คู่มือการศึกษา

ปัจจยสังคหวิภาค

พระอภิธัมมัตถสังคหะ

ปริจเฉทที่ ๘

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส

ความเบื้องต้น

มหาปัฏฐาน เป็นคัมภีร์หนึ่งในพระอภิธรรมปิฎก ๗ คัมภีร์ เป็นคัมภีร์ที่ว่า ด้วยปัจจัยแห่งปรมัตถธรรม เป็นคัมภีร์ที่ลึกซึ้งมาก ยากแก่การแสดง และยากที่จะ
เข้าใจด้วย พระอนุรุทธาจารย์ เป็นผู้รจนาพระอภิธรรมมัตถสังคหะเป็น ๙ ปริจเฉท ได้รวบรวมมหาปัฏฐานมาแสดงโดยย่อในปริจเฉทที่ ๘ และให้ชื่อว่า ปัจจยสังคหวิภาค
ปัจจัย แปลว่า สิ่งที่อุปการะ เกื้อกูล อุดหนุน จุนเจือ ช่วยเหลือ ให้ปัจจยุบบันนธรรมเกิดขึ้น
สังคหะ แปลว่า รวบรวมโดยย่อ
วิภาค แปลว่า ส่วน
ดังนั้นปัจจยสังคหวิภาค จึงแปลรวมเป็นใจความว่า ส่วนที่รวบรวม กล่าวโดย ย่อถึงสิ่งอุปการะช่วยเหลือให้
ปัจจยุบบันนธรรมเกิดขึ้น
ปัจจยุบบันนธรรม คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากปัจจัย ตัวอย่างเช่น หว่านเมล็ด ข้าวเปลือกลงในนา จึงเกิดเป็น
ต้นข้าวขึ้น เมล็ดข้าวเปลือกนั่นแหละเป็นปัจจัย อุปการะช่วยเหลือให้ต้นข้าวเกิดขึ้น ต้นข้าวที่เกิดจากเมล็ดข้าวนั้น
เรียกว่า ปัจจยุบบันน และเพราะว่าเมล็ดข้าวเป็นปัจจัย ต้นข้าวเป็นปัจจยุบบันน จึงเลยตีความหมาย โดยอนุโลม
เพื่อให้เข้าใจกันง่ายๆ สั้นๆ ว่าปัจจัยนั้น คือ เหตุ ปัจจยุบบันนนี้ คือ ผล

ก่อนที่จะดำเนินความตาม ปัจจยาการ คือ อาการของปัจจัยนั้น พระอนุรุทธาจารย์ ผู้รจนาพระอภิธัมมัตถสังคหะ ได้ประพันธ์คาถาแสดงคำปฏิญญาของท่านไว้เป็นคาถาที่ ๑ ว่า

. เยสํ สงฺขตธมฺมานํ, เย ธมฺมา ปจฺจยา ยถา,
ตํ วิภาคมิเหทานิ, ปวกฺขามิ ยถารหํ ฯ

แปลความว่า บัดนี้ข้าพเจ้า (พระอนุรุทธาจารย์) จักแสดงถึง ปัจจัยธรรมทั้งปวง ที่ช่วย อุปการะ ปัจจยุบบันนธรรมทั้งหลาย โดยจำแนกตามอาการต่าง ๆ ด้วยอำนาจ แห่งเหตุ และด้วยอำนาจแห่งอารมณ์ เป็นต้น ในปัจจยสังคหะนี้ตามสมควร
ปัจจัยธรรมทั้งปวง คือ ธรรมที่เป็นปัจจัยนั้น หมายถึงธรรมทั้งปวงที่เป็น สังขตธรรม อสังขตธรรม ตลอดจน
บัญญัติธรรมด้วย
ปัจจยุบบันนธรรมทั้งหลาย คือ ธรรมที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งปัจจัยนั้น หมายถึงธรรมทั้งหลายเฉพาะที่เป็น
สังขตะเท่านั้น สังขตธรรมทั้งหลายก็ได้แก่ จิต เจตสิก และรูป ซึ่งล้วนแต่เป็นธรรมที่มีสิ่งปรุงแต่งทั้งสิ้น

ปัจจยสังคหวิภาค แสดงธรรม ๒ นัย

ปัจจยสังคหวิภาคนี้ แสดงธรรม ๒ ส่วนด้วยกัน คือ ปฏิจจสมุปปาทนัย ส่วนหนึ่ง และปัฏฐานนัย (คือ
ปัจจัย ๒๔) อีกส่วนหนึ่ง ดังมีคาถาที่ ๒ แสดงว่า

. เทฺว ปฏิจฺจสมุปฺปาท-, ปฏฺฐานนยเภทิโน,
วุตฺตา ตตฺถ นยา โหนฺติ, เยหิ ปจฺจยสงฺคโห ฯ

แปลความว่า ปัจจยสังคหะนี้ แสดงธรรมตามที่ตั้งอยู่แล้วนั้นสองนัย ซึ่งต่างกันโดยปฏิจจ สมุปปาทนัย และ
ปัฏฐานนัย

ปฏิจจสมุปปาทนัย

ปฏิจฺจ (อาศัย) + สํ (พร้อม) + อุปฺปาท (เกิด) = ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม มี ความหมายว่า เป็นธรรม
ที่เป็นเหตุให้เกิดผลต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย จึงทำให้ต้องวน อยู่ในสังสารวัฏฏ ลำดับของ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ที่เป็นอยู่โดย
ไม่ขาดสายนั้น เรียกว่า สังสาระ

การแสดงปฏิจจสมุปปาท ก็เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงของสภาวธรรมว่า เป็นไปเพราะเหตุเพราะปัจจัย จะได้มีใครมาดลบันดาลให้เป็นไปก็หาไม่ ทั้งนี้เพื่อ จะได้ละความเห็นผิด มี อัตตา สักกายทิฏฐิ เป็นต้น
ปฏิจจสมุปปาท เป็นภูมิอารมณ์ของวิปัสสนาด้วย จัดเป็นหมวดหนึ่งใน วิปัสสนาภูมิทั้ง ๖ ซึ่งได้แก่
๑. ขันธ์ ๕ ๒. อายตนะ ๑๒ ๓. ธาตุ ๑๘
๔. อินทรีย์ ๒๒ ๕. ปฏิจจสมุปปาท ๑๒ ๖. อริยสัจ ๔

ลักขณาทิจตุกะของปฏิจจสมุปปาท

ปฏิจจสมุปปาท มีลักษณะ รสะ ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐาน ซึ่งรวมเรียกว่า ลักขณาทิจตุกะ ดังนี้

ชรามรณาทีนํ ธมฺมานํ ปจฺจยลกฺขโณ มีอุปการะแก่ปัจจยุบบันนธรรม ทั้งหลาย เช่น ชรา มรณะ
เป็นต้น เป็นลักษณะ
ทุกฺขานุพนฺธน รโส มีการทำให้สัตว์ทั้งหลายเกิดในวัฏฏสงสารเนือง ๆ เป็นกิจ
กมฺมคฺค ปจฺจุปฏฺฐาโน เป็นทางเวียนว่ายในวัฏฏสงสารที่น่ากลัว หรือเป็น
ทางเดินที่ไม่ถูกต้อง คือ คดเคี้ยว และเป็นทางที่ ตรงกันข้าม
กับทางไปพระนิพพาน เป็นอาการปรากฏ
อาสว ปทฏฺฐาโน มี อาสวะ เป็นเหตุใกล้

ลักขณาทิจตุกะของปฏิจจสมุปปาทที่กล่าวนี้ กล่าวเป็นส่วนรวม ยังไม่ได้แยก กล่าวเป็นองค์ ๆ ซึ่ง
ปฏิจจสมุปปาทธรรม มี ๑๒ องค์
ปฏิจจสมุปปาทธรรม ๑๒ องค์นี้ บางทีก็เรียกว่า ภวจักร มีความหมายว่า หมุนเวียนไปยังภพต่าง ๆ อันได้แก่
ภูมิทั้ง ๓๑ ภูมิซึ่งเรียกว่า วัฏฏสงสาร สังสาร วัฏฏ วัฏฏทุกข์ สังสารทุกข์ เป็นต้น

การอุปการะของปัจจัยธรรมต่อปัจจยุบบันนธรรม ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปาท ซึ่งมี ๑๒ องค์นั้น มีบาลีแสดงว่า

อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป
นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ
สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส อายตนะ ๖ เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ
ผสฺสปจฺจยา เวทนา ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน
อุปาทานปจฺจยา ภโว อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ
ภวปจฺจยา ชาติ ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ
ชาติปจฺจยา ชรามรณํ ชาติเป็นปัจจัยให้เกิด ชรา มรณะ โสก ปริเทว ทุกฺข
โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติฯ (ส่วน) โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาสะ
ย่อมเกิดตามขึ้นมาด้วย

ปฏิจจสมุปปาท มี ๗ นัย

ปฏิจจสมุปปาทธรรมนี้ กล่าวโดย อุทเทสมาติกา คือ หัวข้อที่เป็นแม่บทนั้น มี ๗ บท หรือ ๗ นัย ดังมีคาถาที่
๓ แสดงว่า

. ปฐเมหิ นเย ตตฺถ, เวทิยํ อุปลกฺขณํ,
ติยทธํ ทฺวาทสงฺคานิ, วิสาการ ติสนฺธิ จ,
จตุสงฺเขปํ ติวฏฺฏํ, เทฺว มูลานีติ สตฺตธา ฯ

แปลความว่า ( ก็นัย ๒ นัย คือ ปฏิจจสมุปปาทนัย และ ปัฏฐานนัย นั้น ) นัยแรกมีเครื่อง หมายที่พึงรู้โดย
อาการ ๗ อย่าง คือ อัทธา ๓, องค์ ๑๒, อาการ ๒๐, สนธิ ๓, สังเขป ๔, วัฏฏะ ๓ และ มูล ๒
หมายความว่า ปฏิจจสมุปปาทธรรม นี้ยังจำแนกออกได้อีกเป็น ๗ นัย ได้แก่
. ตโย อทฺธา กาล ๓ . ทฺวาทสงฺคานิ องค์ ๑๒
. วีสตาการา อาการ ๒๐ . ติสนฺธิ เงื่อน ๓
. จตุสงฺเขปา สังเขป ๔ . ตีณิ วฏฺฏานิ วัฏฏะ ๓
. เทฺวมูลานิ มูล ๒

มีรายละเอียดดังภาพต่อไปนี้

ปฏิจจสมุปปาทธรรม

นัยที่ ๑
ตโย อทฺธา
จัดตามกาล ๓

นัยที่ ๒
ทฺวาทสงฺคานิ
องค์ ๑๒

นัยที่ ๓
วีสตาการา
จัดตามอาการ ๑0

นัยที่ ๔
ติสนฺธิ
เงื่อน ๓

นัยที่ ๕
จตุสงฺเขปา
สังเขป ๔

นัยที่ ๖
ตีณิ วฏฺฏาน
วัฏฏะ ๓

นัยที่ ๗
เทฺวมูลานิ
มูล ๒



อดีต
เหตุ

ปัจจุบัน
ผล

ปัจจุบัน
เหตุ

อนาคต
ผล





อดีต

อวิชชา




กิเลสวัฏ

อวิชชา

อดีต

สังขาร



*

กัมมวัฏ








เงื่อนหนึ่ง




ปัจจุบัน

วิญญาณ



*

วิปากวัฏ


ปัจจุบัน

นามรูป




วิปากวัฏ


ปัจจุบัน

สฬายตนะ




วิปากวัฏ


ปัจจุบัน

ผัสสะ




วิปากวัฏ


ปัจจุบัน

เวทนา



*

วิปากวัฏ








เงื่อนหนึ่ง




ปัจจุบัน

ตัณหา



*

กิเลสวัฏ

ตัณหา

ปัจจุบัน

อุปาทาน




กิเลสวัฏ


ปัจจุบัน

ภพ



*

กัมมวัฏ, วิปากวัฏ








เงื่อนหนึ่ง




อนาคต

ชาติ





*

วิปากวัฏ


อนาคต

ชรามรณะ






วิปากวัฏ


โสก ปริเทว ทุกฺข โทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ ฯ

หมายเหตุ ภพ จำแนกได้อีกเป็น ๒ คือ
กัมมภพ เป็น กัมมวัฏ
อุปปัตติภพ เป็น วิปากวัฏ

มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
. ตโย อทฺธา คือ กาล ๓ นั้นแสดงว่า อวิชชา และสังขารรวม ๒ องค์ จัดเป็น อดีตอัทธา ชาติ และ
ชรามรณะ รวม ๒ องค์เป็น อนาคตอัทธา ส่วนใน ท่ามกลาง รวม ๘ องค์ที่เหลือนั้นเป็นปัจจุบันอัทธา
. ทฺวาทสงฺคานิ คือ องค์ ๑๒ นั้นได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา
อุปาทาน ภพ ชาติ และชรามรณะ
ส่วน โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ และ อุปายาสะ นั้นไม่นับว่าเป็นองค์ ของปฏิจจสมุปปาทด้วย เพราะธรรม
๕ ประการนี้เป็นผลของชาติ กล่าวคือ เมื่อมี การเกิดเป็นชาติขึ้นมาแล้ว ย่อมมีทุกข์มีโศกเป็นประจำ ซึ่งเป็นแต่เพียงผล
ของชาติ ไม่ใช่เหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดวัฏฏะ จึงไม่นับเป็นองค์ด้วย
. วีสตาการา คือ อาการ ๒๐ นั้นได้แก่
ก. ธรรมที่เป็นเหตุในอดีต ๕ ประการ คือ ๑.อวิชชา, ๒.สังขาร, ๓.ตัณหา, ๔. อุปาทาน, ๕.ภพ
ข. ธรรมที่เป็นผลในปัจจุบัน ๕ ประการ คือ ๑.วิญญาณ, ๒.นามรูป, ๓. สฬายตนะ, ๔.ผัสสะ, ๕.เวทนา
ค. ธรรมที่เป็นเหตุในปัจจุบัน ๕ ประการคือ ๑.ตัณหา, ๒.อุปาทาน, ๓.ภพ, ๔.อวิชชา, ๕.สังขาร
ง. ธรรมที่เป็นผลในอนาคต ๕ ประการ คือ ๑.วิญญาณ, ๒.นามรูป, ๓. สฬายตนะ, ๔. ผัสสะ, ๕.เวทนา
. ติสนฺธิ คือ เงื่อน ๓ นั้นได้แก่ สังขารต่อกับวิญญาณเงื่อนหนึ่ง เวทนา ต่อกับตัณหาเงื่อนหนึ่ง และภพต่อกับ
ชาติอีกเงื่อนหนึ่ง
. จตุสงฺเขปา คือ สังเขป ๔ ได้แก่
ก. อวิชชา สังขาร รวม ๒ องค์เป็นสังเขปหนึ่ง
ข. วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา รวม ๕ องค์เป็นสังเขปหนึ่ง
ค. ตัณหา อุปาทาน ภพ รวม ๓ องค์เป็นสังเขปหนึ่ง
ง. ชาติ ชรามรณะ รวม ๒ องค์เป็นอีกสังเขปหนึ่ง

. ตีณิ วฏฺฏานิ คือ วัฏฏะ ๓ นั้นได้แก่
ก. อวิชชา ตัณหา อุปาทาน รวม ๓ องค์เป็นกิเลสวัฏฏ
ข. สังขาร ภพ (เฉพาะกัมมภพ) รวม ๒ องค์ เป็นกัมมวัฏฏ
ค. วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ภพ (เฉพาะอุปปัตติภพ) ชาติ ชรา มรณะ เหล่านี้เป็นวิปากวัฏ
. เทฺวมูลานิ คือ มูล ๒ นั้นได้แก่ อวิชชา และตัณหา
มีคำอธิบายต่อไปนี้ คือ

ปฏิจจสมุปปาทธรรมนัยที่ ๑ ตโยอัทธา

อัทธา คือกาลเวลาอันยาวนาน ไม่มีที่สิ้นสุดแห่งปฏิจจสมุปปาทธรรมนั้น จำแนกออกเป็น ๓ กาล กาลใดได้
ปฏิจจสมุปปาทธรรมองค์ใดบ้างนั้น มีคาถาที่ ๔ และที่ ๕ แสดงว่า

. ตตฺถาวิชฺชา จ สงฺขารา, อตีตชฺชาติ วุจฺจเร,
อทฺธา อนาคโต ชาติ, ชรา จ มรณมฺปิ จ ฯ

แปลความว่า ในอัทธา ๓ นั้น อวิชชาและสังขาร ชื่อว่าอดีตอัทธา ชาติและชรามรณะ ชื่อว่า อนาคตอัทธา

. ปจฺจุปนฺโน อทฺธา นาม, มชฺฌฏฺฐาว เสสกา,
ทฺวาทสงฺคนฺตุเต ธมฺมา, เยนิฏฺทิฏฺฐ ติยิทฺธิกา ฯ

แปลความว่า ธรรมที่เหลือท่ามกลาง ๘ องค์ ชื่อว่า ปัจจุบันอัทธา ส่วนธรรมที่ประกอบ ด้วยอัทธาทั้ง ๓ นั้น
จัดเป็นองค์ ๑๒ องค์
คาถาทั้ง ๒ นี้มีหมายความว่า อัทธานั้นมี ๓ ได้แก่ อดีตอัทธา ปัจจุบันอัทธา และอนาคต อัทธา
. อดีตอัทธา หรือ อดีตกาล หมายถึง กาลเวลาที่ล่วงไปแล้ว จะเป็นกาลที่ ล่วงไปแล้วในภพก่อนก็ตาม
ในภพนี้ก็ตาม เรียกว่า อดีตทั้งนั้น อดีตอัทธาแห่ง ปฏิจจสมุปปาทนี้ได้แก่ อวิชชา และสังขาร
สัตว์ทั้งหลาย (เว้นพระอรหันต์) ย่อมมีโมหะนอนเนื่องอยู่ในจิตตสันดาน เป็นประจำด้วยอำนาจแห่งโมหะจึง
ปิดบังไม่ให้เห็นโทษในการทำบาปอกุสล และ ปิดบังไม่ให้เห็นวัฏฏทุกข์ในการทำกุสลชนิดที่ยังต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏะ
ที่เรียกว่า วัฏฏกุศล คือ โลกียกุศล โมหะนี้ก็คือ อวิชชา นี่เอง

การทำอกุสลก็ดี การบำเพ็ญเพียงวัฏฏกุสลก็ดี ย่อมสำเร็จได้ด้วย เจตนา คือ ความจงใจกระทำ เจตนาที่
เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความจงใจกระทำที่เรียกว่า บุพพเจตนา นี่แหละ คือ สังขารเป็นตัวปรุงแต่งให้จงใจกระทำ
กรรมสำเร็จเป็นบาปเป็น บุญ
ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ จึงได้ชื่อว่า อวิชชา และสังขาร เป็นอดีตอัทธา
. ปัจจุบันอัทธา หรือ ปัจจุบันกาล หมายถึงกาลเวลาที่กำลังดำรงคง อยู่ในเวลานี้ ปรากฏอยู่ในขณะนี้ กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ได้แก่ ปฏิจจสมุปปาทธรรม ๘ องค์ที่อยู่ในท่ามกลาง คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
ตัณหา อุปาทาน และภพ
เมื่อมีอวิชชา คือ โมหะนอนเนื่องอยู่ในจิตตสันดานเป็นประจำ และมีสังขาร คือ เจตนาเป็นแรงสำคัญปรุงแต่งให้
จงใจกระทำกรรม อันเป็นกุสลและอกุสลนั้น จะกระทำกรรมเหล่านั้นได้เพราะมี วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
ตัณหา อุปาทาน และภพ ๘ องค์นี้ ถ้าไม่มีธรรม ๘ องค์นี้แล้ว การกระทำต่าง ๆ เหล่านั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย ด้วยเหตุว่า
ธรรม ๘ องค์นี้กำลังมีอยู่ในขณะนี้นั้น จึงกระทำกรรมได้ดังนี้ จึงได้ชื่อว่า ธรรม ๘ องค์นี้เป็นปัจจุบัน
. อนาคตอัทธา หรืออนาคตกาล หมายถึงกาลเวลาที่ยังไม่มาถึง แต่จะมี มาข้างหน้า ปฏิจจสมุปปาทธรรม
ที่จะมีมาข้างหน้านั้น ได้แก่ ชาติ และชรา มรณะ
เมื่อลงได้กระทำกรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกุสลกรรมหรืออกุสลกรรมที่เรียกว่า กัมมภพแล้วย่อมจะบังเกิดผลใน
อนาคต กล่าวคือ เมื่อตายจากภพนี้แล้วก็ไปปฏิสนธิ ในภพใหม่ ถ้าทำกรรมชั่วก็ปฏิสนธิเป็นสัตว์ในอบาย ถ้าประกอบกรรมดี ก็ปฏิสนธิ เป็นมนุษย์ เทวดา พรหม ตามควรแก่กรรมที่ได้บำเพ็ญมา การได้ปฏิสนธิในภพ ใหม่นี่แหละเรียกว่า ชาติ หรือ อุปปัตติภพ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เมื่อได้ทำ กัมมภพแล้ว ย่อมได้อุปปัตติภพคือชาติ เมื่อมีชาติก็จะต้องมีชรามรณะเป็น
สิ่งที่แน่นอน ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า ชาติและชรา มรณะเป็นอนาคตอัทธา
อัทธาทั้ง ๓ นี้ เมื่อรวมองค์แห่งปฏิจจสมุปปาทธรรมก็ได้ ๑๒ องค์ธรรม ทั้ง ๑๒ องค์นี้แหละที่เรียกว่า
ทฺวาทสงฺคานิ ซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้

