในสาแหรกเช่นกับพวงแก้วมุกดา ถือเอาหาบโค้งในที่

สามแห่ง คล้องคนโทน้ำไว้ที่ปลายหาบ ขอและตะกร้า ไม้สามง่ามเป็นต้น ไว้

ที่ปลายข้างหนึ่ง เอาหาบดาบสบริขารวางบนบ่า เอามือขวาถือไม้เท้าออกไป

 

จากบรรณศาลาเดินจงกรมอยู่ไปมาบนที่เดินจงกรม มีประมาณ ๖๐ ศอก มอง

ดูเพศของตนแล้วคิดว่า มโนรถของเราถึงที่สุดแล้ว การบรรพชาของเรางาม

จริงหนอ (มยฺหํ มโนรโถ มตฺถกํ ปตฺโต, โสภติ วต เม ปพฺพชฺชา) ขึ้นชื่อว่า

บรรพชานี้อันท่านผู้เป็นธีรบุรุษทั้งปวง มีพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้น

สรรเสริญชมเชยแล้ว เครื่องผูกมัดของคฤหัสถ์เราละแล้ว เรากำลังออกบวช

เราออกบวชแล้วได้บรรพชาอันสูงสุด เราจักกระทำสมณธรรม

เราจักได้สุขอันเกิดแต่มรรคผล ดังนี้แล้วเกิดความอุตสาหะ

 

วางหาบดาบสบริขารลง นั่งลงบนแผ่นหินมีสีดังถั่วเขียวเหมือนดังรูปปั้นทอง

ฉะนั้น ให้เวลากลางวันสิ้นไป เข้าไปสู่บรรณศาลาในเวลาเย็น นอนบนเสื่อ

ที่ถักด้วยแขนงไม้ข้างเตียงหวาย ให้ตัวได้รับอากาศพอสบาย แล้วตื่นขึ้นตอน

ใกล้รุ่ง คำนึงถึงการมาของตนว่า เราเห็นโทษในฆราวาสแล้วสละโภคสมบัติ

นับไม่ถ้วน ยศอันหาที่สุดมิได้ เข้าไปสู่ป่าแสวงหาเนกขัมมะบวช จำเดิมแต่นี้

ไปเราจะประพฤติตัวด้วยความประมาทหาควรไม่ เพราะแมลงวัน คือมิจฉาวิตก

 

ย่อมจะกัดกินผู้ที่ละความสงบสงัดเที่ยวไป บัดนี้ ควรที่เราจะพอกพูนความสงบ

สงัด ด้วยว่าเรามองเห็นการอยู่ครองเรือนโดยความเป็นของมีแต่กังวลจึงออก

มา บรรณศาลาน่าพอใจนี้ พื้นที่ซึ่งล้อมรั้วไว้ราบเรียบแล้วมีสีดังมะตูมสุก

ฝาผนังสีขาวมีสีราวกะเงิน หลังคาใบไม้มีสีดังเท้านกพิราบ เตียงหวายมีสีแห่ง

เครื่องปูลาดอันงดงาม ที่อยู่พออยู่อาศัยได้อย่างผาสุก ความพร้อมมูลแห่ง

เรือนของเรา ปรากฏเหมือนจะมียิ่งกว่านี้ ดังนี้เลือกเฟ้นโทษของบรรณศาลา

อยู่ ก็ได้เห็นโทษ ๘ ประการ.

 

การใช้สอยบรรณศาลา (ปณฺณสาลาปริโภค) มีโทษ ๘ ประการ คือ

1) จะต้องแสวงหาด้วยการรวบรวมขึ้นด้วยทัพสัมภาระที่มีน้ำหนักมากกระทำ เป็นโทษข้อที่ ๑ (มหาสมฺภาเรน ทพฺพสมฺภาเร สโมธาเนตฺวา กรณปริเยสนภาโว)

2) จะต้องช่อมแซมอยู่เป็นนิตย์ เพราะเมื่อหญ้าใบไม้และดินเหนียวร่วงหล่นลงมาจะต้องเอาของเหล่านั้น วางไว้ที่เดิมแล้ว ๆ เล่า ๆ เป็นโทษข้อที่ ๒ (ติณปณฺณมตฺติกาสุ ปติตาสุ ตาสํ ปุนปฺปุนํ ฐเปตพฺพตาย นิพทฺธชคฺคนภาโว)

3) ธรรมดาเสนาสนะจะต้องตกแก่คนแก่ก่อน เมื่อเขาเข้ามาให้เราลุกขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะ ความแน่วแน่แห่งจิตก็จะมีไม่ได้เพราะฉะนั้น การที่ถูกปลุกให้ลุกขึ้น เป็นโทษข้อที่ ๓ (เสนาสนํ นาม มหลฺลกสฺส ปาปุณาติ อเวลาย วุฏฺฐาปิยมานสฺส จิตฺเตกคฺคตา น โหตีติ อุฏฺฐาปนิยภาโว)

4) เพราะกำจัดเสียได้ซึ่งหนาวและร้อน ก็จะทำให้ร่างกายบอบบาง เป็นโทษข้อที่ ๔ (สีตุณฺหปฏิฆาเตน กายสฺส สุขุมาลกรณภาโว)

5) คนเข้าไปสู่เรือนอาจทำความชั่วอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เพราะฉะนั้น การที่ปกปิดสิ่งน่าติเตียน เป็นโทษข้อที่ ๕ (เคหํ ปวิฏฺเฐน ยงฺกิญฺจิ ปาปํ สกฺกา กาตุนฺติ ครหปฏิจฺฉาทนภาโว)

6) การหวงแหนด้วยคิดว่าเป็นของเรา เป็นโทษข้อที่ ๖ (มยฺหนฺติ ปริคฺคหกรณภาโว)