ปฏิจจสมุปปาทธรรมนัยที่ ๒ ทวาทสังคานิ

ทวาทสังคานิ คือ องค์ ๑๒ มีอวิชชาเป็นต้น ชรามรณะเป็นที่สุด แต่ถ้ากล่าว โดยความเป็นปัจจัยแล้ว ก็มีเพียง
๑๑ ปัจจัย เพราะชรามรณะซึ่งเป็นองค์ที่ ๑๒ นั้น ไม่นับว่าเป็นปัจจัยให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณ ตามนัยแห่ง
ปฏิจจสมุปปาทนี้ ด้วยว่า การที่จะปรากฏปฏิสนธิวิญญาณขึ้นก็เพราะมีสังขาร คือ เจตนาในการกระทำกรรม
มีข้อที่ควรกล่าวในที่นี้อีกประการหนึ่งก็คือ ตามบาลีแสดงว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ซึ่งแปลกันว่า อวิชชา
เป็นปัจจัยแก่สังขารนั้น ในทางธรรม หมายความว่า สังขารปรากฏขึ้นก็เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย อันเป็นการกล่าวถึง
ผล (คือสังขาร) ก่อน แล้วจึงแสดง เหตุ (คืออวิชชา) ที่อุปการะให้เกิดผลนั้น ก็แสดงเช่นนี้ ก็เพราะถือว่า ผลเป็น
สิ่งที่เห็นได้ง่ายกว่าเหตุ จึงกล่าวถึงผลก่อน แล้วจึงย้อนกลับ ไปแสดงถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดผลนั้น

องค์ที่ ๑ อวิชชา

อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร คือ สังขารอันเป็นปัจจยุบบันนธรรมจะ ปรากฏขึ้น ก็เพราะมีอวิชชาอัน
เป็นปัจจัยธรรมนั้นเป็นสาเหตุ จึงเลยพูดกันสั้น ๆ ว่าอวิชชาเป็นเหตุ สังขารเป็นผล
อวิชชาที่เป็นสาเหตุให้เกิดสังขารนั้น มีลักขณาทิจตุกะดังนี้

อญาณลกฺขณา มีความไม่รู้หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อปัญญา เป็นลักษณะ
สมฺโมหนรสา ทำให้สัมปยุตตธรรม และผู้ที่โมหะกำลังเกิดอยู่นั้น มีความหลง ความมืดมน เป็นกิจ
ฉาทนปจฺจุปฏฺฐานา ปกปิดสภาวะที่มีอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ เป็นผล
อาสวปทฏฺฐานา มีอาสวะ เป็นเหตุใกล้

อวิชชา นี้องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก คือความไม่รู้นั่นเอง ไม่รู้ในที่นี้หมาย เฉพาะไม่รู้ธรรม ๘ ประการ
อันได้แก่ ไม่รู้อริยสัจ ๔, ไม่รู้อดีต ๑, ไม่รู้อนาคต ๑, ไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคต ๑ และไม่รู้ปฏิจจสมุปปาทธรรม ๑
เพราะความไม่รู้ คือ โมหะ หรืออวิชชานี่เอง เป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่อุปการะ ช่วยเหลือให้เกิดสังขาร ให้เกิดมีการ
ปรุงแต่งขึ้น ดังนั้นจึงกล่าวว่า อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารเป็นปัจจยุบบันน สังขารอันเป็นปัจจยุบบันนของอวิชชานี้จัดได้
เป็นสังขาร ๓ คือ อบุญญาภิสังขาร บุญญาภิสังขาร และ อาเนญชาภิสังขาร

. อบุญญาภิสังขาร จงใจปรุงแต่งให้เป็นบาป องค์ธรรมได้แก่ เจตนาใน อกุสลจิต ๑๒ เมื่อเจตนาปรุงแต่งให้
เกิดบาปเช่นนี้ ก็เป็นทางที่จะนำไปให้ปฏิสนธิ ในอบายภูมิ เจตนาทำบาปอันจะส่งผลให้ปฏิสนธิในอบายภูมินี้ เห็นได้ชัด
ว่าเป็น ด้วยอำนาจแห่งโมหะ คือ อวิชชาโดยตรงทีเดียว
. บุญญาภิสังขาร จงใจปรุงแต่งให้เป็นบุญ องค์ธรรมได้แก่ เจตนาใน มหากุสล ๘ และเจตนาในรูปาวจรกุสลจิต
๕ รวมเป็นเจตนา ๑๓ เมื่อเจตนาปรุง แต่งให้เกิดกุสลกรรมเช่นนี้ ก็เป็นทางที่จะให้ได้ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็น รูปพรหม ตามควรแก่กรรมนั้น ๆ เจตนาทำกุสลอย่างนี้ก็นับว่าดีมากอยู่ แต่ว่า ยังไม่ถึงดีที่สุด เพราะว่ายังไม่พ้นทุกข์ จะต้องกลับมาวนเวียนในสังสารวัฏฏอีก กุสลที่ประเสริฐสุด คือ โลกุตตรกุสลอันจะทำให้พ้นทุกข์ได้เด็ดขาด ไม่ต้องกลับมา วนเวียนในสังสารวัฏฏอีกเลยก็มี แต่ไม่มีเจตนาปรุงแต่งให้กุสลอันประเสริฐสุดนั้น เกิดขึ้น จึงได้ชื่อว่า ยังมีอวิชชาอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เพราะไม่รู้ว่ากุสลอันยิ่งกว่า นั้นก็มี จึงเจตนาทำเพียงมหากุสลกรรมและรูปาวจรกุสลกรรมเท่านั้น
. อาเนญชาภิสังขาร จงใจปรุงแต่งให้เป็นบุญชนิดที่ไม่หวั่นไหว คือตั้ง อยู่ในอุเบกขาพรหมวิหารได้นาน
เหลือเกิน องค์ธรรมได้แก่ เจตนาในอรูปาวจร กุสลจิต ๔ เมื่อเจตนาปรุงแต่งให้เกิดกุสลกรรมถึงปานนี้ ก็ส่งผลให้ไป
ปฏิสนธิเป็น อรูปพรหม เสวยบรมสุขอยู่นานช้า ถึงกระนั้น ก็ได้ชื่อว่า ยังไม่พ้นไปจากอวิชชา ตามนัยที่กล่าวแล้ว
ในข้อ ๒ นั้น
อีกนัยหนึ่งสังขารอันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของอวิชชานี้ได้แก่ สังขาร ๓ คือ
. กายสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งกายทุจจริต และกายสุจริตให้เป็นผล สำเร็จลง องค์ธรรมได้แก่
อกุสลเจตนา ๑๒ และ มหากุสลเจตนา ๘ ที่เกี่ยวกับ ทางกาย
. วจีสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งวจีทุจจริตและวจีสุจริตให้เป็นผลสำเร็จลง องค์ธรรมได้แก่ อกุสลเจตนา ๑๒ และมหากุสลเจตนา ๘ ที่เกี่ยวกับทางวาจา
. จิตตสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งมโนทุจจริต และมโนสุจริตให้เป็น ผลสำเร็จลง องค์ธรรมได้แก่
อกุสลเจตนา ๑๒ และโลกียกุสลเจตนา ๑๗ ที่เกี่ยว กับทางใจ
รวมสังขาร ๓ ก็ดี หรือจะว่าสังขารทั้ง ๖ ดังกล่าวแล้วนี้ก็ดี ก็ได้แก่ เจตนา ๒๙ หรือ กรรม ๒๙ นั่นเอง

โดยเฉพาะ โลกุตตรกุสลเจตนา นั้นได้ชื่อว่า เป็นบุญก็จริง แต่ไม่จัดเป็น บุญญาภิสังขาร หรืออาเนญชาภิสังขาร เพราะโลกุตตรกุสลนั้นไม่มีหน้าที่ทำให้เกิด ภพเกิดชาติอันเป็นวัฏฏะ แต่มีหน้าที่ทำลายภพทำลายชาติอันเป็นการตัด
วัฏฏะ จึงไม่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปปาทนี้ อนึ่งตามนัยแห่ง พระสุตตันตปิฎก ก็แสดงสังขาร ๓ ไว้อีกนัยหนึ่ง คือ
กายสังขาร ธรรมชาติที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ และปัสสาสะ
วจีสังขาร ธรรมชาติที่ปรุงแต่งวาจา ได้แก่ วิตก วิจาร
จิตตสังขาร ธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญา เวทนา หรืออีกนัย หนึ่งว่าได้แก่ เจตสิก ๕๐ ดวง
(เว้น วิตก วิจาร)
สรุปความในบท อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารนี้ได้ว่า อวิชชาที่เป็นปัจจัยให้เกิด สังขารนั้น ได้แก่ โมหะ สังขารอันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของอวิชชานั้น ได้แก่ เจตนา ๒๙ หรือกรรม ๒๙
เพราะไม่รู้ว่าธรรมที่ดับสิ้นแห่งทุกข์นั้นมี คือ ยังมีโมหะมีอวิชชาอยู่ จึงเป็น ปัจจัยให้กระทำกรรม ๒๙ อันจะต้องวนเวียนอยู่ในสังสารทุกข์ ไม่พ้นทุกข์ไปได้

ปัจจัย ๒๔ ที่เกี่ยวแก่อวิชชา

ในบท อวิชชา เป็นปัจจัยแก่สังขารนี้ เมื่อกล่าวโดยปัจจัย ๒๔ แล้ว ก็เป็นไปด้วยอำนาจแห่งปัจจัยดังต่อไปนี้
ก. อวิชชาเป็นปัจจัยแก่อบุญญาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๑๕ ปัจจัย คือ
๑.เหตุปัจจัย ๒.อารัมมณปัจจัย ๓.อธิปติปัจจัย
๔.อนันตรปัจจัย ๕.สมนันตรปัจจัย ๖.สหชาตปัจจัย
๗.อัญญมัญญปัจจัย ๘.สหชาตนิสสยปัจจัย ๙.ปกตูปนิสสยปัจจัย
๑๐.อาเสวนปัจจัย ๑๑.สัมปยุตตปัจจัย ๑๒.อัตถิปัจจัย
๑๓.นัตถิปัจจัย ๑๔.วิคตปัจจัย ๑๕.อวิคตปัจจัย
ข. อวิชชา เป็นปัจจัยแก่ บุญญาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๒ คือ
๑.อารัมมณปัจจัย ๒.ปกตูปนิสสยปัจจัย
ค. อวิชชา เป็นปัจจัยแก่ อาเนญชาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่ง ปกตูปนิสสย ปัจจัย ปัจจัยเดียวเท่านั้นเอง

อธิบาย

. อวิชชา เป็นปัจจัยแก่อบุญญาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๑๕ ปัจจัย นั้น กล่าวเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ
ก็ว่า โมหเจตสิกเป็นปัจจัยแก่อกุสลจิตนั้นเป็น ได้ ๑๕ ปัจจัย แต่ละปัจจัยมีความหมายดังนี้
. เหตุปัจจัย กล่าวถึงเหตุ ๖ เป็นปัจจัยให้เกิดจิตและเจตสิกนั้น ในที่นี้ โมหะ เป็นเหตุปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบเป็นเหตุปัจจยุบบันน
. อารัมมณปัจจัย กล่าวถึงอารมณ์เป็นปัจจัยให้เกิดจิตและเจตสิกนั้น คือ เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนชอบใจติดใจก็ดี ที่ไม่ชอบใจ ที่เกลียด ที่กลัวก็ดี ที่สงสัยที่ฟุ้งซ่าน ก็ดี เหล่านี้เป็นอารมณ์ที่มีสาเหตุมาจากโมหะทั้งนั้น อารมณ์เหล่านี้
แหละเป็น อารัมมณปัจจัย ก่อให้เกิดอกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบนี่แหละเป็นอารัมมณปัจจยุบบันน
. อธิปติปัจจัย กล่าวถึงอารมณ์ที่เป็นใหญ่ที่มีกำลังมาก หรือที่เอาใจใส่มาก เป็นพิเศษ เป็นปัจจัยให้เกิดจิต
และเจตสิก คือ อารมณ์ที่มีกำลังมากเป็นพิเศษนั้น เป็นอธิปติปัจจัย ก่อให้เกิดอกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบ เป็นอธิปติปัจจยุบบันน
. อนันตรปัจจัย กล่าวถึงจิตที่เกิดติดต่อกันโดยไม่มีระหว่างคั่น ที่มาเกี่ยว กับโมหเจตสิก ก็เพราะเหตุว่า โมหเจตสิกต้องเกิดพร้อมกับอกุสลจิต กล่าวโดย หน้าที่การงาน อกุสลจิตก็เป็นชวนจิต ชวนจิตนี้โดยปกติเกิดติดต่อกัน
๗ ดวง หรือ ๗ ขณะจิต ดังนั้นโมหเจตสิกที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๑ ก็เป็นอนันตรปัจจัย โมหะ ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๒ ก็เป็นอนันตรปัจจยุบบันน โมหะในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๒ เป็นอนันตรปัจจัย โมหะในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๓ ก็เป็น
อนันตรปัจจยุบบันน เป็นตามลำดับกันจนถึงโมหะในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๖ เป็นอนันตรปัจจัย โมหะใน อกุสลจิตดวงที่ ๗ ก็เป็นอนันตรปัจจยุบบัน
. สมนันตรปัจจัย เป็นปัจจัยที่เน้นถึงอนันตรปัจจัยว่า การที่เกิดติดต่อกัน โดยไม่มีระหว่างคั่นนั้น เกิดติดต่อ
กันตามลำดับ ไม่ข้ามลำดับ อันมีความหมาย เช่นเดียวกับอนันตรปัจจัยนั่นเอง เป็นแต่ย้ำความให้กระชับแน่นแฟ้นขึ้น
อีกเท่านั้น
. สหชาตปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่เกิดพร้อมกัน ในที่นี้โมหเจตสิกย่อมต้อง เกิดพร้อมกับอกุสลจิตและเจตสิก
ที่ประกอบ ดังนั้นโมหเจตสิกนี้ก็เป็นสหชาตปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบ ซึ่งเกิดพร้อมกับโมหเจตสิกนั้น
เป็นสหชาต ปัจจยุบบัน
. อัญญมัญญปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่อุปการะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ใน ที่นี้ โมหเจตสิกก็อุปการะช่วย
เหลืออกุสลจิตและเจตสิกที่ประกอบให้เกิดขึ้น อกุสล จิตและเจตสิกที่ประกอบ ก็อุปการะช่วยเหลือแก่โมหเจตสิกให้เกิด
ขึ้นเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างอุปการะแก่กันและกัน ดังนั้น โมหเจตสิกนี้จึงเป็นอัญญมัญญ ปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบนั้นเป็นอัญญมัญญปัจจยุบบัน

. นิสสยปัจจัย กล่าวถึงธรรมอันเป็นที่อาศัย ในที่นี้โมหเจตสิกเป็นที่อาศัย ของอกุสลจิตและเจตสิกที่ประกอบ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า อกุสลจิตและเจตสิกที่ ประกอบนี่แหละที่อาศัยโมหเจตสิก จึงปรากฏเกิดขึ้นได้ ดังนั้นในโมหเจตสิก จึงเป็นนิสสยปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบก็เป็นนิสสยปัจจยุบบัน
. อุปนิสสยปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่อาศัย อย่างแรงกล้า อย่างมั่นคง ในที่นี้ โมหเจตสิกเป็นที่อาศัยของอกุศลจิต
และเจตสิกที่ประกอบอย่างแรงกล้า กล่าวอีกนัย หนึ่งว่า อกุสลจิตและเจตสิกที่ประกอบได้อาศัยโมหเจตสิกอย่างมั่นคง จึง
ปรากฏเกิด ขึ้นได้ ดังนั้น โมหเจตสิกจึงเป็นอุปนิสสยปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และ เจตสิกที่ ประกอบก็เป็นอุปนิสสยปัจจยุบบัน
๑๐. อาเสวนปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่เสพอารมณ์หลายขณะ อันหมายถึงชวน จิตโดยเฉพาะ เพราะในวิถีหนึ่ง ๆ ชวนจิตย่อมเกิดติดต่อกันโดยปกติ ๗ ขณะจิต ดังนั้นเจตนาในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๑ จึงเป็นอาเสวนปัจจัย เจตนาที่ในอกุสล ชวนจิตดวงที่ ๒ ก็เป็นอาเสวนปัจจยุบบัน เจตนาที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๒ เป็นอาเสวนปัจจัย เจตนาที่ในอกุสลชวนจิต
ดวงที่ ๓ เป็นอาเสวนปัจจยุบบันน เป็นดังนี้ไปตามลำดับ จนถึงเจตนาที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๖ เป็นอาเสวนปัจจัย เจตนาที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๗ เป็นอาเสวนปัจจยุบบัน
๑๑. สัมปยุตตปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่ประกอบกัน โมหเจตสิกย่อมประกอบ กับอกุสลจิตและเจตสิกที่ประกอบ
ดังนั้น โมหเจตสิกจึงเป็นสัมปยุตตปัจจัย อกุสล จิต ๑๒ และเจตสิกที่ประกอบ ก็เป็นสัมปยุตตปัจจยุบบัน
๑๒. อัตถิปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่กำลังมีอยู่นั้นเป็นปัจจัย ในที่นี้หมายถึงว่า โมหเจตสิกยังมีอยู่ ยังไม่ได้ดับไป นั่นแหละเป็นอัตถิปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ และ เจตสิกที่ประกอบนั้นก็เป็นอัตถิปัจจยุบบันน
๑๓. นัตถิปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่ไม่มีแล้ว ดับไปแล้ว จึงจะเป็นปัจจัยได้ ในที่นี้หมายถึงว่า โมหเจตสิก
ที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๑ ดับไปแล้วไม่มีแล้ว จึงเป็น นัตถิปัจจัย ให้เกิดโมหเจตสิกที่ในอกุสลชวนจิตดวงที่ ๒ นั้นได้ โมหเจตสิกในที่ อกุสลชวนจิตดวงที่ ๒ นี้แหละเรียกว่า นัตถิปัจจยุบบันน ซึ่งมีความหมายเป็น ไปในทำนองเดียวกันกับ อนันตรปัจจัย (ข้อ ๔) และอาเสวนปัจจัย (ข้อ ๑๐) ที่ กล่าวข้างต้น

๑๔. วิคตปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่ปราศไปแล้ว คือดับไปแล้ว เป็นปัจจัย มี ความหมายเช่นเดียวกับธรรมที่ไม่มี
แล้วดับไปแล้ว ดังที่กล่าวในข้อ ๑๓ นัตถิปัจจัย นั่นเอง
๑๕. อวิคตปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่ยังไม่ปราศไป เป็นปัจจัย ธรรมที่ยังไม่ ปราศไป ก็คือธรรมที่ยังมีอยู่ ยังไม่ดับ
ไป จึงมีความหมายเช่นเดียวกับที่กล่าวในข้อ ๑๒ อัตถิปัจจัยนั้น
. อวิชชาเป็นปัจจัยแก่บุญญาภิสังขาร ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณปัจจัย
ปกตูปนิสสยปัจจัย แต่ละปัจจัยมีความหมายดังต่อไปนี้
. อารัมมณปัจจัย กล่าวถึงอารมณ์ เป็นปัจจัยให้เกิดจิตและเจตสิก ในบทนี้ หมายถึง ด้วยอำนาจแห่งโมหะจึงมี
อารมณ์ติดใจ ชอบใจ มนุษย์สมบัติ เทวสมบัติ และรูปพรหมสมบัติ จึงประกอบมหากุสลกรรม เพื่อให้สมปรารถนาใน
มนุษย์สมบัติ และเทวสมบัติ และเพียรบำเพ็ญภาวนารูปาวจรกุสลกรรม เพื่อให้สมปรารถนาใน รูปพรหมสมบัติ ดังนี้จึง
ได้ชื่อว่า โมหเป็นอารัมมณปัจจัย จิตที่เป็นมหากุสล รูปา วจรกุสล และเจตสิกที่ประกอบนั้นก็เป็นอารัมมณปัจจยุบบัน
. ปกตูปนิสสยปัจจัย กล่าวถึงธรรมที่เป็นปัจจัยนั้น เป็นที่อาศัยอย่างแรง กล้า หรือเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก
แก่ปัจจยุบบันนธรรม ในบทนี้จึงมีความหมายว่า โมหะนี่แหละเป็นปัจจัย เป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า เป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก
ช่วย อุปการะเกื้อกูลให้ ประกอบกรรมทำเพียงแค่มหากุสล และรูปาวจรกุสลเท่านั้น ดังนี้โมหะจึงได้ชื่อว่า เป็น
ปกตูปนิสสยปัจจัย จิตมหากุสลและรูปาวจรกุสลพร้อมกับ เจตสิกที่ประกอบนั้นเป็นปกตูปนิสสยปัจจยุบบัน
. อวิชชาเป็นปัจจัยแก่อาเนญชาภิสังขาร ด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสย ปัจจัยเพียงปัจจัยเดียวเท่านั้น ซึ่งมีความหมายทำนองเดียวกับที่ได้กล่าวมาแล้วข้าง ต้นนี้ คือมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้อรูปพรหมสมบัติ จึงได้บำเพ็ญเพียร ประกอบอรูปาวจรกุสลกรรม เพราะความปรารถนาในอรูปพรหมสมบัติเช่นนี้ได้ชื่อ ว่า ยังมีโมหะอยู่ ดังนั้นโมหะ ก็เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย อรูปาวจรกุสลจิตและเจตสิก ที่ประกอบเป็น ปกตูปนิสสยปัจจยุบบันน

ข้อความเพิ่มเติมที่เกี่ยวแก่อวิชชา

มีข้อความบางประการที่เกี่ยวแก่อวิชชา ซึ่งเป็นข้อที่ควรจะทราบไว้ด้วยดัง ต่อไปนี้ คือ
๑. อวิชชา อันได้แก่ โมหเจตสิกนี้ มีสภาพหรือมีลักษณะแต่อย่างเดียว คือ ไม่รู้เหตุผลตามความเป็นจริงของ
ธรรมทั้งปวง ถึงกระนั้นก็อาจจะกล่าวได้ตามสิ่งที่ ไม่รู้นั้นว่า อวิชชามีหลายอย่าง เป็นต้นว่า
อวิชชา มี ๒ อย่าง คือ ไม่รู้ในข้อปฏิบัติที่ผิด ๑ และไม่รู้ในข้อปฏิบัติที่ถูก ๑ หรือไม่รู้ธรรมที่เป็นสังขาร ๑ และไม่รู้ธรรมที่เป็นวิสังขาร ๑
ถ้าจะนับว่า อวิชชา มี ๓ ก็หมายถึงว่า ไม่รู้ความจริงในเวทนาทั้ง ๓ มี สุขเวทนา เป็นต้น จึงทำให้เกิดมีความ
วิปลาสขึ้น
ถ้าจะนับว่าอวิชชา มี ๔ ก็เพราะไม่รู้อริยสัจจธรรมทั้ง ๔ มีทุกขสัจจ เป็นต้น
ถ้าจะนับว่า อวิชชา มี ๕ ก็เพราะไม่รู้ความจริงแห่งทุกข์โทษภัยที่เป็นไปใน คติทั้ง ๕ (นิรยคติ เปตคติ
ดิรัจฉานคติ มนุสสคติ เทวคติ) ซึ่งยังต้องวนเวียนอยู่ใน กองทุกข์
ถ้าจะนับ อวิชชามี ๖ ก็เพราะไม่รู้ความจริงในอารมณ์ ๖ ในวิญญาณทั้ง ๖ ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
๒. อวิชชากับพระอรหันต์มีปัญหาว่าการกระทำใด ๆ ของพระอรหันต์นั้น เป็นกิริยาคือ ไม่เป็นบุญและไม่เป็นบาป เพราะพระอรหันต์ทำลายอวิชชาคือ โมหะ ได้โดยสิ้นเชิงแล้ว เป็นอันว่า สังขารทั้ง ๓ ที่เป็นบุญและเป็นบาปนั้น ย่อมถูก ทำลายไปด้วย ดังนี้ก็หมายความว่า นอกจากพระอรหันต์ไม่ทำบาปแล้ว บุญต่าง ๆ เช่น ทาน สีล ภาวนา ก็ไม่กระทำ
ด้วยเช่นนั้นหรือ
ความจริงพระอรหันต์ทั้งหลายก็บำเพ็ญ ทาน สีล ภาวนา อยู่เป็นนิจ ที่พระ อรหันต์กระทำไปนั้นไม่จัดว่าเป็น บุญญาภิสังขาร หรือ อาเนญชาภิสังขาร อันเป็น ผลของอวิชชาตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปาทธรรมนี้ เพราะการกระทำ
ของพระอรหันต์ นั้นเป็นกิริยาจิต ไม่มีการให้ผลในวัฏฏสงสารอีกต่อไป จึงได้ชื่อว่า พระอรหันต์ ท่านบำเพ็ญธรรมจนสิ้น
บาปและหมดทั้งบุญด้วย ส่วนผู้ที่ยังมีบุญมีบาปอยู่ ผู้นั้นจะ ต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏไม่มีที่สิ้นสุด
๓. อวิชชา กับ อริยสัจจ
อวิชชา เป็นทุกขสัจจ เกิดพร้อมกับทุกขสัจจ กระทำทุกขสัจจให้เป็นอารมณ์ ได้ ทั้งปกปิดไม่ให้เห็นทุกขสัจจด้วย
อวิชชา ไม่ใช่สมุทยสัจจ จะสงเคราะห์เป็นสมุทยสัจจก็ไม่ได้ แต่อวิชชานี้เกิด พร้อมกับสมุทยสัจจ
กระทำสมุทยสัจจให้เป็นอารมณ์ได้ และปกปิดไม่ให้เห็น สมุทยสัจจด้วย
อวิชชา ไม่ใช่นิโรธสัจจ สงเคราะห์เป็นนิโรธสัจจก็ไม่ได้ เกิดพร้อมกับนิโรธ สัจจก็ไม่ได้ กระทำนิโรธสัจจให้เป็น
อารมณ์ก็ไม่ได้ แต่สามารถปกปิดไม่ให้เห็น นิโรธสัจจ
อวิชชา ไม่ใช่มัคคสัจจ สงเคราะห์เป็นมัคคสัจจไม่ได้ เกิดพร้อมกับมัคคสัจจ ไม่ได้ กระทำมัคคสัจจให้เป็นอารมณ์
ก็ไม่ได้ แต่ปกปิดไม่ให้เห็นมัคคสัจจได้

องค์ที่ ๒ สังขาร

สังขาร เป็นปัจจัยแก่ วิญญาณ คือ วิญญาณจะปรากฏเกิดขึ้นได้ก็เพราะ มีสังขารเป็นปัจจัย ลักขณาทิจตุกะ
ของสังขาร มีดังนี้

อภิสงฺขรณ ลกฺขณา มีการปรุงแต่ง เป็นลักษณะ
อายูหน รสา มีการพยายามให้ปฏิสนธิวิญญาณเกิดขึ้น หรือ พยายามให้ผล คือรูปขันธ์นาม
ขันธ์เกิดขึ้นเป็นกิจ
เจตนา ปจฺจุปฏฺฐานา จงใจทำให้เกิดความสำเร็จ เป็นผล
อวิชฺชา ปทฏฺฐานา มี อวิชชา เป็นเหตุใกล้

สังขารที่กล่าวแล้วในบทอวิชชานั้น เป็นสังขารที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของ อวิชชา ซึ่งได้แก่ เจตนา ๒๙ หรือ
กรรม ๒๙
ส่วนสังขารที่กล่าวถึงในบทนี้ เป็นสังขารที่เป็นปัจจัยธรรม อุปการะช่วยเหลือ ให้เกิดวิญญาณนั้น ก็ได้แก่
เจตนา ๒๙ หรือ กรรม ๒๙ เหมือนกัน
วิญญาณ ที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของสังขารนี้ มีแสดงเป็น ๒ นัย คือ อภิธัมมภาชนิยนัย ตามนัยแห่ง
พระอภิธรรม ๑ และ สุตตันตภาชนิยนัย ตาม นัยแห่งพระสูตร ๑
ตามนัยแห่งพระอภิธรมนั้น วิญญาณที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของสังขาร ได้แก่ จิตทั้งหมด (และเจตสิกที่ประกอบ
กับจิตนั้น ๆ ด้วย) เพราะจิตจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยมีสังขารเป็นปัจจัย คือต้องมีสิ่งปรุงแต่ง
ตามนัยแห่งพระสูตรนั้น วิญญาณที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของสังขาร ก็ได้แก่ โลกียวิปากวิญญาณ ๓๒ คือ อกุสลวิบากจิต ๗, อเหตุกกุสลวิบากจิต ๘, มหา วิบากจิต ๘ และ มหัคคตวิบากจิต ๙ นั้น
โลกียวิบากวิญญาณ ๓๒ อันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของสังขารนี้ ยังจำแนก ได้เป็น ๒ จำพวก คือ
วิญญาณที่เกิดในปฏิสนธิกาล มีชื่อว่า ปฏิสนธิวิญญาณ ได้แก่ ปฏิสนธิจิต ๑๙ ดวงนั้นพวกหนึ่ง
ปฏิสนธิวิญญาณ ๑๙ ดวงนี้ก็อยู่ในจำนวนโลกียวิบากวิญญาณ ๓๒ นั่นเอง
วิญญาณที่เกิดในปวัตติกาล มีชื่อว่า ปวัตติวิญญาณ ได้แก่ โลกียวิบากจิต ๓๒ อีกพวกหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ทำกิจ
ปฏิสนธิ แต่ทำภวังคกิจ และกิจอื่น ๆ

อบุญญาภิสังขาร

๑. อบุญญาภิสังขาร เฉพาะเจตนาในอกุสลจิต ๑๑ ดวง (เว้นอุทธัจจเจตนา) เป็นปัจจัยธรรม ให้เกิดปฏิสนธิ
วิญญาณเป็นปัจจยุบบันนธรรมในปฏิสนธิกาล คือ อุเบกขาสันตีรณอกุสลวิบาก ๑ ดวง ให้ปฏิสนธิในอบายภูมิทั้ง ๔ เป็นพวกทุคคติ อเหตุกบุคคล ซึ่งมักเรียกกันสั้น ๆ ว่า ทุคคติบุคคล
๒. อบุญญาภิสังขาร ได้แก่ เจตนาในอกุสลจิตทั้ง ๑๒ ดวง เป็นปัจจัยธรรม ให้เกิดปวัตติวิญญาณเป็น
ปัจจยุบบันนธรรมในปวัตติกาล คือ อกุสลวิบากจิต ๗ ดวง ให้ได้เห็น(จักขุวิญญาณ), ให้ได้ฟัง(โสตวิญญาณ), ให้ได้กลิ่น
(ฆานวิญญาณ), ให้ได้รส(ชิวหาวิญญาณ), ให้ได้การสัมผัสถูกต้อง(กายวิญญาณ), ให้มีการรับ อารมณ์(สัมปฏิจฉันนะ), ให้มีการไต่สวนอารมณ์(สันตีรณ), และการรับอารมณ์ต่อ จากชวนะ(ตทาลัมพนะ) ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่ดี ตลอดจนการรักษา
ภพรักษาชาตินั้น (ภวังคจิต) ด้วย

บุญญาภิสังขาร

๑. บุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนาในมหากุสลชนิดที่เป็นทวิเหตุกโอมกุกกัฏฐะ และทวิเหตุกโอมโกมกะ เป็น
ปัจจัยธรรม ให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณเป็นปัจจยุบบันน ธรรมในปฏิสนธิกาล คือ อุเบกขาสันตีรณกุสลวิบาก ๑ ดวง ให้ปฏิสนธิ
เป็นมนุษย์ และเทวดาชั้นต่ำ มีความพิกลพิการ บ้า ใบ้ หนวก บอด เป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็น พวกสุคติอเหตุกบุคคล
๒. บุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนาในมหากุสล ชนิดที่เป็นติเหตุกโอมกุกกัฏฐะ ติเหตุกโอมโกมกะ
ทวิเหตุกอุกกัฏฐุกกัฏฐะ และทวิเหตุกอุกกัฏโฐมกะ เป็นปัจจัยธรรม ให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณ เป็นปัจจยุบบันนธรรมใน
ปฏิสนธิกาล คือ มหาวิบากญาณวิปปยุตต ๔ ดวง ให้ปฏิสนธิเป็นมนุษย์และเทวดาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา มาแต่กำเนิด ซึ่งเรียกว่าเป็นพวกทวิเหตุกบุคคล
๓. บุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนาในมหากุสลชนิดที่เป็นติเหตุกอุกกัฏฐุกกัฏฐะ และติเหตุกอุกกัฏโฐมกะ เป็น
ปัจจัยธรรม ให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณเป็นปัจจยุบบันน ธรรมในปฏิสนธิกาล คือ มหาวิบากญาณสัมปยุตต ๔ ดวง ให้ปฏิสนธิ
เป็นมนุษย์ และเทวดาที่ประกอบด้วยปัญญามาแต่กำเนิด ซึ่งเรียกว่าเป็นพวก ติเหตุกบุคคล

๔. บุญญาภิสังขาร ทั้ง ๓ ข้อนี้ซึ่งได้แก่เจตนาในมหากุสลทั้ง ๘ เป็นปัจจัยธรรม ให้เกิดปวัตติวิญญาณเป็น
ปัจจยุบบันนธรรมในปวัตติกาล คือ
ก. อเหตุกกุสลวิบาก ๘ ดวง ให้ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส ถูกต้อง การรับอารมณ์ การไต่สวนอารมณ์ และการรับอารมณ์ต่อจากชวนะ เหล่านี้ ล้วนแต่ที่ดีทั้งนั้น
ข. มหาวิบาก ๘ ดวง ทำกิจรับอารมณ์ต่อจากชวนะ คือทำตทาลัมพนกิจ
ค. มหาวิบาก ๘ ดวง และอุเบกขาสันตีรณกุสลวิบาก ๑ ดวง รวม ๙ ดวง ทำหน้าที่รักษาภพรักษาชาตินั้น ๆ (ภวังคจิต) กับทำหน้าที่จุติกิจด้วย
เจตนาในมหากุสลจิต ๘ ดวง ที่จำแนกเป็น ติเหตุกอุกัฏฐุกกัฏฐะ, ติเหตุกอุก กัฏโฐมกะ, ติเหตุกโอมกุกกัฏฐะ, ติเหตุกโอมโกมกะ, ทวิเหตุกอุกัฏฐุกกัฏฐะ, ทวิเหตุกอุกกัฏโฐมกะ, ทวิเหตุกโอมกุกกัฏฐะ และทวิเหตุกโอมโกมกะ รวม ๘
อย่างนี้ ได้กล่าวแล้วในปริจเฉทที่ ๕ หมวดที่ ๓ กัมมจตุกะ ตอนที่ตั้งแห่งวิบากจิต (ปากฐาน) นั้นแล้ว จึงไม่กล่าวซ้ำใน
ที่นี้อีก
๕. บุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนาในรูปาวจรกุสลจิต ๕ ดวง เป็นปัจจัยธรรม ให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณเป็น
ปัจจยุบบันธรรมในปฏิสนธิกาล คือ รูปาวจรวิบากจิต ๕ ดวง ในปฏิสนธิเป็นรูปพรหมในรูปภูมิ ซึ่งเรียกว่าเป็นพวก
ติเหตุกบุคคลเหมือนกัน
๖. บุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนาในรูปาวจรกุสลจิต ๕ ดวง เป็นปัจจัยธรรม ให้เกิดปวัตติวิญญาณเป็น
ปัจจยุบบันนธรรมในปวัตติกาล คือการรักษาภพชาตินั้น ๆ (ภวังคจิต) ตลอดจนทำหน้าที่จุติกิจด้วย ส่วนอเหตุกกุสล
วิบากจิต ๕ ดวง ให้ได้ เห็น(จักขุวิญญาณ), ให้ได้ยิน(โสตวิญญาณ), มีการรับอารมณ์(สัมปฏิจฉันนะ) และ การไต่สวน
อารมณ์(สันตีรณะ) ล้วนแต่ที่ดีนั้นเป็นกามวิบาก

อาเนญชาภิสังขาร

๑. อาเนญชาภิสังขาร ได้แก่เจตนาในอรูปาวจรกุสลจิต ๔ ดวง เป็นปัจจัยธรรม ให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณเป็น
ปัจจยุบบันนธรรมในปฏิสนธิกาล คือ อรูปาวจร วิบากจิต ๔ ให้ปฏิสนธิเป็นอรูปพรหมในอรูปภูมิ ซึ่งเรียกว่าเป็นจำพวก
ติเหตุกบุคคล
๒. อาเนญชาภิสังขาร ได้แก่เจตนาในอรูปาวจรกุสลจิต ๔ ดวง เป็นปัจจัยธรรม ให้เกิดปวัตติวิญญาณเป็น
ปัจจยุบบันนธรรมในปวัตติกาล คือ อรูปาวจรวิบาก จิต ๔ ทำหน้าที่ภวังคกิจ รักษาภพรักษาชาตินั้น ๆ และทำหน้าที่
จุติกิจอีกด้วย

ในบทสังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณนี้ มีข้อที่ควรสังเกตอยู่ว่า
สังขาร ๓ ที่เป็นเหตุให้เกิดวิญญาณ จำแนกได้เป็น ๒ ประเภท คือ สังขาร ๓ ที่เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณ
นั้น ได้แก่ เจตนา ๒๘ เท่านั้น โดยต้องเว้น อุทธัจจเจตนาเสีย ๑ เพราะอุทธัจจเจตนาไม่สามารถส่งผลให้เป็นปฏิสนธิได้
ส่วนสังขาร ๓ ที่เป็นปัจจัยให้เกิดปวัตติวิญญาณนั้น ได้แก่ เจตนาทั้ง ๒๙ ดวง
เหตุที่อุทธัจจเจตนาไม่สามารถให้ผลเป็นปฏิสนธิได้นั้น ได้กล่าวไว้ในปริจเฉท ที่ ๕ หมวดที่ ๓ กัมมจตุกะ ตอนที่ตั้งแห่งวิบากจิต (ปากฐาน) นั้นแล้ว
วิญญาณที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของสังขาร ก็จำแนกได้เป็น ๒ จำพวก คือ ปฏิสนธิวิญญาณ ได้แก่ ปฏิสนธิจิต ๑๙ และปวัตติวิญญาณ ได้แก่ โลกียวิบากวิญญาณ ๓๒
โลกียวิบากวิญญาณ ๓๒ นั้น เกิดได้ในปวัตติกาลอย่างเดียว มี ๑๓ ดวง คือ ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐,
สัมปฏิจฉันนจิต ๒ และ โสมนัสสันตีรณจิต ๑ ส่วนปฏิสนธิ วิญญาณ ๑๙ นั้น นอกจากทำปฏิสนธิกิจในปฏิสนธิกาลโดย
ตรงแล้ว ในปวัตติกาล ก็ยังเกิดจิต ๑๙ ดวงนี้ได้ แต่ว่าเกิดขึ้นมาทำกิจอย่างอื่น ซึ่งไม่ใช่ปฏิสนธิกิจ

ปัจจัย ๒๔ ที่เกี่ยวแก่สังขาร

ในบทสังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณนี้ เมื่อกล่าวโดยปัจจัย ๒๔ แล้วก็เป็นไป ได้ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยเพียง ๒ ปัจจัย
คือ
๑. ปกตูปนิสสยปัจจัย และ ๒. นานักขณิกกัมมปัจจัย
ความหมายแห่งปกตูปนิสสยปัจจัย นั้นได้กล่าวแล้วในบทก่อน ในบทนี้ก็มีนัย เป็นทำนองเดียวกันนั้นเอง จึงไม่
กล่าวซ้ำอีก
ส่วน นานักขณิกกัมมปัจจัย หมายถึงกรรมหรือสังขาร คือเจตนาที่เกิดต่าง ขณะกัน (คือเจตนาที่ดับไปแล้วนั้น) เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่นามและรูปที่เกิด จากกรรมนั้น ๆ ดังนั้นในที่นี้จึงได้แก่ สังขาร (เจตนา) เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัย วิญญาณ (วิบากวิญญาณ ๓๒) เป็นนานักขณิกกัมมปัจจยุบบันน

แสดงปฏิสนธิวิญญาณโดยนัยต่าง ๆ

ปฏิสนธิวิญญาณ คือ ปฏิสนธิจิต ซึ่งมีจำนวน ๑๙ ดวงนี้ มีการแสดงโดยนัย ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
กล่าวโดย นัยแห่ง มิสสกะ และสุทธะ แล้วก็มี ๒ คือ
. รูปมิสสกวิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณที่มีรูปเกิดพร้อมด้วยนั้นมี ๑๕ ดวง ได้แก่ อุเบกขาสันตีรณะ ๒
มหาวิบาก ๘ และรูปาวจรวิบาก ๕

. รูปอามิสสกวิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณที่ไม่มีรูปเกิดพร้อมด้วยนั้นมี ๔ ดวง ได้แก่ อรูปาวจรวิบาก ๔ เพราะไม่มีรูปเกิดมาปะปนด้วย จึงได้ชื่อว่า สุทธะ
กล่าวโดยนัยแห่งภูมิ ก็มี ๓ คือ
. กามวิญญาณ หมายถึง ปฏิสนธิวิญญาณในกามภูมิ มีจำนวน ๑๐ ดวง ได้แก่ อุเบกขาสันตีรณ ๒ และ
มหาวิบาก ๘
. รูปวิญญาณ หมายถึงปฏิสนธิวิญญาณในรูปภูมิ มีจำนวน ๕ ดวง ได้แก่ รูปาวจรวิบาก ๕
. อรูปวิญญาณ หมายถึงปฏิสนธิวิญญาณในอรูปภูมิ มีจำนวน ๔ ดวง ได้แก่ อรูปาวจรวิบาก ๔
กล่าวโดย นัยแห่งกำเนิด ก็มี ๔ คือ
. อัณฑชวิญญาณ คือ ปฏิสนธิวิญญาณในไข่ มีจำนวน ๑๐ ดวง ได้แก่ อุเบกขาสันตีรณะ ๒ และมหาวิบาก ๘
. ชลาพุชวิญญาณ คือ ปฏิสนธิวิญญาณในครรภ์มารดา มีจำนวน ๑๐ ดวง ได้แก่ อุเบกขาสันตีรณะ ๒ และ
มหาวิบาก ๘
. สังเสทชวิญญาณ คือ ปฏิสนธิวิญญาณในที่เปียกชื้น มีจำนวน ๑๐ ดวง อุเบกขาสันตีรณะ ๒ และ
มหาวิบาก ๘
. โอปปาติกวิญญาณ คือ ปฏิสนธิวิญญาณที่ไม่ได้อาศัยที่เกิดเหมือน ๓ อย่างข้างต้นนั้น แต่เกิดโดยอาการ
ที่ผุดหรือโผล่ขึ้นมาเต็มที่เลยทีเดียว มีจำนวน ๑๙ ดวง คือ ปฏิสนธิวิญญาณทั้ง ๑๙ อันได้แก่ อุเบกขาสันตีรณ ๒,
มหาวิบาก ๘ และ มหัคคตวิบาก ๙ นั่นเอง