7) ธรรมดาการมีเรือนแสดงว่าต้องมีภรรยา เป็นโทษข้อที่ ๗ (เคหสฺส อตฺถิภาโว นาม สทุติยกวาโส)

8) เป็นของทั่วไปแก่ชนหมู่มาก เพราะเป็นสาธารณะแก่สัตว์มีเล็น เรือด และตุ๊กแกเป็นต้น เป็นโทษข้อที่ ๘ (อูกามงฺกุณฆรโคฬิกาทีนํ สาธารณตาย พหุสาธรณภาโว)

 

การอยู่โคนต้นไม้ (รุกฺขมูล) ประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ คือ

 

1) มีความยุ่งยากน้อย เป็นคุณข้อที่ ๑ (อปฺปสมารมฺภตา)

2) เพราะเพียงแต่เข้าไปเท่านั้นก็อยู่ที่นั่นได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องดูแลรักษา จึงเป็นคุณข้อที่ ๒ (อุปคมนมตฺตกเมว หิ ตตฺถ โหติ, อปฺปฏิชคฺคนตา)

3) ก็ที่นั้น จะปัดกวาดก็ตาม ไม่ปัดกวาดก็ตาม ก็ใช้สอยได้อย่างสบายเหมือนกัน ไม่ต้องการความดูแลมากนัก เป็นคุณข้อที่ ๓ (ตํ หิ สมฺมฏฺฐํปิ ปริโภคผาสุกํ โหติเยว, อนุฏฺฐาปนียภาโว)

4) ที่นั้น ปกปิดความนินทาไม่ได้ เพราะเมื่อคนทำความชั่วในที่นั้นย่อมละอาย เพราะฉะนั้น การปกปิด

ความนินทาไม่ได้ จึงเป็นคุณข้อที่ ๔ (ครหํ น ปฏิจฺฉาเทติ, ตตฺถ หิ ปาปํ กโรนฺโต ลชฺชตีติ ครหาย อปฺปฏิจฺฉนฺนภาโว)

5) โคนไม้เหมือนกับอยู่ในที่กลางแจ้ง ย่อมไม่ยังร่างกายให้อึดอัด เพราะฉะนั้น การที่ร่างกายไม่อึดอัด จึงเป็นคุณข้อที่ ๕ (อพฺโภกาสวาโส วิย กายํ น สนฺถมฺเภตีติ กายสฺส อสนฺถมฺภนภาโว)

6) ไม่มีการต้องทำการหวงแหนไว้ เป็นคุณข้อที่ ๖ (ปริคฺคหกรณาภาโว)

7) ห้ามเสียได้ซึ่งความอาลัยในบ้านเรือน เป็นคุณข้อที่ ๗ (เคหาลยปฏิกฺเขโป)

8) ไม่มีการที่จะต้องพูดว่า เราจักปัดกวาดเช็ดถู พวกท่านจงออกไป แล้วก็ไล่ไปเหมือนในเรือนที่ทั่วไปแก่คนหมู่มาก เป็นคุณข้อที่ ๘ (พหุสาธารเณ เคเห วิย ปฏิชคฺคิสฺสามิ นํ นิกฺขมถาติ นีหรณกาภาโว)

9) ผู้อยู่ก็ได้รับความเอิบอิ่มใจ เป็นคุณข้อที่ ๙ (วสนฺตสฺส สปฺปีติกภาโว)

10) ไม่ต้องอาลัยอาวรณ์เพราะเสนาสนะคือโคนต้นไม้หาได้ง่ายไม่ว่าจะไปที่ไหน เป็นคุณข้อที่ ๑๐ (รุกฺขมูลเสนาสนสฺส คตคตฏฺฐาเน สุลภตาย อนเปกฺขภาโว)

 

พระมหาสัตว์เห็นคุณ ๑๐ อย่างเหล่านั้น จึงกล่าวว่า เราเข้าอาศัยโคนต้นไม้ดังนี้.

พระมหาสัตว์กำหนดเหตุมีประมาณเท่านี้เหล่านั้นแล้ว วันรุ่งขึ้นก็เข้าไปเพื่อภิกษา.

 

ครั้งนั้น พวกมนุษย์ในบ้านที่ท่านไปถึงได้ถวายภิกษาด้วยความอุตสาหะใหญ่ ท่านทำภัตกิจเสร็จแล้วมายังอาศรม นั่งลงแล้วคิดว่า เราบวชด้วยคิดว่าเราจะไม่ได้อาหารก็หาไม่ ธรรมดาว่าอาหารที่อร่อยนี้ย่อมยังความเมาด้วยอำนาจมานะและความเมาในความเป็นบุรุษให้เจริญ และที่สุดแห่งทุกข์อันมีอาหารเป็นมูลไม่มี ถ้ากระไรเราพึงเลิกละอาหารที่เกิดจากข้าวที่เขาหว่านและปลูก บริโภคผลไม้ที่หล่นเองดังนี้. จำเดิมแต่นั้นท่านกระทำอย่างนั้นพากเพียรพยายามอยู่ในภายในสัปดาห์หนึ่ง ทำให้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ เกิดขึ้นได้แล้ว.

 

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า...

 

เราเลิกละข้าวที่หว่านที่ปลูกโดยเด็ดขาด มา

บริโภคผลไม้ที่หล่นเอง ที่สมบูรณ์ด้วยคุณเป็นอันมาก

เราเริ่มตั้งความเพียรในการนั่ง การยืน และการเดิน

จงกรมที่โคนต้นไม้นั้น ในภายในสัปดาห์หนึ่ง ก็ได้

บรรลุอภิญญาพละ” ดังนี้.

 

f t g m