กล่าวโดย นัยแห่งคติ ก็มี ๕ คือ
. เทวคติวิญญาณ หมายถึง ปฏิสนธิวิญญาณในเทวภูมิ ๖, ในรูปภูมิ ๑๕ และในอรูปภูมิ ๔ นั้น มีจำนวน
๑๘ ดวง ได้แก่ อุเบกขาสันตีรณกุสลวิบาก ๑, มหาวิบาก ๘ และ มหัคคตวิบาก ๙
. มนุสสคติวิญญาณ หมายถึง ปฏิสนธิวิญญาณในมนุสสภูมิ มีจำนวน ๙ ดวง ได้แก่ อุเบกขาสันตีรณกุสล
วิบาก ๑ และ มหาวิบาก ๘

. ดิรัจฉานคติวิญญาณ
. เปตคติวิญญาณ
. นิรยคติวิญญาณ

ทั้ง ๓ นี้มีปฏิสนธิวิญญาณ ๑ ดวง ได้แก่
อุเบกขาสันตีรณอกุสลวิบากดวงเดียวเท่านั้น

กล่าวโดย นัย แห่งวิญญาณฐีติ คือภูมิอันเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณนั้น ก็มี ๗ ได้แก่
. นานัตตกายนานัตตสัญญีวิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณในภูมิที่มีรูปร่าง ต่างกันและปฏิสนธิจิตก็ต่างกัน
อันได้แก่ ปฏิสนธิในกามสุคติภูมิ ๗ นั้น มีปฏิสนธิ วิญญาณ ๙ ดวง คือ อุเบกขาสันตีรณกุสลวิบาก ๑ และมหาวิบาก ๘
คำว่า นานัตตะ นี้บางทีก็ใช้อย่าง ทีฆะ ว่า นานาตตะ
. นานัตตกายเอกัตตสัญญีวิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณในภูมิที่มีรูปร่าง ต่างกัน แต่มีปฏิสนธิวิญญาณอย่าง
เดียวกัน อันได้แก่ ปฏิสนธิในอบายภูมิ ๔ และ ในปฐมฌานภูมิ ๓ รวม ๗ ภูมิด้วยกัน
ปฏิสนธิในอบายภูมิ ๔ มี ปฏิสนธิวิญญาณ ๑ ดวง คือ อุเบกขาสันตีรณ อกุสลวิบาก ๑
ปฏิสนธิในปฐมฌานภูมิ ๓ มี ปฏิสนธิวิญญาณ ๑ ดวง คือ รูปาวจรปฐม ฌานวิบาก ๑
. เอกัตตกายนานัตตสัญญีวิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณในภูมิที่มีรูปร่าง เหมือนกันแต่มีปฏิสนธิวิญญาณ
ต่างกัน อันได้แก่ ปฏิสนธิในทุติยฌานภูมิ ๓ มี ปฏิสนธิวิญญาณ ๒ ดวง คือ รูปาวจรทุติยฌานวิบาก ๑ และ
รูปาวจรตติยฌานวิบาก ๑
. เอกัตตกายเอกัตตสัญญีวิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณในภูมิที่มีรูปร่าง เหมือนกัน และมีปฏิสนธิวิญญาณก็
อย่างเดียวกัน อันได้แก่ ปฏิสนธิในตติยฌานภูมิ ๓, เวหัปผลาภูมิ ๑ และสุทธาวาสภูมิ ๕ รวม ๙ ภูมิ มีปฏิสนธิวิญญาณ
๒ ดวง คือ
ปฏิสนธิใน ตติยฌานภูมิ ๓ มีปฏิสนธิวิญญาณ ๑ ดวง คือ รูปาวจรจตุตถ ฌานวิบาก ๑
ปฏิสนธิในเวหัปผลาภูมิ ๑ และสุทธาวาสภูมิ ๕ นั้น มีปฏิสนธิวิญญาณ ๑ ดวง คือ รูปาวจรปัญจมฌานวิบาก ๑

. อากาสานัญจายตนวิญญาณ ปฏิสนธิในอากาสานัญจายตนภูมิ มี ปฏิสนธิวิญญาณ ๑ ดวง คือ อากาสานัญจายตนวิบาก ๑
. วิญญาณัญจายตนวิญญาณ ปฏิสนธิในวิญญาณัญจายตนภูมิ มีปฏิสนธิ วิญญาณ ๑ ดวง คือ วิญญาณัญจายตนวิบาก ๑
. อากิญจัญญายตนวิญญาณ ปฏิสนธิในอากิญจัญญายตนภูมิ มีปฏิสนธิ วิญญาณ ๑ ดวง คือ อากิญจัญญายตนวิบาก ๑
ตามนัยแห่งวิญญาณฐีตินี้ ไม่ได้กล่าวถึง อสัญญสัตตภูมิ และเนวสัญญานา สัญญายตนภูมิ เพราะว่า
อสัญญสัตตภูมิเป็นภูมิของสัตว์ที่ไม่มีปฏิสนธิวิญญาณ ส่วนเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ แม้จะเป็นภูมิของสัตว์ที่มี
ปฏิสนธิวิญญาณก็จริง แต่ว่าวิญญาณนั้นไม่ปรากฏชัด จะว่ามีก็ไม่ใช่จะว่าไม่มีก็ไม่เชิง ด้วยเหตุนี้จึงไม่จัด เข้าใน
วิญญาณฐีติ ๗ นี้ด้วย
กล่าวโดย นัยแห่ง สัตตาวาสภูมิ คือ ภูมิอันเป็นที่อาศัยอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๙ ภูมิด้วยกัน
ในจำนวน ๙ ภูมินี้มีอยู่ภูมิ ๑ ซึ่งเป็นที่อาศัยอยู่ของ อสัญญสัตตผู้ไม่มีวิญญาณ ซึ่งไม่ต้องกล่าวในที่นี้ด้วย คงจะกล่าว
แต่เพียง ๘ ภูมิซึ่ง เป็นภูมิที่อาศัยอยู่ของสัตว์ที่มีวิญญาณ ดังต่อไปนี้
. นานัตตกายภูมิ หมายถึง ปฏิสนธิวิญญาณในภูมิที่มีรูปร่างต่าง ๆ กัน มี ๑๔ ภูมิ คือ กามภูมิ ๑๑ และ
ปฐมฌานภูมิ ๓
. เอกัตตกายภูมิ หมายถึง ปฏิสนธิวิญญาณในภูมิที่มีรูปร่างเหมือน ๆ กัน มี ๑๒ ภูมิ คือ ทุติยฌานภูมิ
๓, ตติยฌานภูมิ ๓, เวหัปผลาภูมิ ๑ และสุทธาวาส ภูมิ ๕
. นานัตตสัญญีภูมิ หมายถึง ปฏิสนธิวิญญาณในภูมิที่มีปฏิสนธิจิตต่างกัน มี ๑๐ ภูมิ คือ กามสุคติภูมิ ๗ และ ทุติยฌานภูมิ ๓
. เอกัตตสัญญีภูมิ หมายถึง ปฏิสนธิวิญญาณในภูมิที่มีปฏิสนธิจิตอย่าง เดียวกันมี ๑๖ ภูมิคือ อบายภูมิ ๔, ปฐมฌานภูมิ ๓, ตติยฌานภูมิ ๓, เวหัปผลา ภูมิ ๑ และสุทธาวาสภูมิ ๕
. อากาสานัญจายตนภูมิ หมายถึงปฏิสนธิวิญญาณในอากาสานัญจายตน ภูมิ ๑ ภูมิ

. วิญญาณัญจายตนภูมิ หมายถึงปฏิสนธิวิญญาณในวิญญาณัญจายตนภูมิ ๑ ภูมิ
. อากิญจัญญายตนภูมิ หมายถึงปฏิสนธิวิญญาณในอากิญจัญญายตนภูมิ ๑ ภูมิ
. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ หมายถึงปฏิสนธิวิญญาณในเนวสัญญานา สัญญายตนภูมิ ๑ ภูมิ
กล่าวโดย นัยแห่งภพ ก็มี ๙ ภพ ซึ่งจะกล่าวต่อไปข้างหน้า

องค์ที่ ๓ วิญญาณ

วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป คือนามรูปจะปรากฏขึ้นได้ ก็เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย ลักขณาทิจตุกะ
ของวิญญาณ คือ

วิชานน ลกฺขณํ มีการรู้อารมณ์ เป็นลักษณะ
ปุพฺพงฺคม รสํ เป็นประธานแก่เจตสิกและกัมมชรูป เป็นกิจ
ปฏิสนฺธิ ปจฺจุปฏฺฐานํ มีการสืบต่อระหว่างภพเก่ากับภพใหม่ เป็นผล
สงฺขาร ปทฏฺฐานํ มีสังขาร (๓) เป็นเหตุใกล้
(วา)วตฺถารมฺมณ ปทฏฺฐานํ (หรือ)มีวัตถุ(๖) กับอารมณ์(๖) เป็นเหตุใกล้

ในบทก่อนกล่าวว่า วิญญาณอันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของสังขารนั้น จำแนก ได้เป็น ๒ ประเภท คือ
. ปฏิสนธิวิญญาณ ได้แก่ ปฏิสนธิจิต ๑๙
. ปวัตติวิญญาณ ได้แก่ โลกียวิปากวิญญาณ ๓๒
ในบทนี้ก็กล่าวได้ว่า วิญญาณอันเป็นปัจจัยธรรม คือเป็นสิ่งอุปการะช่วยเหลือ ให้เกิดนามรูปนั้น ก็จำแนกได้เป็น ๒ ประเภทเหมือนกัน คือ
. วิปากวิญญาณ ได้แก่ โลกียวิปากวิญญาณ ๓๒ ดวง วิปากวิญญาณนี้ เป็นเหตุใกล้ (อาสนฺนการณํ)
. กัมมวิญญาณ ได้แก่ อกุสลจิต ๑๒ และโลกียกุสลจิต ๑๗ ที่สหรคตกับ อกุสลเจตนากรรมและโลกียกุสล
เจตนากรรมในอดีตภพ กล่าวสั้น ๆ ก็ว่า กัมม วิญญาณก็คือกรรม ๒๙ นั่นเอง กัมมวิญญาณนี้เป็นเหตุไกล (ทูรการณํ)

ส่วนนามรูป อันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของวิญญาณ นั้นมีความหมายดังนี้
นาม ในบทนี้หมายถึง เจตสิก เท่านั้น
ก. ตามนัยแห่งพระอภิธรรม ซึ่งได้กล่าวแล้วในบทก่อนว่า วิญญาณได้แก่ จิต ทั้งหมด ดังนั้นในบทนี้ นามคือ
เจตสิก ก็ได้แก่ เจตสิกทั้ง ๕๒ ดวง ซึ่งประกอบ กับจิตทั้งหมดนั้นตามควรแก่ที่จะประกอบได้
ข. ตามนัยแห่งพระสูตร ซึ่งในบทก่อนว่า วิญญาณ ได้แก่โลกียวิปากวิญญาณ ๓๒ ดังนั้นในบทนี้ นามคือเจตสิก
ก็ได้แก่ เจตสิกเพียง ๓๕ ดวง ที่ประกอบกับ โลกียวิปากวิญญาณ ๓๒ เท่านั้น
นาม คือ เจตสิก ที่ประกอบกับปฏิสนธิวิญญาณ ๑๙ ก็เรียกว่า ปฏิสนธินาม (ปฏิสนธิเจตสิก) เจตสิกที่เกิดใน
ปฏิสนธิกาลนี้ อาศัยกัมมวิญญาณในอดีตภพ และ ปฏิสนธิวิญญาณในปัจจุบันภพ เป็นปัจจัย
นาม คือ เจตสิก ที่ประกอบกับปวัตติวิญญาณ ๓๒ ก็เรียกว่า ปวัตตินาม (ปวัตติเจตสิก) เจตสิกที่เกิดใน
ปวัตติกาลนี้ อาศัยปวัตติวิปากวิญญาณแต่อย่างเดียว เป็นปัจจัย
ส่วน รูป ในบทนี้ หมายถึงรูปภายในสัตว์ทั้ง ๒๘ รูป กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า หมายเฉพาะกัมมชรูปโดยตรง และจิตตชรูปโดยอ้อมเท่านั้น
กัมมชรูปที่เกิดพร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณ ๑๕ (เว้นอรูปปฏิสนธิวิญญาณ ๔) นั้นเรียกว่า ปฏิสนธิรูป กัมมชรูปที่
เกิดในปฏิสนธิกาลนี้ อาศัยกัมมวิญญาณใน อดีตภพ และปฏิสนธิวิญญาณในปัจจุบันภพ เป็นปัจจัย
ปวัตติกัมมชรูป ที่เกิดจากกัมมวิญญาณ ๒๕ (เว้นอรูปกัมมวิญญาณ ๔) นั้น อย่างหนึ่ง กับจิตตชรูปที่เกิด
จากปวัตติวิญญาณ ๑๘ (เว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ และอรูปวิปากวิญญาณ ๔) อีกอย่างหนึ่ง ทั้ง ๒ อย่างนี้เรียกว่า
ปวัตติรูป กัมมชรูป ที่เกิดในปวัตติกาลนี้อาศัยกัมมวิญญาณในอดีตภพแต่อย่างเดียวเป็นปัจจัย ส่วน จิตตชรูปที่เกิด
ขึ้นในปฏิสนธิกาลนั้นไม่มี มีแต่เกิดขึ้นในปวัตติกาล โดยอาศัยปวัตติ วิปากวิญญาณเป็นปัจจัย
รวมความว่า รูปในปฏิสนธิกาล มีแต่กัมมชรูปอย่างเดียว รูปในปวัตติกาล มีได้ทั้งกัมมชรูป และจิตตชรูป
วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูปนี้ จำแนกความเป็นปัจจัยได้เป็น ๓ ประการ คือ วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นาม วิญญาณเป็นปัจจัยแก่รูป และวิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป

วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นาม

วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นาม หมายเฉพาะว่า วิญญาณเป็นปัจจัยแก่เจตสิก แต่ อย่างเดียว ไม่เกี่ยวแก่รูปด้วย
. กัมมวิญญาณ ได้แก่ อรูปาวจรกุสลจิต ๔ ดวงที่สหรคตด้วยรูปวิราค เจตนาในอดีตภพ เป็นปัจจัยแก่
ปฏิสนธินาม คือ เจตสิก ๓๐ ดวงที่ประกอบกับ ปฏิสนธิวิญญาณในจตุโวการภูมิ ๔ ในปฏิสนธิกาล
. วิปากวิญญาณ ได้แก่ อรูปาวจรปฏิสนธิวิญญาณ ๔ ดวง ในปัจจุบันภพ เป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธินาม คือ
เจตสิก ๓๐ ดวง ที่ประกอบกับปฏิสนธิจิตใน จตุโวการภูมิ ๔ ในปฏิสนธิกาล
. วิปากวิญญาณ ได้แก่ อรูปาวจรวิปากวิญญาณ ๔ ดวง คือ ภวังคจิตเป็น ปัจจัยแก่ปวัตตินาม คือ
เจตสิก ๓๐ ดวงที่ประกอบกับภวังคจิตในจตุโวการภูมิ ๔ ในปวัตติกาล

วิญญาณเป็นปัจจัยแก่รูป

วิญญาณเป็นปัจจัยแก่รูป หมายเฉพาะว่า วิญญาณเป็นปัจจัยแก่รูปแต่อย่าง เดียว ไม่เกี่ยวแก่นามด้วย
วิญญาณในที่นี้หมายถึง กัมมวิญญาณ อันได้แก่ รูปาวจรปัญจมฌานกุสลจิต ที่สหรคตด้วยเจตนาในสัญญาวิราค
ภาวนาในอดีตภพ เป็นปัจจัยแก่กัมมชรูปในเอกโวการภูมิ คือ อสัญญสัตตภูมิ ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล

วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป

วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป หมายความว่า วิญญาณนั้นอุปการะช่วยเหลือ ให้เกิดทั้งนาม คือ เจตสิก
ทั้งรูปคือกัมมชรูปและจิตตชรูปด้วย
. กัมมวิญญาณ ได้แก่ อกุสลจิต ๑๑ มหากุสลจิต ๘ และ รูปาวจรกุสล จิต ๕ รวมเป็น ๒๔ ดวง ที่สหรคต
ด้วยเจตนาในอดีตภพ เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิสนธินาม และปฏิสนธิรูปในปัญจโวการภูมิ ๒๖ ในปฏิสนธิกาล
ปฏิสนธินาม คือ เจตสิก ๓๕ ดวง ที่ประกอบกับปฏิสนธิจิต ๑๕ ดวง
ปฏิสนธิรูป คือ กัมมชรูปที่เกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิต ๑๕ ดวงนั้น

. วิปากวิญญาณ ได้แก่ ปฏิสนธิวิญญาณ ๑๕ ดวง ในปัจจุบันภพ เป็น ปัจจัยแก่ปฏิสนธินาม คือเจตสิก ๓๕ และกัมมชรูปที่เกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิตนั้น ในปัญจโวการภูมิ ๒๖ ในปฏิสนธิกาล
. วิปากวิญญาณ ได้แก่ ภวังคจิต ๑๕ ดวง เป็นปัจจัยแก่ปวัตตินาม คือ เจตสิก ๓๕ และปวัตติรูป คือ จิตตชรูป ในปัญจโวการภูมิ ๒๖ ในปวัตติกาล
. วิปากวิญญาณ ได้แก่ สัมปฏิจฉันนจิต ๒ และโสมนัสสันตีรณจิต ๑ เป็นปัจจัยแก่ ปวัตตินาม คือ อัญญสมานาเจตสิก ๑๑ และปวัตติรูป คือจิตตชรูป ในปัญจโวการภูมิ ๒๖ ในปวัตติกาล
. วิปากวิญญาณ ได้แก่ ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ เป็นปัจจัยแก่ ปวัตตินาม คือสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ในปัญจโวการภูมิ ๒๖ ในปวัตติกาล

ปัจจัย ๒๔ เกี่ยวแก่วิญญาณ

ในบทวิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูปนี้ เมื่อกล่าวโดยปัจจัย ๒๔ แล้ว ก็เป็นไป ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยดังต่อไปนี้ คือ
ก. วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นาม คือ เจตสิกแต่อย่างเดียว (ในจตุโวการภูมิ) นั้น ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๙ ปัจจัย
คือ
๑.สหชาตปัจจัย ๒.อัญญมัญญปัจจัย ๓.นิสสยปัจจัย
๔.วิปากปัจจัย ๕.อาหารปัจจัย ๖.อินทรียปัจจัย
๗.สัมปยุตตปัจจัย ๘.อัตถิปัจจัย ๙.อวิคตปัจจัย
ข. วิญญาณเป็นปัจจัยแก่รูป คือ กัมมชรูปแต่อย่างเดียว(ในเอกโวการภูมิ) นั้น ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๔ ปัจจัย
คือ
๑. วิปากปัจจัย ๒. วิปปยุตตปัจจัย
๓. นัตถิปัจจัย ๔. วิคติปัจจัย
ค. วิญญาณเป็นปัจจัยทั้งนามทั้งรูป (ในปัญจโวการภูมิ) ก็ด้วยอำนาจแห่ง ปัจจัย ๙ ปัจจัย ซึ่งเหมือนกับข้อ ก. เว้นแต่หมายเลข ๗ สัมปยุตตปัจจัย เปลี่ยน เป็นวิปปยุตตปัจจัย ปัจจัยเดียวเท่านั้น ส่วนอีก ๘ ปัจจัยนั้นเหมือนกัน
ทุกปัจจัย

ความหมายแห่งปัจจัยเหล่านี้ ปัจจัยใดที่ซ้ำในบทก่อนที่ได้แสดงความหมายมา แล้วก็จะไม่กล่าวซ้ำในที่นี้อีก จะกล่าวถึงความหมายเฉพาะปัจจัยที่ไม่ซ้ำกับบทก่อน คือ
. วิปากปัจจัย กล่าวถึงวิบากนามขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กัน และกัน ทั้งช่วยอุปการะแก่รูปที่เกิด
พร้อมกับตนนั้นด้วย ในที่นี้ก็ได้แก่ วิญญาณ (คือจิต) เป็นวิปากปัจจัย นาม(คือเจตสิก) และรูปที่เกิดพร้อมกับวิญญาณนั้น เป็นวิปากปัจจยุบบัน
. อาหารปัจจัย กล่าวถึง อาหารทั้ง ๔ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่นามรูป ที่เกิดพร้อมกันนั้น ในที่นี้ได้แก่
วิญญาณ(คือจิต) เป็นอาหารปัจจัย นาม(คือเจตสิก) และรูปที่เกิดพร้อมกับจิตนั้นเป็นอาหารปัจจยุบบัน
. อินทรียปัจจัย กล่าวถึง ปสาทรูป ๕ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปัญจ วิญญาณอย่างหนึ่ง รูปชีวิตินทรียเป็น
ปัจจัยช่วยอุปการะแก่อุปาทินนกรูปอย่างหนึ่ง และนามอินทรียเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่นามรูปที่เกิดพร้อมกับตนนั้นอีก
อย่าง หนึ่ง ดังนั้นในที่นี้ วิญญาณ(คือจิต) จึงเป็นอินทรียปัจจัย นามรูปเป็นอินทรีย ปัจจยุบบัน
. วิปปยุตตปัจจัย หมายถึงธรรมที่ไม่ได้ประกอบกันด้วยลักษณะ ๔ อย่าง คือ เอกุปปาทะ เอกนิโรธะ
เอกาลัมพนะ และเอกวัตถุกะ ดังนั้นในที่นี้ วิญญาณ (คือจิต) เป็นวิปปยุตตปัจจัย รูปที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น (หรือแม้แต่
เกิดก่อน) ก็เป็น วิปปยุตตปัจจยุบบัน

องค์ที่ ๔ นามรูป

นามรูป เป็นปัจจัยแก่ สฬายตนะ คือ อายตนะภายใน ๖ จะปรากฏขึ้นได้ก็ เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย
นามในบทนี้ คือ เจตสิก มีลักขณาทิจตุกะดังนี้

นมนลกฺขณํ มีการน้อมไปสู่อารมณ์ เป็นลักษณะ
สมฺปโยครสํ มีการประกอบกับวิญญาณ และประกอบกันเอง โดยอาการที่เกิดพร้อมกันเป็นต้น เป็นกิจ อวินิพฺโภคปจฺจุปฏฺฐานํ มีการไม่แยกกันกับจิต เป็นผล
วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณ เป็นเหตุใกล้

รูปในที่นี้ คือ กัมมชรูป(โดยตรง) จิตตชรูป(โดยอ้อม) ลักขณาทิจตุกะ ของ รูปมีดังนี้

รุปฺปนลกฺขณํ มีการสลาย แตกดับ เป็นลักษณะ แตกดับไปด้วย อำนาจปัจจัย
วิกิรณรสํ มีการแยกออกจากกัน(กับจิต)ได้ เป็นกิจ
อพฺยากตาปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นอพยากตธรรม (ในที่นี้หมายถึงความ ไม่รู้อารมณ์) เป็นผล
วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณ เป็นเหตุใกล้

นาม คือ เจตสิก ที่เป็นปัจจัยแก่อายตนะนั้น ได้แก่ เจตสิก ๓๕ ที่ประกอบ กับโลกียวิปากจิต ๓๒ เท่านั้น
รูป ที่เป็นปัจจัยแก่อายตนะนั้น ก็ได้แก่ กัมมชรูป เท่านั้น
อายตนะที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของนามรูปนั้นได้แก่ สฬายตนะ คือ อายตนะภายใน ๖ ที่มีชื่อว่า
อัชฌัตติกายตนะ มีจักขวายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ และ มนายตนะ
อายตนะ มีความหมายว่า เป็นเครื่องต่อ เป็นบ่อเกิดแห่งจิตและเจตสิก เป็นเครื่องต่อเป็นบ่อเกิดแห่งวิถีจิต
นามรูปเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะ ดังนี้
๑. เพราะเหตุว่ามี กัมมชรูป คือ จักขุปสาท จึงปรากฏ จักขวายตนะ
๒. เพราะเหตุว่ามี กัมมชรูป คือ โสตปสาท จึงปรากฏ โสตายตนะ
๓. เพราะเหตุว่ามี กัมมชรูป คือ ฆานปสาท จึงปรากฏ ฆานายตนะ
๔. เพราะเหตุว่ามี กัมมชรูป คือ ชิวหาปสาท จึงปรากฏ ชิวหายตนะ
๕. เพราะเหตุว่ามี กัมมชรูป คือ กายปสาท จึงปรากฏ กายายตนะ
๖. เพราะเหตุว่ามี กัมมชรูป เจตสิก ๓๕ (ที่ประกอบกับโลกียวิปากวิญญาณ ๓๒) จึงปรากฏ มนายตนะ
โดยเฉพาะ มนายตนะนี้ มีวาทะ เป็น ๒ นัย คือ
ก. อรรถกถาจารย์ และฎีกาจารย์บางท่าน กล่าวว่า มนายตนะนี้ได้แก่ โลกีย วิปากจิต ๓๒
ข. ภาสาฎีกาจารย์บางท่านกล่าวว่า มนายตนะนี้ได้แก่ ภวังคจิต ๑๙ เท่านั้น โดยอ้างว่า ภวังคจิต เป็นตัว
มโนทวาร ช่วยอุปการะให้ ผัสสะ และเวทนาเกิดขึ้น ซึ่งตรงกับพุทธภาษิตที่ว่า มนญฺจ ปฏิจฺจ ธมฺเม จ อุปฺปชฺชติ มโนวิญฺญาณํ ติณฺณํ สงฺคติ ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา ฯลฯ ซึ่งแปลความว่า มโนวิญญาณ ย่อมปรากฏขึ้นได้
เพราะอาศัย มโนทวาร กับ ธัมมารมณ์ เมื่อธรรมทั้ง ๓ นี้ ประชุมร่วมกันแล้วเรียกว่า ผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยแก่
เวทนา ฯลฯ

อนึ่ง มีข้อสังเกตอยู่ว่า ในบทก่อนกล่าวว่า วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป คือ โลกียวิปากวิญญาณทำให้เกิดเจตสิก และกัมมชรูป
ในบทนี้กล่าวว่า นามรูปเป็นปัจจัยแก่ สฬายตนะ คือ นามอันได้แก่เจตสิก ทำให้เกิดมนายตนะ อันได้แก่ โลกียวิปากวิญญาณ ๓๒ และ กัมมชรูปทำให้เกิด ปัญจายตนะ (อายตนะ ๕) นี่ก็คือ ปสาทรูป ๕ นั่นเอง
รวมกล่าวอย่างสั้น ๆ ก็ได้ความว่า บทก่อนกล่าวว่า จิตทำให้เกิดเจตสิก แต่ บทนี้กลับกล่าวว่า เจตสิกทำ
ให้เกิดจิต จึงทำให้เป็นที่น่าสงสัยอยู่
ข้อนี้มีอธิบายว่า การที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเช่นนี้ ก็ด้วยอำนาจแห่ง สหชาตปัจจัย คือ ความเกิดพร้อมกัน เกิดร่วมกันของธรรมเหล่านั้นประการหนึ่ง และด้วยอาศัยอำนาจแห่ง อัญญมัญญปัจจัย คือ ความอาศัยซึ่งกันและกัน
ของ ธรรมเหล่านั้นอีกประการหนึ่ง
กล่าวคือ นาม คือเจตสิกกับมนายตนะ คือโลกียวิปากวิญญาณนั้นเกิดพร้อม กันเกิดร่วมกัน ดังนั้นจะว่าเจตสิก
เกิดพร้อมกับจิตเกิดร่วมกับจิต หรือจะว่าจิตเกิด พร้อมกับเจตสิกเกิดร่วมกับเจตสิก ก็ได้ทั้ง ๒ อย่าง นี่กล่าวโดยอำนาจ
แห่ง สหชาตปัจจัย
กล่าวโดยอำนาจแห่งอัญญมัญญปัจจัย จิตกับเจตสิกที่เกิดพร้อมกันเกิดร่วมกัน นั้นต่างก็อาศัยซึ่งกันและกัน อุปการะหรืออุดหนุนซึ่งกันและกัน ดังนั้นจะว่าเจตสิก อุดหนุนอุปการะจิต หรือว่าจิตอุปการะอุดหนุนเจตสิกก็ได้ทั้ง ๒ อย่างอีกเหมือนกัน
ส่วนรูปนั้น ปสาทรูป ๕ และปัญจายตนะ คือ อายตนะทั้ง ๕ ก็เป็นรูปอัน เดียวกันนั่นเอง แต่เมื่อกล่าวโดยสมุฏฐาน ก็เรียกว่า กัมมชรูป และเมื่อกล่าวโดย ความเป็นเครื่องต่ออันเป็นบ่อเกิดแห่งวิถีจิต ก็เรียกว่า อายตนะ เมื่อมีปสาทรูปจึง จะเป็นเครื่องต่อก่อให้เกิดจิต เจตสิก และวิถีจิตได้

ปัจจัย ๒๔ เกี่ยวแก่นามรูป

ในบท นามรูป เป็นปัจจัยแก่ สฬายตนะนี้ เมื่อกล่าวโดยปัจจัย ๒๔ แล้ว ก็มี รายละเอียดที่จะกล่าวได้เป็น
หลายรายการด้วยกัน จึงขอกล่าวรวบยอดเป็นส่วนรวม ทั้งหมดว่า นามรูปที่อุปการะช่วยเหลือแก่ สฬายตนะนั้นด้วย
อำนาจแห่งปัจจัย ๑๖ ปัจจัย คือ
๑.เหตุปัจจัย ๒.สหชาตปัจจัย ๓.อัญญมัญญปัจจัย
๔.นิสสยปัจจัย ๕.ปุเรชาตปัจจัย ๖.ปัจฉาชาตปัจจัย
๗.กัมมปัจจัย ๘.วิปากปัจจัย ๙.อาหารปัจจัย
๑๐.อินทรียปัจจัย ๑๑.ฌานปัจจัย ๑๒.มัคคปัจจัย
๑๓.สัมปยุตตปัจจัย ๑๔.วิปปยุตตปัจจัย ๑๕.อัตถิปัจจัย
๑๖.อวิคตปัจจัย
ในจำนวน ๑๖ ปัจจัยนี้ ปัจจัยใดที่ได้เคยแสดงความหมายแล้วในบทก่อน ก็จะไม่กล่าวซ้ำในที่นี้อีก จะกล่าวถึง
ความหมายเฉพาะปัจจัยที่ไม่ซ้ำกับบทก่อน คือ
. ปุเรชาตปัจจัย กล่าวถึงรูปธรรมที่เกิดก่อน อุปการะช่วยเหลือให้เกิดนาม ธรรมอันมีความหมายว่า วัตถุ ๖ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่วิญญาณธาตุ ๗ ใน ปวัตติกาล(วัตถุปุเรชาตปัจจัย) นั้นอย่างหนึ่ง
อารมณ์ ๕ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ ปัญจวิญญาณวิถี (อารัมมณปุเรชาต ปัจจัย) อีกหนึ่ง
ทั้ง ๒ อย่างนี้ด้วยอำนาจแห่ง ปุเรชาตปัจจัย
. ปัจฉาชาตปัจจัย กล่าวถึง นามธรรม คือ จิตเจตสิกที่เกิดภายหลังเป็น ปัจจัยช่วยอุปการะแก่รูปธรรมที่
เกิดก่อน
ตัวอย่างในบทนี้เช่น จักขุวิญญาณ และเจตสิก ๗ ดวง อันเป็นนามที่เกิด ภายหลังนี่แหละ เป็นปัจจัยช่วย
อุปการะแก่ จักขุปสาทรูป(จักขวายตนะ) ที่เกิดก่อน ให้ตั้งอยู่ได้ด้วยดีตลอดไป
. กัมมปัจจัย กล่าวถึง
ก. เจตนาที่เกิดร่วมพร้อมกัน เป็นปัจจัยช่วย อุปการะแก่นามรูปที่เกิดพร้อมกับเจตนานั้น ซึ่งเรียกว่า สหชาตกัมมปัจจัยอย่างหนึ่ง กล่าว โดยหน้าที่การงานเรียกสังวิธานกิจ
ข. เจตนาที่เกิดต่างขณะกัน (คือดับไปแล้วนั้น) เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ นามรูป ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยกรรม
(คือเจตนาที่ดับไปแล้ว)นั้น ซึ่งเรียกว่า นานักขณิกกัมมปัจจัย อีกอย่างหนึ่ง กล่าวโดยหน้าที่การงานเรียกพีชนิธานกิจ
ทั้ง ๒ อย่างนี้ด้วยอำนาจแห่งกัมมปัจจัย

. ฌานปัจจัย กล่าวถึงองค์ฌาน ๕ (คือ เจตสิก ๕ ดวง อันได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา) เป็นปัจจัย
ช่วยอุปการะแก่นามและรูปที่เกิดพร้อมกับตน
ตัวอย่างในบทนี้ก็หมายถึง องค์ฌาน ๕ ที่ในปฏิสนธิจิตเป็นปัจจัยช่วย อุปการะแก่ ปฏิสนธิจิต เจตสิก และ
กัมมชรูป นี่กล่าวถึงในปฏิสนธิกาล ส่วนใน ปวัตติกาลก็หมายถึง องค์ฌาน ๕ ที่ในวิบากจิตเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่
วิบากจิต เจตสิกและจิตตชรูป
. มัคคปัจจัย กล่าวถึง องค์มัคค ๙ (คือเจตสิก ๙ ดวง อันได้แก่ ปัญญา วิตก สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ วิริยะ สติ เอกัคคตา และทิฐิ) เป็น ปัจจัยช่วยอุปการะแก่นามและรูปที่เกิดพร้อมกับตน
ตัวอย่างในบทนี้ ก็หมายถึง องค์มัคคที่ในสเหตุกปฏิสนธิจิต ๑๗ ที่ใน ปฏิสนธิกาล เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่
สเหตุกปฏิสนธิจิต ๑๗ เจตสิกที่ประกอบ และกัมมชรูป
ส่วนในปวัตติกาล องค์มัคคที่ในสเหตุกวิบากจิต ๑๗ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะ แก่สเหตุกวิบากจิต ๑๗ เจตสิกที่
ประกอบ และจิตตชรูป

องค์ที่ ๕ สฬายตนะ

สฬายตนะ เป็นปัจจัยแก่ ผัสสะ คือ ผัสสะ จะปรากฏขึ้นได้ก็เพราะมี สฬายตนะเป็นปัจจัย ลักขณาทิจตุกะ
ของสฬายตนะ มีดังนี้

อายตน ลกฺขณํ มีการกระทบ หรือมีการทำให้วัฏฏสงสาร ยืนยาวไม่มีที่สิ้นสุด เป็นลักษณะ
ทสฺสน รสํ มีการยึดอารมณ์ของตน ๆ เป็นกิจ
(วา) ทสฺสนาทิ รสํ (หรือ) มีการเห็นเป็นต้น เป็นกิจ
วตฺถุตฺตรภาว ปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นวัตถุเป็นทวารของวิญญาณธาตุ ๗ ตามควรแก่อารมณ์ เป็นผล
นามรูป ปทฏฺฐานํ มีเจตสิกและกัมมชรูป เป็นเหตุใกล้

ในบทก่อน อัชฌัตติกายตนะ ๖ คือ อายตนะภายใน ๖ ที่เป็นปัจจยุบบันน ธรรมของนามรูปนั้น ได้แก่ จักขวายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ และมนายตนะ

ในบทนี้ สฬายตนะที่เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ ก็ได้แก่ อัชฌัตติกายตนะ ๖ ที่กล่าวแล้วนี่เอง
ผัสสะ ที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของสฬายตนะ ก็คือ ผัสสะ ๖ อันได้แก่
. จักขุสัมผัสสะ จะปรากฏเกิดขึ้นได้ เพราะมี จักขวายตนะ เป็นปัจจัย
. โสตสัมผัสสะ จะปรากฏเกิดขึ้นได้ เพราะมี โสตายตนะ เป็นปัจจัย
. ฆานสัมผัสสะ จะปรากฏเกิดขึ้นได้ เพราะมี ฆานายตนะ เป็นปัจจัย
. ชิวหาสัมผัสสะ จะปรากฏเกิดขึ้นได้ เพราะมี ชิวหายตนะ เป็นปัจจัย
. กายสัมผัสสะ จะปรากฏเกิดขึ้นได้ เพราะมี กายายตนะ เป็นปัจจัย
. มโนสัมผัสสะ จะปรากฏเกิดขึ้นได้ เพราะมี มนายตนะ เป็นปัจจัย
ผัสสะทั้ง ๖ ในที่นี้ ได้แก่ ผัสสเจตสิกที่ในโลกียวิปากวิญญาณ ๓๒ เท่านั้น แต่หมายเลข ๑ ถึง ๕ เป็นผัสสะ
ในทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ตามลำดับ ส่วนหมายเลข ๖ มโนสัมผัสสะ ได้แก่ ผัสสะในโลกียวิปากวิญญาณ ๒๒ ที่เหลือ
ธรรมชาติที่กระทบอารมณ์นั่นแหละ คือ ผัสสะ แต่ไม่ได้หมายความเพียงว่า ของสองสิ่งกระทบกันเท่านั้น หากหมายถึงว่า ต้องมีธรรม ๓ ประการมาประชุม ร่วมพร้อมกันจึงจะเรียกว่าผัสสะ ธรรม ๓ ประการคือ อารมณ์ ๑
วัตถุ ๑ ธรรม ๒ ประการนี้กระทบกันและทำให้เกิด วิญญาณ อีก ๑ ด้วย ไม่ใช่ว่ากระทบกันเฉย ๆ ดังมีบาลีใน
นิทานวัคคสังยุตตพระบาลี ว่า

จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จอุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณํ ติณฺณํ สงฺคติ ผสฺโส
โสตญฺจ ปฏิจฺจ สทฺเท จอุปฺปชฺชติ โสตวิญฺญาณํ ติณฺณํ สงฺคติ ผสฺโส
ฆานญฺจ ปฏิจฺจ คนฺเธ จอุปฺปชฺชติ ฆานวิญฺญาณํ ติณฺณํ สงฺคติ ผสฺโส
ชิวฺหญฺจ ปฏิจฺจ รเส จอุปฺปชฺชติ ชิวฺหาวิญฺญาณํ ติณฺณํ สงฺคติ ผสฺโส
กายญฺจ ปฏิจฺจ โผฏฺฐพฺเพ จอุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณํ ติณฺณํ สงฺคติ ผสฺโส
มนญฺจ ปฏิจฺจ ธมฺเม จอุปฺปชฺชติ มโนวิญฺญาณํ ติณฺณํ สงฺคติ ผสฺโส

ซึ่งแปลความว่า
จักขุวิญญาณย่อมปรากฏขึ้นได้เพราะอาศัย จักขุปสาท กระทบกับรูปารมณ์ การประชุมร่วมพร้อมกันระหว่าง จักขุปสาท รูปารมณ์ และ จักขุวิญญาณ ทั้ง ๓ นี้แหละชื่อว่า ผัสสะ
โสตวิญญาณย่อมปรากฏขึ้นได้เพราะอาศัย โสตปสาท กระทบกับสัททารมณ์ การประชุมร่วมพร้อมกันระหว่าง โสตปสาท สัททารมณ์ และ โสตวิญญาณ ทั้ง ๓ นี้แหละชื่อว่า ผัสสะ
ฆานวิญญาณย่อมปรากฏขึ้นได้เพราะอาศัย ฆานปสาท กระทบกับคันธารมณ์ การประชุมร่วมพร้อมกันระหว่าง ฆานปสาท คันธารมณ์ และ ฆานวิญญาณ ทั้ง ๓ นี้แหละชื่อว่า ผัสสะ
ชิวหาวิญญาณย่อมปรากฏขึ้นได้เพราะอาศัย ชิวหาปสาท กระทบกับรสารมณ์ การประชุมร่วมพร้อมกันระหว่าง ชิวหาปสาท รสารมณ์ และ ชิวหาวิญญาณ ทั้ง ๓ นี้แหละชื่อว่า ผัสสะ
กายวิญญาณย่อมปรากฏขึ้นได้เพราะอาศัย กายปสาท กระทบกับโผฏฐัพพารมณ์ การประชุมร่วมพร้อมกันระหว่าง กายปสาท โผฏฐัพพารมณ์ และ กายวิญญาณ ทั้ง ๓ นี้แหละชื่อว่า ผัสสะ
มโนวิญญาณย่อมปรากฏขึ้นได้เพราะอาศัยภวังคจิตกระทบกับธัมมารมณ์ การ ประชุมร่วมพร้อมกันระหว่าง ภวังคจิต ธัมมารมณ์ และมโนวิญญาณ ทั้ง ๓ นี้ แหละชื่อว่า ผัสสะ

สฬายตนะ เป็นปัจจัยแก่ผัสสะนี้ เมื่อกล่าวโดยภูมิคือ กามภูมิ รูปภูมิ และ อรูปภูมิแล้วได้ดังนี้
ในกามภูมิ ๑๑ มีอัชฌัตติกายตนะได้ครบทั้ง ๖ ผัสสะก็ย่อมเกิดได้ครบทั้ง ๖ เหมือนกัน
ในรูปภูมิ ๑๕ (เว้นอสัญญสัตตภูมิ ๑) มีอัชฌัตติกายตนะเพียง ๓ คือ จักขวายตนะ โสตายตนะ และมนายตนะ
เท่านี้ จึงได้ผัสสะเพียง ๓ เท่ากันคือ จักขุสัมผัสสะ โสตสัมผัสสะ และมโนสัมผัสสะ
ในรูปภูมิอีก ๑ คือ อสัญญสัตตภูมิ ไม่มีอัชฌัตติกายตนะแม้แต่สักอย่างเดียว ดังนั้น ผัสสะทั้ง ๖ จึงไม่เกิดมีใน
รูปภูมินี้เลย
ในอรูปภูมิ ๔ มี อัชฌัตติกายตนะ เพียง ๑ คือ มนายตนะ จึงมีผัสสะเพียง ๑ คือ มโนสัมผัสสะ เท่ากัน

ปัจจัย ๒๔ เกี่ยวแก่สฬายตนะ

ในบทสฬายตนะเป็นปัจจัยแก่ผัสสะนี้ มีปัจจัย ๒๔ เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
ก. จักขวายตนะ เป็นปัจจัยแก่ จักขุสัมผัสสะ ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๖ ปัจจัย คือ
๑. นิสสยปัจจัย ๒. ปุเรชาตปัจจัย ๓. อินทรียปัจจัย
๔. วิปปยุตตปัจจัย ๕. อัตถิปัจจัย ๖. อวิคตปัจจัย
ข. โสตายตนะ เป็นปัจจัยแก่ โสตสัมผัสสะ
ค. ฆานายตนะ เป็นปัจจัยแก่ ฆานสัมผัสสะ
ง. ชิวหายตนะ เป็นปัจจัยแก่ ชิวหาสัมผัสสะ
จ. กายายตนะ เป็นปัจจัยแก่ กายสัมผัสสะ
ทั้ง ๔ นี้ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๖ ปัจจัย เท่ากันและเหมือนกันกับข้อ ก. ทุกประการ
ฉ. มนายตนะ เป็นปัจจัยแก่มโนสัมผัสสะ ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๙ ปัจจัย คือ
๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย
๔. วิปากปัจจัย ๕. อาหารปัจจัย ๖. อินทรียปัจจัย
๗. สัมปยุตตปัจจัย ๘. อัตถิปัจจัย ๙. อวิคตปัจจัย
ในบรรดาปัจจัยเหล่านี้ ล้วนแต่ได้อธิบายความหมายแล้วในบทก่อน ๆ ทั้งนั้น จึงไม่ต้องกล่าวซ้ำในบทนี้อีก

องค์ที่ ๖ ผัสสะ

ผัสสะ เป็นปัจจัยแก่ เวทนา คือ เวทนาจะปรากฏขึ้นได้ก็เพราะมีผัสสะเป็น ปัจจัย ผัสสะมีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้

ผุสนลกฺขโณ มีการกระทบอารมณ์ เป็นลักษณะ
สงฺฆฏฺฏนรโส มีการประสานจิตกับอารมณ์ เป็นกิจ
สงฺคติปจฺจุปฏฺฐาโน มีการประชุมร่วมพร้อมกันระหว่างวัตถุ อารมณ์และ วิญญาณ เป็นผล
สฬายตนปทฏฺฐาโน มีอัชฌัตติกายตนะ ๖ เป็นเหตุใกล้

ในบทก่อน ผัสสะ ที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของสฬายตนะนั้น ได้แก่ ผัสสะ ๖ มีจักขุสัมผัสสะ เป็นต้น มีมโนสัมผัสสะ เป็นที่สุด
ในบทนี้ ผัสสะ ที่เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา ก็ได้แก่ ผัสสะ ๖ นั่นเอง
เวทนาที่ เป็นปัจจยุบันนธรรมของผัสสะ ก็ได้แก่ เวทนา ๖ คือ
๑. เวทนาที่เกิดขึ้นเพราะ จักขุสัมผัสสะ เป็นปัจจัยได้ชื่อว่า จักขุสัมผัสสชาเวทนา
๒. เวทนาที่เกิดขึ้นเพราะ โสตสัมผัสสะ เป็นปัจจัยได้ชื่อว่า โสตสัมผัสสชาเวทนา
๓. เวทนาที่เกิดขึ้นเพราะ ฆานสัมผัสสะ เป็นปัจจัยได้ชื่อว่า ฆานสัมผัสสชาเวทนา
๔. เวทนาที่เกิดขึ้นเพราะ ชิวหาสัมผัสสะ เป็นปัจจัยได้ชื่อว่า ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา
๕. เวทนาที่เกิดขึ้นเพราะ กายสัมผัสสะ เป็นปัจจัยได้ชื่อว่า กายสัมผัสสชาเวทนา
๖. เวทนาที่เกิดขึ้นเพราะ มโนสัมผัสสะ เป็นปัจจัยได้ชื่อว่า มโนสัมผัสสชาเวทนา
ธรรมชาติใดที่เสวยอารมณ์ ธรรมชาตินั่นแหละชื่อว่า เวทนา คือความรู้สึกใน อารมณ์นั้น
ความรู้สึกในอารมณ์ หรือการเสวยอารมณ์ที่ชื่อว่า เวทนานี้ กล่าวโดยลักษณะ แห่งการเสวยอารมณ์ ก็มี ๓ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา
กล่าวโดยประเภทแห่งอินทรีย์ คือโดยความเป็นใหญ่ในการเสวยอารมณ์ ก็มี ๕ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา
โสมนัสเวทนา โทมนัสเวทนา และอุเบกขาเวทนา

กล่าวโดยอาศัยทวาร คือ อาศัยทางที่ให้เกิดเวทนาตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปาท ที่กำลังกล่าวถึงอยู่ในขณะนี้
ก็มี ๖ คือ เวทนาที่เกิดทางจักขุ ทางโสตะ ทางฆานะ ทางชิวหา ทางกาย และทางใจ
เวทนาที่เกิดทางจักขุที่เรียกว่า จักขุสัมผัสสชาเวทนา เกิดทางโสตที่เรียกว่า โสตสัมผัสสชาเวทนา เกิดทางฆานะ
ที่เรียกว่า ฆานสัมผัสสชาเวทนา และเกิดทาง ชิวหาที่เรียกว่า ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา รวม ๔ ทางนี้เป็นอุเบกขาเวทนา
แต่อย่างเดียว
เวทนาที่เกิดทางกายที่เรียกว่า กายสัมผัสสชาเวทนานั้น เป็นสุขเวทนา หรือ ทุกขเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่างนี้เท่านั้น คือถ้ากายได้สัมผัสถูกต้องกับ อิฏฐโผฏฐัพพารมณ์ คือ อารมณ์ที่ดี ก็เป็นสุขเวทนา แต่เมื่อกายได้สัมผัส
ถูกต้องกับ อนิฏฐโผฏฐัพพารมณ์ คือ อารมณ์ที่ไม่ดี ก็เป็นทุกขเวทนา
ส่วนเวทนาที่เกิดทางใจที่เรียกว่า มโนสัมผัสสชาเวทนานั้น เมื่อได้เสวย อารมณ์ที่ดีที่เรียกว่า อิฏฐารมณ์ ก็มี
ความชื่นชมยินดีทางใจ เป็นโสมนัสเวทนา แต่ถ้าได้เสวยอารมณ์ที่ไม่ดีที่เรียกว่า อนิฏฐารมณ์ ทางธรรมถือว่ามีความ
อาพาธ ทางใจ จึงได้ชื่อว่า เป็นโทมนัสเวทนา หากว่าได้เสวยอารมณ์ที่เป็นปานกลางที่เรียกว่า มัชฌัตตารมณ์ ก็มีความ
เฉย ๆ ไม่ถึงกับเกิดความชื่นชมยินดี จึงได้ชื่อว่า เป็นอุเบกขาเวทนา
เวทนาทั้ง ๖ ที่กล่าวในบทนี้ หมายเฉพาะเวทนาที่ประกอบกับโลกียวิปาก วิญญาณ ๓๒ เท่านั้น โดยถือสืบเนื่อง
มาจากวิปากวิญญาณ คือจิตที่เป็นปัจจยุบ บันนของสังขาร โลกียวิปากวิญญาณ ๓๒ นี้ ก็มีเวทนาที่เกิดร่วมได้ด้วยเพียง
๔ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา โสมนัสเวทนา และ อุเบกขาเวทนาเท่านี้ ไม่มีโทมนัส เวทนา ด้วย
ผัสสะกับเวทนาต่างก็เป็นเจตสิกเหมือนกัน และประกอบกับจิตร่วมกันพร้อม กัน ถึงกระนั้นต่างก็เป็นปัจจัย
ซึ่งกันและกันได้ด้วยอำนาจแห่งสหชาตปัจจัย และ อัญญมัญญปัจจัย ทำนองเดียวกับจิตและเจตสิก ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ในบท นามรูป เป็นปัจจัยแก่สฬายตนะนั้น

ปัจจัย ๒๔ เกี่ยวแก่ผัสสะ

ในบทผัสสะ เป็นปัจจัยแก่เวทนานี้ เมื่อกล่าวโดยปัจจัย ๒๔ แล้ว ก็เป็นไปได้ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๘ คือ
๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย
๔. วิปากปัจจัย ๕. อาหารปัจจัย ๖. สัมปยุตตปัจจัย
๗. อัตถิปัจจัย ๘. อวิคตปัจจัย

องค์ที่ ๗ เวทนา

เวทนา เป็นปัจจัยแก่ ตัณหา คือ ตัณหาจะปรากฏเกิดขึ้นได้ ก็เพราะมี เวทนาเป็นปัจจัย เวทนา มี
ลักขณาทิจตุกะดังนี้

อนุภวนลกฺขณา มีการเสวยอารมณ์ เป็นลักษณะ
วิสยรสสมฺโภครสา มีการเสวยรสของอารมณ์ เป็นกิจ
สุขทุกฺขปจฺจุปฏฺฐานา มีความสุขและทุกข์ เป็นผล
ผสฺสปทฏฺฐานา มีผัสสะ เป็นเหตุใกล้

ในบทก่อน เวทนาที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของผัสสะนั้น ได้แก่ เวทนา ๖ มี จักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นต้น มีมโนสัมผัสสชาเวทนา เป็นที่สุด
ในบทนี้ เวทนาที่เป็นปัจจัยช่วยอุปการะให้เกิดตัณหานี้ ก็ได้แก่ เวทนา ๖ นั้นเอง
ตัณหาที่เกิดขึ้น เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย คือ ตัณหาที่เป็นปัจจยุบบันนธรรม ของเวทนานั้น ได้แก่ โลภเจตสิก ดวงเดียวเท่านั้น และเป็นปัจจัยให้เกิดปัจจยุบบันนธรรมดังนี้
เมื่อมีสุขเวทนาอยู่ ก็มีความติดใจในสุขนั้น และมีความปรารถนามีความ ประสงค์จะให้คงเป็นสุขอยู่อย่างนั้น
ตลอดไป หรือให้สุขยิ่งกว่านั้นขึ้นไปอีก ดังนี้จึง ได้ชื่อว่า สุขเวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา ข้อนี้เห็นได้ง่าย เพราะสัตว์
ทั้งหลายย่อม เกลียดทุกข์ ประสงค์สุขด้วยกันทั้งนั้น
เมื่อมีทุกขเวทนาอยู่ ก็เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาได้ คือมีความปรารถนา มีความ ประสงค์จะให้ทุกข์นั้นหาย
ไปหมดไปสิ้นไป แล้วมีความปรารถนาให้เกิดมีความสุข ต่อไป ดังนี้ จึงได้ชื่อว่า ทุกขเวทนา เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
เมื่อมีอุเบกขาเวทนาอยู่ ก็เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาได้ ด้วยคิดว่า แม้จะไม่ถึงกับ มีความสุขก็ตาม แต่เมื่อไม่ได้
รับความทุกข์ดังที่เป็นอยู่เช่นนี้ก็ดีอยู่แล้ว จึงปรารถนา จะไม่ให้มีความทุกข์มาเบียดเบียน ประสงค์ให้คงเป็นอุเบกขา
อยู่เช่นนี้เรื่อยๆ ตลอด ไป ยิ่งถึงกับมีความสุขด้วยก็ยิ่งดีมาก ดังนี้จึงได้ชื่อว่า อุเบกขาเวทนา เป็นปัจจัยให้ เกิดตัณหา

ตัณหานี้ มีแสดงไว้เป็นหลายนัย เช่น
. กล่าวโดยอารมณ์ ตัณหาก็คือความยินดีติดใจอยากได้ ซึ่งอารมณ์ทั้ง ๖ อันได้แก่
รูปตัณหา ยินดีติดใจอยากได้ รูปารมณ์
สัททตัณหา ยินดีติดใจอยากได้ สัททารมณ์
คันธตัณหา ยินดีติดใจอยากได้ คันธารมณ์
รสตัณหา ยินดีติดใจอยากได้ รสารมณ์
โผฏฐัพพตัณหา ยินดีติดใจอยากได้ โผฏฐัพพารมณ์
ธัมมตัณหา ยินดีติดใจอยากได้ ธัมมารมณ์
. กล่าวโดยอาการที่เป็นไป คือเมื่อมีความยินดีติดใจอยากได้ในอารมณ์ ๖ นั้นแล้วก็มีอาการที่เป็นไป ๓ อย่างที่เรียกว่า กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา มีอาการเป็นไปดังนี้
ก. กามตัณหา เป็นความยินดีติดใจในอารมณ์ ๖ ที่เกี่ยวกับกามคุณอารมณ์ ทั้ง ๕ แต่ไม่ประกอบด้วย สัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ
ข. ภวตัณหา เป็นความยินดีติดใจในอารมณ์ ๖ ที่ประกอบด้วยความเห็น ดังต่อไปนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งด้วย คือ
(๑) ติดใจในกามภพ การได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา
(๒) ติดใจในรูปภพ การได้เกิดเป็นรูปพรหม
(๓) ติดใจในอรูปภพ การได้เกิดเป็นอรูปพรหม
(๔) ติดใจในฌานสมาบัติ การได้รูปฌาน อรูปฌาน
(๕) ติดใจในตัวตน คือเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายมีตัวตน และตัวตนนี้ไม่สูญหายไป ไหน ถึงจะตายก็ตายแต่ร่างกาย ตัวตนที่เป็นมนุษย์ก็จะไปเกิดเป็นมนุษย์อีก ตัวตนที่ เป็นสัตว์อย่างใด ก็จะไปเกิดเป็นสัตว์อย่างนั้นอีก ไม่มีการเปลี่ยน
แปลง โดยเห็นว่า เที่ยงอันเป็นความเห็นผิดที่เรียกว่า สัสสตทิฏฐิ (ข้อ ข. นี้มีมาใน สุตตันตมหาวัคค อรรถกถา)
ค. วิภวตัณหา เป็นความยินดีติดใจในอารมณ์ ๖ ที่ประกอบด้วย อุจเฉททิฏฐิ คือ ติดใจในความเห็นที่ว่า สิ่งทั้ง
หลายในโลกนี้มีตัวมีตนอยู่ แต่ว่าตัวตนนั้นไม่ สามารถที่จะตั้งอยู่ได้ตลอดไป ย่อมต้องสูญต้องสิ้นไปทั้งหมด ตลอดจน
การกระทำทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว ก็สูญหายไปสิ้นเช่นเดียวกัน แม้ผู้ที่มีความเห็นว่า พระนิพพานมีตัวมีตน แล้วปรารถนาพระนิพพานเช่นนั้น ความปรารถนาเช่นนี้ก็ได้ชื่อว่า วิภวตัณหา

รวมความในข้อ ๒ นี้ได้ว่า อาการที่เป็นไปในตัณหา ๓ ก็ได้แก่ พวกหนึ่ง มีอุจเฉททิฏฐิเห็นว่าสูญ พวกหนึ่งมี
สัสสตทิฏฐิเห็นว่าเที่ยง ส่วนอีกพวกหนึ่งติดใจ อยากได้โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าเป็นสิ่งที่สูญหรือเที่ยงแต่อย่างใด ๆ เลย

. กล่าวโดยพิสดาร เป็นการกล่าวอย่างกว้างขวางนั้น ตัณหานี้มีถึง ๑๐๘ คือ อารมณ์ของตัณหามี ๖ และอาการที่เป็นไปของตัณหามี ๓ จึงเป็นตัณหา (๖x๓) ๑๘ ตัณหา ๑๘ นี้มีทั้งที่เป็นภายในและภายนอก ภายใน ๑๘
ภายนอก ๑๘ ก็เป็น ๓๖ ตัณหา ๓๖ นี้มีได้ทั้ง ๓ กาล คือในอดีตกาล ๓๖ มีในปัจจุบันกาล ๓๖ และจะมีในอนาคตกาลอีก
๓๖ จึงเป็นตัณหา ๑๐๘ ด้วยกัน
เวทนา เป็นปัจจัยแก่ ตัณหานี้ เป็นได้เฉพาะแก่ผู้ที่มีกิเลสอยู่เท่านั้น ส่วนผู้ที่ สิ้นอาสวะกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้วนั้น เวทนาก็หาเป็นปัจจัยแก่ตัณหาไม่
อนึ่ง ในมัชฌิมปัณณาสก์อรรถกถาแสดง ความยินดีติดใจในการเจริญสมถะ และวิปัสสนา ก็เรียกว่า ธัมมตัณหาได้
เหมือนกัน ดังมีสาธกบาลีแสดงไว้ว่า ธมฺมราเคน ธมฺมนนฺทิยาติ ปททฺวเยหิ สมถวิปสฺสนาสุ ฉนฺทราโค วุตฺโต ซึ่ง
แปล ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงกล่าวถึงความยินดีติดใจในการเจริญสมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยบท ๒
บทว่า ธัมมราคะ ธัมมนันทิ ซึ่ง หมายความว่า ฉันทะ ราคะ ที่เกิดขึ้นในสมถภาวนาวิปัสสนาภาวนา ชื่อว่า ธัมมตัณหา

ปัจจัย ๒๔ เกี่ยวแก่ เวทนา

ในบท เวทนา เป็นปัจจัยแก่ตัณหานี้ เมื่อกล่าวโดยปัจจัย ๒๔ แล้ว ก็เป็นไป ได้ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยปัจจัยเดียว
เท่านั้น ปัจจัยนั้น คือ ปกตูปนิสสยปัจจัย

องค์ที่ ๘ ตัณหา

ตัณหา เป็นปัจจัยแก่อุปาทาน คือ อุปาทานจะปรากฏเกิดขึ้นได้ก็เพราะมี ตัณหาเป็นปัจจัย ตัณหามี
ลักขณาทิจตุกะ ดังนี้

เหตุลกฺขณา เป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง เป็นลักษณะ
อภินนฺทนรสา มีความยินดี ติดใจในอารมณ์ ภูมิ ภพ เป็นกิจ
อติตฺตภาวปจฺจุปฏฺฐานา มีความไม่อิ่มในอารมณ์ต่าง ๆ เป็นผล
เวทนาปทฏฺฐานา มีเวทนา เป็นเหตุใกล้

ในบทก่อน ตัณหาที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของเวทนานั้น ได้แก่ ตัณหา ๓ หรือ ๖ หรือ ๑๐๘

ในบทนี้ ตัณหาที่เป็นปัจจัยช่วยอุปการะให้เกิดอุปาทานนั้น ก็ได้แก่ ตัณหา ๓ หรือ ๖ หรือ ๑๐๘ นั่นเอง
อุปาทาน ที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของตัณหานี้ ได้แก่ อุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน มีอธิบายโดยย่อ ดังต่อไปนี้
. กามุปาทาน ความติดใจยึดมั่นในวัตถุกามทั้ง ๖ มี รูปารมณ์ เป็นต้น องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิก
. ทิฏฐุปาทาน ความติดใจยึดมั่นในการเห็นผิด มีนิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓, มิจฉาทิฏฐิ ๖๒ และ อันตัคคาหิกทิฏฐิ ๑๐ องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่นอกจาก สีลัพพตทิฏฐิ และสักกายทิฏฐิ
. สีลัพพตุปาทาน ความติดใจยึดมั่นในการปฏิบัติที่ผิด มีการปฏิบัติเยี่ยงโค และเยี่ยงสุนัข เป็นต้น องค์ธรรม
ได้แก่ สีลัพพตทิฏฐิ
. อัตตวาทุปาทาน ความติดใจยึดมั่นในขันธ์ ๕ ของตน และทั้งของผู้อื่น ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นบุคคลเป็นเรา
เป็นเขา องค์ธรรมได้แก่ สักกายทิฏฐิ
ในข้อ ๑ กามุปาทาน ความติดใจยึดมั่นในวัตถุกามทั้ง ๖ นั้น เลยเรียกกันว่า กามุปาทาน ๖ ได้แก่
รูปกามุปาทาน, สัททกามุปาทาน, คันธกามุปาทาน, รสกามุ ปาทาน, โผฏฐัพพกามุปาทาน และธัมมกามุปาทาน
ในข้อ ๒ ทิฏฐุปาทาน ความติดใจยึดมั่นในความเห็นผิดนั้น
. นิยตมิจฉาทิฏฐิ หรือบางทีก็เรียกว่า มิจฉัตตนิยตะ นั้นมี ๓ ได้แก่
() อเหตุกทิฏฐิ มีความเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายที่กำลังเป็นไปอยู่นั้น ไม่ได้อาศัย เนื่องมาจากเหตุแต่อย่างใด
(ไม่เชื่อเหตุ, อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ ๒)
() นัตถิกทิฏฐิ มีความเห็นว่า การที่สัตว์ทั้งหลายกระทำอะไร ๆ ก็ตาม ผลที่จะได้รับนั้นย่อมไม่มี (ไม่เชื่อผล, อุจเฉททิฏฐิ ๗)
() อกริยทิฏฐิ มีความเห็นว่า การที่สัตว์ทั้งหลายกระทำกิจการต่าง ๆ นั้น ไม่สำเร็จเป็นบุญหรือเป็นบาป
แต่อย่างใดทั้งสิ้น(ไม่เชื่อทั้งเหตุทั้งผล,สัสสตทิฏฐิ ๔)
. มิจฉาทิฏฐิ ๖๒ ซึ่งจำแนกเป็นสาขาใหญ่ได้ ๒ สาขา คือ ปุพพันต กัปปิกทิฏฐิ ๑๘ และ
อปรันตกัปปิกทิฏฐิ ๔๔

ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ไม่เชื่อเหตุในอดีต มี ๑๘ คือ
() สัสสตทิฏฐิ ๔ เห็นว่า อัตตาและโลกเที่ยง (อกริยทิฏฐิ)
() เอกัจจสัสสตเอกัจจอสัสสตทิฏฐิ ๔ เห็นว่าอัตตาและโลกบางอย่าง เที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
() อันตานันติกทิฏฐิ ๔ เห็นว่าโลกมีที่สุด และไม่มีที่สุด
() อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ๔ ความเห็นซัดส่ายไม่ตายตัว จะว่าใช่ก็ไม่เชิง จะว่าไม่ใช่ก็ไม่เชิง
() อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ ๒ เห็นว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ ไม่มีเหตุ (อเหตุกทิฏฐิ)
อปรันตกัปปิกทิฏฐิ ไม่เชื่อผลในอนาคต มี ๔๔ คือ
() สัญญีวาททิฏฐิ ๑๖ เห็นว่าอัตตาไม่เสื่อมสลาย ตายแล้วมีสัญญา
() อสัญญีวาททิฏฐิ ๘ เห็นว่าอัตตาไม่เสื่อมสลาย ตายแล้วไม่มีสัญญา
() เนวสัญญีนาสัญญีวาททิฏฐิ ๘ เห็นว่าอัตตาไม่เสื่อมสลาย ตายแล้วมี สัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่เชิง
() อุทเฉททิฏฐิ ๗ เห็นว่าตายแล้วสูญ (นัตถิกทิฏฐิ)
() ทิฏฐธัมมนิพพานวาททิฏฐิ ๕ เห็นว่าพระนิพพานมีในปัจจุบัน (คือ ๑.ว่ากามคุณ ๕ เป็นพระนิพพาน, ๒.ว่าปฐมฌาน, ๓.ว่าทุติยฌาน, ๔.ว่าตติยฌาน, ๕.ว่าจตุตถฌาน เป็นพระนิพพาน)

. อันตัคคาหิกทิฏฐิ มีความเห็นที่ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมซึ่งตรงกันข้ามกับ กัมมัสสกตาปัญญา ที่รู้เห็นว่าสัตว์มีกรรมเป็นสมบัติของตน อันตัคคาหิกทิฏฐิมี ๑๐ ได้แก่
() นตฺถิ ทินฺนํ เห็นว่าการทำบุญไม่ได้รับผลแต่อย่างใด
() นตฺถิ ยิฏฺฐํ เห็นว่าการบูชาต่าง ๆ ไม่ได้รับผลแต่อย่างใด
() นตฺถิ หุตํ เห็นว่าการเชื้อเชิญต้อนรับต่าง ๆ ไม่ได้ผล
() นตฺถิ สุกตทุกฺกตานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก เห็นว่าการทำดีและทำชั่ว ไม่ได้รับผลทั้งทางตรงและทาง
อ้อมแต่อย่างใด
() นตฺถิ อยํ โลโก เห็นว่าโลกนี้ไม่มี (ผู้ที่จะมาเกิด ไม่มี)
() นตฺถิ ปโรโลโก เห็นว่าโลกหน้าไม่มี (ผู้ที่จะไปเกิด ไม่มี)
() นตฺถิ มาตา เห็นว่าการทำดีทำชั่วต่อมารดา ไม่ได้รับผลในภายหน้า (๘) นตฺถิ ปิตา เห็นว่าการทำดีทำ
ชั่วต่อบิดาไม่ได้รับผลในภายหน้า
() นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา เห็นว่าสัตว์นรก เปรต เทวดา พรหมนั้น ไม่มี
(๑๐) นตฺถิ โลเก สมฺณพฺรหฺมณา สมฺมาปฏิปนฺนา เห็นว่า สมณพราหมณ์ ที่ปฏิบัติชอบในโลกนี้ไม่มี
ในข้อ ๓ สีลัพพตุปาทาน ที่ประพฤติปฏิบัติเยี่ยงโคเยี่ยงสุนัขเป็นต้นนั้น ก็ เพราะมีความเห็นผิดโดยสำคัญ
ไปว่า การที่เราเป็นลูกหนี้ ไม่มีเงินและไม่สามารถ ที่จะหาเงินไปใช้หนี้ได้ แต่ถ้ายอมมอบตัวเราให้เจ้าหนี้ใช้การงานแทน ก็ย่อมปลดเปลื้องหนี้สินได้ ข้อนี้ฉันใด การที่เราได้กระทำบาปกรรมไว้มากมาย ถ้ายอมตัว กระทำการให้ได้รับความลำบาก
เช่นเดียวกับสัตว์ดิรัจฉาน ก็คงจะเปลื้องปลดบาป กรรมได้ฉันนั้น มีความเห็นผิดเช่นนี้ จึงทำตนให้ได้รับความลำบากเยี่ยง
โค เยี่ยงสุนัข ใช้หนี้เสียแต่ในชาตินี้ ชาติหน้าจะได้ไม่ต้องไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
ในข้อ ๔ อัตตวาทุปาทาน ติดใจยึดมั่นว่าเป็นตัวเป็นตน ก็คือยึดมั่นใน สักกายทิฏฐินั่นเอง ซึ่งจำแนกราย
ละเอียดไปตามขันธ์ ๕ จึงเป็นสักกายทิฏฐิ ๒๐ ดังต่อไปนี้
() รูปขันธ์ เห็นว่า รูปเป็นตน ตนเป็นรูป รูปอยู่ในตน ตนอยู่ในรูป
() เวทนาขันธ์ เห็นว่า เวทนาเป็นตน ตนเป็นเวทนา เวทนามีอยู่ในตน ตนมีอยู่ในเวทนา
() สัญญาขันธ์ เห็นว่า สัญญาเป็นตน ตนเป็นสัญญา สัญญามีอยู่ในตน ตนมีอยู่ในสัญญา
() สังขารขันธ์ เห็นว่า สังขารทั้งหลายเป็นตน ตนเป็นสังขาร สังขารทั้ง หลายมีอยู่ในตน ตนมีอยู่ในสังขาร
() วิญญาณขันธ์ เห็นว่าวิญญาณเป็นตน ตนเป็นวิญญาณ วิญญาณมีอยู่ใน ตน ตนมีอยู่ในวิญญาณ
บุคคลทั่วไป ยกเว้นพระอริยเจ้าแล้ว ย่อมมีสักกายทิฏฐิด้วยกันทั้งนั้น จึงว่า สักกายทิฏฐินี้เป็นทิฏฐิสามัญ มีแก่บุคคลทั่วไปทั่วหน้ากัน และก็สักกายทิฏฐินี่ แหละที่ เป็นพืชพันธ์ของมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย

ความแตกต่างกันระหว่างตัณหากับอุปาทาน

ในอภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา ว่า เอตฺถ จ ทุพฺพลตณฺหา นาม พลวติ อุปาทานานํ แปลความว่า ในที่นี้ตัณหา
ที่มีกำลังน้อยเรียกว่า ตัณหา ตัณหาที่มีกำลังมาก เรียกว่า อุปาทาน
อีกนัยหนึ่งว่า ปริเยสนทุกฺขมูลํ ตณฺหา อารกฺขมูลํ อุปาทานํ อยเมเตสํ วิเสโส แปลความว่า ตัณหามีทุกข์
ในการแสวงหาเป็นมูล อุปาทานมีทุกข์ในการ ระวังรักษาเป็นมูล
ตัณหา คือ ความพอใจในอารมณ์ที่ตนได้พบครั้งแรก อุปาทาน คือความติดใจ ในอารมณ์ที่ตนได้พบนั้นไม่หาย ครุ่นคิดอยู่เสมอ
ตัณหา คือ ความอยากได้ในอารมณ์ที่ตนยังไม่ได้ อุปาทาน คือ ความยึดมั่น ในอารมณ์ที่ตนได้มาแล้ว โดยไม่
ยอมปล่อยวาง
จึงได้มีข้ออุปมาไว้ว่า ตัณหา เหมือนต้นไม้ที่ยังเล็ก ๆ อยู่ ถอนทิ้งได้ง่าย อุปา ทาน เหมือนต้นไม้ที่ใหญ่โตแล้ว ย่อมยากแก่การถอน เพราะรากแก้วยึดมั่นเสียแล้ว
อัปปิจฉตาคุณ คือ มีความปรารถนาน้อย ที่เรียกกันว่า ไม่มีความอยากใหญ่ เป็นปฏิปักษ์แก่ตัณหา ทำให้
ตัณหามีกำลังลดน้อยถอยลง
สันตุฏฐิคุณ คือ ความมีสันโดษ ก็เป็นปฏิปักษ์แก่อุปาทาน สันโดษ หรือ สันตุฏฐี ได้แก่ มีความพอใจเท่าที่
ตนมีอยู่ พอใจแสวงหาตามควรแก่กำลัง และ พอใจแสวงหาโดยสุจริต เพียงแต่มีสันโดษเท่านี้ ก็เป็นคุณแก่ตนเองและ
แก่ผู้อื่นเป็นอย่างมาก

ปัจจัย ๒๔ เกี่ยวแก่ตัณหา

ในบท ตัณหา เป็นปัจจัยแก่อุปาทานนี้ เมื่อกล่าวโดยปัจจัย ๒๔ แล้ว ก็เป็น ไปได้ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยดังต่อไปนี้
ก. ตัณหาเป็นปัจจัยแก่ กามุปาทาน ด้วยอำนาจแห่งอุปนิสสยปัจจัย ปัจจัย เดียวเท่านั้น
ข. ตัณหาเป็นปัจจัยแก่ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน นั้น ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๗ ปัจจัย คือ
๑. เหตุปัจจัย ๒. สหชาตปัจจัย ๓. อัญญมัญญปัจจัย
๔. นิสสยปัจจัย ๕. สัมปยุตตปัจจัย ๖. อัตถิปัจจัย
๗. อวิคตปัจจัย

องค์ที่ ๙ อุปาทาน

อุปาทานเป็นปัจจัยแก่ภพ คือภพจะปรากฏเกิดมีขึ้นได้ก็เพราะ อุปาทาน เป็นปัจจัย อุปาทาน มี
ลักขณาทิจตุกะ ดังนี้

คหณลกฺขณํ มีการยึดไว้ เป็นลักษณะ
อมุญฺจนรสํ มีการไม่ปล่อย เป็นกิจ
ตณฺหาทพฺหตฺตทิฏฺฐิปจฺจุปฏฺฐานํ มีตัณหาที่มีกำลังอย่างมั่นคง และมีความเห็นผิด เป็นผล
ตณฺหาปทฏฺฐานํ มีตัณหา เป็นเหตุใกล้

ในบทก่อนอุปาทานที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของตัณหานั้น ได้แก่ อุปาทาน ๔
ในบทนี้ อุปาทานที่เป็นปัจจัยช่วยอุปการะให้เกิดภพ ก็ได้แก่ อุปาทาน ๔ นั้นเหมือนกัน
ภพ อันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของอุปาทานนี้ ได้แก่ ภพ ๒ คือ กัมมภพ และอุปปัตติภพ
กัมมภพ การปรุงแต่งที่ทำให้เกิดปัจจยุบบันนธรรมขึ้นนั้น ได้แก่ กรรม ๒๙ หรือ เจตนา ๒๙ คือ อกุสลเจตนา
๑๒ และโลกียกุสลเจตนา ๑๗ กล่าวอย่าง ธรรมดาสามัญ กัมมภพ ก็คือการทำบาปและการบำเพ็ญบุญนั่นเอง
อุปปัตติภพ หมายถึง ปัจจยุบบันนธรรมที่เกิดปรากฏขึ้นในภพนั้น ๆ โดย อาศัยกัมมภพเป็นปัจจัย ดังนั้น
อุปปัตติภพ ได้แก่ โลกียวิปากวิญญาณ ๓๒ เจตสิก ๓๕ กัมมชรูป ๑๘ หรือ ๒๐ กล่าวอย่างธรรมดาสามัญ ก็คือ เมื่อได้
ทำกรรม (กัมมภพ) แล้วก็มาได้รับผล (อุปปัตติภพ) โดยเกิดเป็นสัตว์ใน ๓๑ ภูมิ ตามควร แก่กรรม พร้อมทั้งมีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การสัมผัสถูกต้อง และการนึกคิด ตามควรแก่อัตภาพของตน
ในภพทั้ง ๒ คือ กัมมภพ และอุปปัตติภพนี้ ก็ยังเป็นเหตุผลแก่กันและกันได้ อีกด้วย คือ
กล่าวโดย กัมมภพเป็นเหตุ อุปปัตติภพเป็นผล ก็มีความหมายว่า เพราะได้ กระทำกรรมดีและกรรมชั่ว
คือ มีกัมมภพมาก่อน จึงปรากฏผลได้เกิดมามีขันธ์ ๕ หรือขันธ์ ๔ หรือขันธ์ ๑ ตามควรแก่กรรมนั้น ๆ การได้เกิด
มามีขันธ์นี่แหละ คือ อุปปัตติภพ
กล่าวโดย อุปปัตติภพเป็นเหตุ กัมมภพเป็นผล ก็มีความหมายว่า เมื่อได้ เกิดมามีขันธ์ ๕ หรือขันธ์ ๔ คือมีอุปปัตติภพเป็นเหตุ จึงปรากฏผลให้มีกัมมภพ คือ การกระทำกรรมดีกรรมชั่วทั้งหลายทั้งทางกาย วาจา ใจ ถ้าไม่มีอุปปัตติภพแล้ว กัมมภพก็ไม่ปรากฏ
อนึ่ง สังขารที่เป็นปัจจยุบบันธรรมของอวิชชา กับกัมมภพที่เป็นปัจจยุบ บันนธรรมของอุปาทานนี้ กล่าวโดย
องค์ธรรมแล้ว ก็ได้แก่ เจตนา ๒๙ เหมือนกัน ถึงกระนั้นก็มีความแตกต่างกันอยู่ คือ
เมื่อกล่าวโดย ตโยอัทธา คือ กาล ๓ แล้ว เจตนา ๒๙ ที่เกิดขึ้นในอดีตภพ ซึ่งเป็นปัจจัยให้อุปาทานขันธ์
ปรากฏเกิดขึ้นในปัจจุบันภพนี้นั้น ชื่อว่า สังขาร
เจตนา ๒๙ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันภพนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยให้อุปาทานขันธ์ปรากฏ เกิดขึ้นในอนาคตภพนั้น ชื่อว่า
กัมมภพ
บุพพเจตนา ที่เกิดขึ้นก่อนการกระทำ กุสล อกุสล นั้น ชื่อว่า สังขาร
มุญจเจตนา ที่เกิดขึ้นในขณะที่กำลังกระทำกุสล อกุสลอยู่นั้น ชื่อว่า กัมมภพ

ปัจจัย ๒๔ ที่เกี่ยวแก่อุปาทาน

ในบท อุปาทาน เป็นปัจจัยแก่ภพนี้ เมื่อกล่าวโดยปัจจัย ๒๔ แล้วก็เป็นไปได้ ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยดังต่อไปนี้
คือ
ก. กามุปาทาน เป็นปัจจัยแก่ภพ ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๗ ปัจจัย คือ
๑. เหตุปัจจัย ๒. สหชาตปัจจัย ๓. อัญญมัญญปัจจัย
๔. นิสสยปัจจัย ๕. สัมปยุตตปัจจัย ๖. อัตถิปัจจัย
๗. อวิคตปัจจัย
ข. ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน เป็นปัจจัยแก่ภพ ก็ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๗ ปัจจัยตาม
สมควร คือ
๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย
๔. มัคคปัจจัย ๕. สัมปยุตตปัจจัย ๖. อัตถิปัจจัย
๗. อวิคตปัจจัย

องค์ที่ ๑๐ ภพ

ภพ เป็นปัจจัยแก่ ชาติ คือ ชาติจะปรากฏเกิดมีขึ้นมาได้ เพราะมีภพเป็นปัจจัยภพมีลักขณาทิจตุกะดังนี้
ลักขณาทิจตุกะของกัมมภพ

กมฺมลกฺขโณ มีความเป็นกรรม เป็นลักษณะ
ภาวนรโส มีการทำให้เกิด เป็นกิจ
กุสลากุสลปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเป็นกุสล อกุสล เป็นอาการปรากฏ
อุปาทานปทฏฺฐาโน มีอุปาทาน เป็นเหตุใกล้

ลักขณาทิจตุกะของอุปปัตติภพ

กมฺมผลลกฺขโณ มีความเป็นผลของกรรม เป็นลักษณะ
ภวนรโส มีการเกิดขึ้น เป็นกิจ
อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเป็นอพยากตธรรม เป็นอาการปรากฏ
อุปาทานปทฏฺฐาโน มีอุปาทาน เป็นเหตุใกล้

ในบทก่อน ภพที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของอุปาทานนั้น ได้แก่ ภพทั้ง ๒ คือ ทั้งกัมมภพและอุปปัตติภพ
ในบทนี้ ภพที่เป็นปัจจัยแก่ชาตินั้น ได้แก่กัมมภพแต่อย่างเดียวเท่านั้น เพราะ กัมมภพเป็นผู้ปรุงแต่งให้ปรากฏ
อุปปัตติภพคือชาติขึ้น อุปปัตติภพคือชาตินั้นเป็นแต่ เพียงผลที่ปรากฏขึ้นโดยอาศัยกัมมภพ ดังที่ได้กล่าวแล้วในบทก่อน
ชาติ อันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของภพนั้น ได้แก่ การเกิดขึ้นในภพใหม่ เป็น ครั้งแรกของโลกียวิปากวิญญาณ เจตสิกและกัมมชรูป นี่ก็คืออุปปัตติภพใน ๓๑ ภูมิ โดยมีขันธ์ ๕ หรือขันธ์ ๔ หรือขันธ์ ๑ ดังมีวจนัตถะ ว่า
ชนนํ ชาติ การเกิดขึ้นของขันธ์ ชื่อว่า ชาติ
ชายนฺติ ปาตุภวนฺติ ธมฺมา เอตายาติ ชาติ สังขารธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ เกิดขึ้น โดยอาศัยธรรมชาติใด ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการปรากฏขึ้นของสังขาร ธรรมนั้นชื่อว่า ชาติ
กล่าวโดยรูป นาม แล้ว ชาติก็มี ๒ คือ นามชาติ เป็นการเกิดขึ้นของ วิบาก นามขันธ์ ๔ และ รูปชาติ เป็นการเกิดขึ้นของกัมมชรูป
กล่าวโดยกาล ชาติก็มี ๓ คือ
. ปฏิสนธิชาติ ได้แก่ ปฏิสนธิจิต ๑๙ เจตสิก ๓๕ และกัมมชรูปที่ปรากฏ เกิดขึ้นในปฏิสนธิกาล หมายถึง การเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภพใหม่ของสัตว์ทั้งหลาย ที่ตายจากภพเก่า
. สันตติชาติ ได้แก่ การสืบต่อของจิต เจตสิก รูปทั้งหมดในปวัตติกาล หมายถึงว่านามและรูปของสัตว์นั้น ๆ ที่เกิดขึ้นจากปฏิสนธิกาลเป็นต้นมาจนกระทั่ง ตลอดชีวิต
. ขณิกชาติ ได้แก่ การเกิดขึ้นขณะหนึ่ง ๆ ของ จิต เจตสิก รูปทั้งหมดซึ่ง จิตและเจตสิก มี ๓ อนุขณะ รูปมี
๕๑ อนุขณะ
แต่ว่าชาติในบทนี้ หมายเฉพาะปฏิสนธิชาติ ข้อ ก. อย่างเดียวเท่านั้น

ตามที่กล่าวมานี้ สรุปแล้วได้ความว่า ชาตินั้นคือ อุปปัตติภพ ซึ่งจะปรากฏ เกิดขึ้นได้ก็เพราะมีกัมมภพ
เป็นปัจจัย ถ้าไม่มีกัมมภพเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแล้ว อุปปัตติภพ คือชาติ ก็จะปรากฏขึ้นไม่ได้
ภพ ซึ่งหมายเฉพาะอุปปัตติภพนั้น จำแนกได้เป็น ๙ ภพ คือ จำแนกโดยภูมิ เป็น ๓ ภพ จำแนกโดยขันธ์
เป็น ๓ ภพและจำแนกโดยสัญญาเป็น ๓ ภพ เหมือน กัน มีรายละเอียดดังนี้
จำแนกโดยภูมิ เป็น ๓ ภพ คือ
. กามภพ คือสัตว์ที่เกิดในกามภูมิ มี ๑๑ ภูมิ
. รูปภพ คือสัตว์ที่เกิดในรูปภูมิ มี ๑๖ ภูมิ
. อรูปภพ คือสัตว์ที่เกิดในอรูปภูมิ มี ๔ ภูมิ
จำแนกโดยขันธ์ เป็น ๓ ภพ คือ
. ปัญจโวการภพ คือสัตว์ที่เกิดมาโดยมีขันธ์ครบทั้ง ๕ ขันธ์ ได้แก่ สัตว์ ในกามภูมิ ๑๑ และในรูปภูมิ ๑๕ (เว้นอสัญญสัตต)
. จตุโวการภพ คือสัตว์ที่เกิดมาโดยมีขันธ์ ๔ ขันธ์ (เว้นรูปขันธ์) ได้แก่ สัตว์ใน อรูปภูมิ ๔ ภูมิ
. เอกโวการภพ คือสัตว์ที่เกิดมาโดยมีรูปขันธ์เพียงขันธ์เดียว ได้แก่ สัตว์ใน อสัญญสัตตภูมิ ๑
จำแนกโดยสัญญา เป็น ๓ ภพ คือ
. สัญญีภพ คือสัตว์ที่มีนามขันธ์ หมายถึงว่า สัตว์นั้นมีจิตและเจตสิก ได้แก่ สัตว์ในกามภูมิ ๑๑, ในรูปภูมิ
๑๕ (เว้นอสัญญสัตต) และในอรูปภูมิ ๓ (เว้นเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ)
. อสัญญีภพ คือ สัตว์ที่ไม่มีนามขันธ์ หมายถึงว่า สัตว์นั้นไม่มีจิต และ เจตสิก ได้แก่สัตว์ในอสัญญสัตตภูมิ
๑ ภูมิ
. เนวสัญญีนาสัญญีภพ คือสัตว์ที่ไม่มีสัญญาหยาบ มีแต่สัญญาที่ละเอียด อ่อนเหลือเกิน จนเกือบจะไม่
รู้สึกว่ามี หมายถึงว่าเป็นสัตว์ที่จะนับว่าไม่มีนามขันธ์ ก็ไม่ใช่ จะว่ามีนามขันธ์ก็ไม่เชิง ได้แก่ สัตว์ใน
เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ๑ ภูมิ

ปัจจัย ๒๔ เกี่ยวแก่ภพ

ในบท ภพเป็นปัจจัยแก่ชาตินี้ เมื่อกล่าวโดยปัจจัย ๒๔ แล้ว ก็เป็นไปได้ด้วย อำนาจแห่งปัจจัย ๒ ปัจจัยเท่านั้น คือ อุปนิสสยปัจจัย กับ กัมมปัจจัย

องค์ที่ ๑๑ ชาติ

ชาติ เป็นปัจจัยแก่ ชรามรณะ คือ ชรามรณะจะปรากฏเกิดขึ้นได้ก็เพราะ มีชาติเป็นปัจจัย ชาติมีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้

ตตฺถ ตตฺถ ภเว ปฐมาภินิพฺพตฺติ ลกฺขณา มีการเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภพนั้น ๆ เป็นลักษณะ
นิยฺยาตน รสา มีการเป็นไปคล้ายกับว่ามอบขันธ์ ๕ ที่มีขอบเขต
ในภพหนึ่ง ๆ ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นกิจ
อติตฺตภวโต อิธ อุมฺมชฺชน ปจฺจุปฏฺฐานา มีการผุดขึ้นในภพนี้จากภพก่อน เป็นอาการปรากฏ
(วา)ทุกฺขวิจิตฺตตฺตา ปจฺจุปฏฺฐานา (หรือ)มีสภาพที่เต็มไปด้วยทุกข์ เป็นผลปรากฏ
อุปจิต นามรูป ปทฏฺฐานา มี รูป นาม ที่เกิดขึ้นครั้งแรก
เป็นเหตุใกล้

ในบทก่อน ชาติที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของภพนั้น ได้แก่ ปฏิสนธิชาติ คือ ปฏิสนธิจิต ๑๙ เจตสิก ๓๕ และ
กัมมชรูปที่เกิดขึ้นในปฏิสนธิกาล หรือรวมเรียก สั้น ๆ ว่า วิบากนามขันธ์ ๔ และกัมมชรูป
ในบทนี้ ชาติที่เป็นปัจจัยแก่ชรามรณะนั้น ก็ได้แก่ วิบากนามขันธ์ ๔ และ กัมมชรูป เหมือนกันนั่นเอง
ชรา อันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของชาตินั้น ได้แก่ความเก่าแก่เสื่อมโทรมของ วิบากนามขันธ์ ๔ และกัมมชรูป หมายความว่า เมื่อวิบากนามขันธ์ ๔ และ กัมมชรูปเหล่านี้ปรากฏเกิดขึ้นเป็นชาติแล้ว ย่อมมีขณะที่ตั้งอยู่ ซึ่งเรียกว่า
ฐีติขณะ ฐีติขณะของวิบากนามขันธ์ ๔ และกัมมชรูป นี่แหละที่เรียกว่า ชรา
มรณะ อันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของชาตินั้น ได้แก่อาการที่กำลังดับไปของ วิบากนามขันธ์ ๔ และกัมมชรูป หมายความว่า เมื่อวิบากนามขันธ์ ๔ และ กัมมชรูปเหล่านี้ปรากฏเกิดขึ้นเป็นชาติแล้ว ก็ตั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า
ฐีติขณะ ต่อจากนั้นย่อมมีขณะที่ดับไป ซึ่งเรียกว่าภังคขณะ ภังคขณะของวิบากนามขันธ์ ๔ และกัมมชรูปนี่แหละที่เรียกว่า
มรณะ
กล่าวอีกนัยหนึ่งตามธรรมดาสามัญก็ว่า นับแต่ที่สัตว์เกิดมาจนกระทั่งถึงตาย เรียกว่า ชรา ขณะที่กำลังตาย เรียกว่า มรณะ

อายุของมนุษย์ในสมัยพุทธกาล ตามปกติธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป ก็ประมาณ ๑๐๐ ปี คือมีความชราอยู่ ๑๐๐ ปี
ใน ๑๐๐ ปีนี้จัดเป็น ๑๐ วัย หรือ ๑๐ ระยะ ระยะละ ๑๐ ปี ดังนี้
. มันททสกะ วัยอ่อน นับแต่แรกเกิดถึง ๑๐ ขวบ ยังเป็นทารกอยู่ เพิ่ง สอนนั่ง สอนยืน สอนเดิน สอนพูด
เล่นดิน กินฝุ่นไปตามประสาทารก
. ขิฑฑาทสกะ วัยสนุก นับแต่อายุ ๑๐ ปี ถึง ๒๐ ปี ชอบสนุกเฮฮา ร่าเริง สนุกที่ไหนไปที่นั่น กำลังกิน
กำลังนอน กินมาก นอนมาก เล่นมาก
. วัณณทสกะ วัยงาม นับแต่อายุ ๒๐ ปี ถึง ๓๐ ปี กำลังหนุ่ม กำลังสาว รักสวยรักงาม ยินดีอยู่กับอารมณ์อัน
เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี เพลิดเพลินอยู่กับ อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความเพลิดเพลิน ไม่นึกถึงความทุกข์ยากลำบากทั้งปวง
. พลทสกะ วัยมีกำลัง นับแต่อายุ ๓๐ ปี ถึง ๔๐ ปี กำลังเข้มแข็งและ ขันแข็งในการงานที่จะตั้งเนื้อตั้งตัวให้
เป็นหลักฐาน คิดถึงการงานมากกว่าความ สนุกสนานเพลิดเพลิน
. ปัญญาทสกะ วัยมีปัญญา นับแต่อายุ ๔๐ ปี ถึง ๕๐ ปี มีสติรอบคอบ กำลังมีปัญญาเฉียบแหลม รู้จักเหตุ
รู้จักผล รู้จักคุณ รู้จักโทษ
. หานิทสกะ วัยเสื่อม นับแต่อายุ ๕๐ ปีถึง ๖๐ ปี ทั้งกำลังกายและกำลัง ปัญญาความคิด เริ่มลดน้อยถอยลง
เสื่อมลง อ่อนทั้งแรง อ่อนทั้งใจ
. ปัพภารมสกะ วัยชรา นับแต่อายุ ๖๐ ปี ถึง ๗๐ ปี ร่วงโรยมากเข้า ตาก็มักจะฝ้าฟางไม่ใคร่เห็น หูก็ชักจะ
ตึงจะหนวกไม่ใคร่ได้ยิน ความจำก็เริ่มจะผิด ๆ พลาด ๆ ไปบ้างแล้ว
. วังกทสกะ วัยหลังโกง นับแต่อายุ ๗๐ ปีถึง ๘๐ ปี มีหลังอันค่อมลงมา ไปไหนมาไหนก็ต้องใช้ไม้เท้าช่วย
ค้ำช่วยจุนไป อย่างที่เรียกว่า "เท้า ๓ ขา ตา ๒ ชั้น ฟันนอกปาก" ทนทรมานแบกสังขารร่างกายด้วยความยากลำบาก
. โมมูหทสกะ วัยหลง นับแต่อายุ ๘๐ ปีถึง ๙๐ ปี ความทรงจำเลอะเลือน หลง ๆ ลืม ๆ พูดผิด ๆ พลาด ๆ ลืมหน้าลืมหลัง กินแล้วว่ายังไม่ได้กิน

๑๐. สยนทสกะ วัยนอน นับแต่อายุ ๙๐ ปีถึง ๑๐๐ ปี ถึงกับลุกไม่ไหวแล้ว รับแขกในที่นอน นอนกินนอนถ่าย นอนรอความตายเท่านั้นเอง
อีกนัยหนึ่ง เปรียบเทียบมนุษย์ว่าเหมือนกับสัตว์ดิรัจฉาน ๔ จำพวก ซึ่งเป็น คติที่น่าคิดอยู่ เปรียบไว้ว่า
ตอนเด็ก อุปมาเหมือน หมู มีแต่กินกับนอน กินมาก นอนมาก
ตอนกลาง อุปมาเหมือน โค ต้องทำงานวันยังค่ำ คร่ำเคร่งในการยังชีพ
ตอนแก่ อุปมาเหมือน สุนัข ต้องเฝ้าบ้าน เลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน
ตอนหง่อม อุปมาเหมือน ลิง อันเป็นที่ชวนหัว และยั่วเย้าของลูกหลาน

ปัจจัย ๒๔ เกี่ยวแก่ชาติ

ในบท ชาติเป็นปัจจัยแก่ชรามรณะนี้ เมื่อกล่าวโดยปัจจัย ๒๔ แล้วตาม อภิ ธัมมภาชนิยนัย (ตามนัยแห่ง
พระอภิธรรม) กล่าวว่า การที่ชาติเป็นปัจจัยแก่ชรา มรณะนั้นไม่ได้เป็นไปด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๒๔ แต่ประการใด ๆ
เลย เพราะชรา ก็ได้แก่ ฐีติขณะของชาติ และมรณะก็ได้แก่ภังคขณะของชาติ เช่นเดียวกัน
ส่วนตาม สุตตันตภาชนิยนัย (ตามนัยแห่งพระสูตร) ชาติเป็นปัจจัยช่วย อุปการะแก่ชรามรณะนั้น ก็ด้วยอำนาจ
แห่งปัจจัย ๒๔ เพียงปัจจัยเดียว คือ ปกตูปนิสสยปัจจัย

องค์ที่ ๑๒ ชรา มรณะ

ชรา มรณะ ที่เป็นองค์ที่ ๑๒ นี้ ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดปัจจยุบบันนธรรมตาม นัยแห่งปฏิจจสมุปปาทนี้ ที่ไม่เป็น
ปัจจัยเพราะเหตุใดนั้น จะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า ตอนนี้จะกล่าวถึงลักขณาทิจตุกะของชรา และมรณะก่อน
ชรา มีลักขณาทิจตุกะดังนี้

ขนฺธปริปากลกฺขณา มีความแก่ความเสื่อมของขันธ์ ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันภพ เป็นลักษณะ
มรณูปนยนรสา มีการนำเข้าไปใกล้ความตาย เป็นกิจ
โยพฺพนฺนวินาสปจฺจุปฏฺฐานา มีการทำลายวัยที่ดี เป็นอาการปรากฏ
ปริปจฺจมานรูปปทฏฺฐานา มีรูปที่กำลังแก่ เป็นเหตุใกล้

มรณะ มีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้

จุติลกฺขณํ มีการเคลื่อนย้ายจากภพที่ปรากฏอยู่ เป็นลักษณะ
วิโยครสํ มีการจากสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งปวง บรรดาที่เคยพบเห็นกันในภพนี้ เป็นกิจ
คติวิปฺปลาสปจฺจุปฏฺฐานํ มีการย้ายที่อยู่จากภพเก่า เป็นอาการปรากฏ
ปริภิชฺชมานนามรูปปทฏฺฐานํ มีนามรูปที่กำลังดับ เป็นเหตุใกล้

ในบทก่อน ชรา อันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของชาตินั้น ได้แก่ ความเก่าแก่ เสื่อมโทรมของวิบากนามขันธ์ ๔ และ กัมมชรูป
มรณะ อันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของชาตินั้น ได้แก่ อาการที่กำลังดับไปของ วิบาก นามขันธ์ ๔ และกัมมชรูป
ในบทนี้ ชรา มรณะ ก็ได้แก่ ความเก่าแก่เสื่อมโทรมและอาการที่กำลังดับไป ของวิบากนามขันธ์ ๔ และกัมมชรูป เหมือนกับบทก่อนนั่นเอง
ชรา มรณะ อันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของชาตินี้ เมื่อมีชาติคือความเกิดขึ้น แล้วก็เป็นที่แน่นอนว่าจะต้องชรา และมรณะเป็นที่สุด แต่ถ้าชาติ คือการเกิดขึ้น ไม่ปรากฏขึ้นแล้ว ชรา มรณะ ก็จะปรากฏไม่ได้
ชรา นับว่ามี ๒ คือ รูปชรา และนามชรา
รูปชรา หมายถึง ความชราของรูปที่เกิดขึ้นตามวัย โดยมีอาการปรากฏให้เห็น ด้วยนัยน์ตา เช่น ฟันหัก ผม
หงอก หนังเหี่ยว หลังโกง เป็นต้น อย่างนี้ชื่อว่า วโย วุทธิชรา ซึ่งเป็นบัญญัติ เป็นความชราที่ปรากฏชัด (ปากฏชรา) เป็นความชรา ที่เปิดเผย คือไม่ปกปิด (อัปปฏิจฉันนชรา)
อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า ปรมัตถชรา หรือ ขณิกชรา ซึ่งได้แก่ ฐีติขณะของรูป เป็นความชราที่ปกปิด ไม่เปิดเผย (ปฏิจฉันนชรา) เป็นความชราที่ไม่ปรากฏ คือ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยนัยน์ตา (อปากฏชรา)
รูปชรานี้ยังจำแนกออกได้เป็น ๒ คือ อภิกฺกมชรา แก่ขึ้น และ ปฏิกฺกมชรา แก่ลง
ผู้ที่อยู่ในวัยที่ ๑ มันททสกวัย วัยอ่อน จนถึงวัยที่ ๔ พลทสกวัย วัยที่มีกำลัง นั้นเรียกว่า อภิกฺกมชรา คือ
กำลังแก่ขึ้น
ส่วนผู้ที่เลยวัยที่ ๔ พลทสกวัยไปแล้วนั้นเรียกว่า ปฏิกฺกมชรา คือกำลังแก่ลง
นามชรา ได้แก่ ฐีติขณะของนามธรรม คือ ปรมัตถชรา หรือ ขณิกชรา หรือ ปฏิจฉันนชรา นั่นเอง เป็นความ
ชราที่มองด้วยนัยน์ตาไม่เห็น

มรณะ ก็นับว่ามี ๒ คือ รูปมรณะ และนามมรณะ
รูปมรณะ หมายถึง ความดับไปของรูป ที่เรียกว่าภังคขณะ ซึ่งในที่นี้หมายถึง สมมติมรณะ ที่เรียกกันว่า
คนตาย สัตว์ตาย เป็นต้น นั้นด้วย
นามมรณะ ก็คือความดับไปของนามขันธ์ ๔ เรียกว่า ภังคขณะ
สรุปอย่างย่อที่สุดก็ว่า
อุปาทขณะ ของวิบากนามขันธ์ ๔ และกัมมชรูป ชื่อว่า ชาติ
ฐีติขณะ ของวิบากนามขันธ์ ๔ และกัมมชรูป ชื่อว่า ชรา
ภังคขณะ ของวิบากนามขันธ์ ๔ และกัมมชรูป ชื่อว่า มรณะ
อนึ่ง คำว่า มรณะ หรือ ตาย นี้ มีคำที่ใช้ในความหมายนี้หลายคำด้วยกันเป็นต้นว่า
จุติ ตาย
จวนตา การเคลื่อนไป
เภโท การทำลายไป
อันตรธาน การสูญไป
มัจจุ ความตาย
กาลกิริยา การทำกาละ
ขันธานัง เภโท ความแตกแห่งขันธ์
กเลวรัสส นิกเขโป การทอดทิ้งสรีระร่างกาย
ชีวิตินทริยยัสส อุปัจเฉโท การขาดไปซึ่งชีวิตินทรีย

องค์ ๑๒ มี ๑๑ ปัจจัย

ตามที่กล่าวมาแล้วทั้ง ๑๒ องค์ จะเห็นได้ว่า ปฏิจจสมุปปาทธรรม องค์ที่ ๑ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะให้เกิด
องค์ที่ ๒ และองค์ที่ ๒ ก็เป็นปัจจัยแก่องค์ที่ ๓ เป็นดังนี้ไปตามลำดับ จนถึงองค์ที่ ๑๑ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะให้เกิด
องค์ที่ ๑๒ ส่วนองค์ที่ ๑๒ คือ ชรา มรณะ ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดองค์ใดองค์หนึ่งใน ๑๒ องค์นี้ ดังนั้น ปฏิจจสมุปปาทธรรม
๑๒ องค์ จึงเป็นปัจจัยได้เพียง ๑๑ ปัจจัย เท่านั้น

เมื่อมี มรณะ คือ จุติแล้ว ย่อมมีปฏิสนธิเกิดสืบต่อตามติดมา โดยไม่มี ระหว่างคั่น ถ้ากล่าวตามนัยแห่งปัฏฐาน
คือ ตามแนวของปัจจัย ๒๔ แล้ว ก็ด้วย อำนาจแห่งอนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย เป็นต้น แต่ตาม
นัย แห่งปฏิจจสมุปปาทนี้ ไม่ถือว่า มรณะ คือ จุตินี้เป็นปัจจัยช่วยอุปการะให้เกิด ปฏิสนธิวิญญาณ เพราะปฏิสนธิวิญญาณ
จะปรากฏเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความอุปการะ ช่วยเหลือแห่งสังขาร ๓ คือ เจตนาในการกระทำกุสลกรรมและอกุสลกรรม ถ้าไม่มี สังขาร ๓ เป็นปัจจัยแล้ว ก็จะไม่มีปฏิสนธิวิญญาณเกิดสืบต่อ ต่อไปอีกเลย

โสกะ ปริเทวะ เป็นต้น ไม่นับเป็นองค์

โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ และอุปายาสะ ๕ ประการนี้ ไม่นับเป็น องค์แห่งปฏิจจสมุปปาท เพราะว่า
ธรรมเหล่านี้เป็นเพียงผลของชาติเท่านั้น ชรา มรณะก็เป็นแต่เพียงผลของชาติเช่นเดียวกัน แต่นับว่าเป็นองค์แห่ง
ปฏิจจสมุปปาท ด้วย ก็ด้วยเหตุว่าเมื่อมีชาติ คือความเกิดปรากฏขึ้นมาแล้ว จะไม่มีความแก่ความ เสื่อมโทรม และความ
ตายติดตามมาด้วยนั้นไม่มีเลย เมื่อมีชาติก็ต้องมีชรามีมรณะ เป็นของแน่นอน แต่ว่าเมื่อมีชาติแล้ว อาจไม่มีโสกะ ปริเทวะ
ทุกขะ โทมนัสสะ และอุปายาสะเลยก็ได้ เช่น พรหมบุคคล เป็นต้น เพราะธรรม ๕ ประการนี้ย่อม ต้องเกิดพร้อมกับโทสจิต พรหมบุคคลข่มโทสจิตได้ ไม่เกิดโทสจิตเลย ดังนั้นจึง ไม่มีโสกะ ความเศร้าโศก, ปริเทวะ ความบ่นพร่ำรำพัน, ทุกขะ ความทุกข์กาย, โทมนัสสะ ความเสียใจ และ อุปายาสะ ความคับแค้นใจ แต่อย่างใดเลย

โสกะ

ลักขณาทิจตุกะของโสกะ คือ

อนฺโตนิชฺฌาณลกฺขโณ มีการเผาอยู่ภายใน หรือมีความเดือดร้อนใจ เป็นลักษณะ
เจโตปรินิชฺฌายนรโส ทำให้จิตเต็มไปด้วยความเดือดร้อน เป็นกิจ
อนุโสจนปจฺจุปฏฺฐาโน มีความโศกเศร้าอยู่เนือง ๆ เนื่องจากความพิบัติ ที่ตนประสบอยู่นั้น
เป็นอาการปรากฏ
โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐาโน มีโทสจิตตุปปาท เป็นเหตุใกล้

โสกะ คือความโศกเศร้านี้ องค์ธรรมได้แก่ โทมนัสเวทนาที่ประกอบกับโทสะ อันเกิดจาก พยสนะ อย่างใดอย่าง
หนึ่งใน ๕ อย่างนี้ คือ
. ญาติพยสนะ ความพิบัติไปแห่งญาติ หมายถึงมิตรสหายด้วย
. โภคพยสนะ ความพิบัติไปแห่งทรัพย์สมบัติ ตลอดจนยศศักดิ์ด้วย
. โรคพยสนะ ถูกโรคภัยเบียดเบียน
. สีลพยสนะ ความเสียสีล สีลที่รักษาอยู่นั้นขาดไป
. ทิฏฐิพยสนะ ความเห็นที่ถูกต้องนั้นพิบัติไป มีความเห็นผิดเกิดขึ้น ทำให้สูญเสียสัมมาทิฏฐิไป

ปริเทวะ

ปริเทวะ คือการร่ำไห้พิไรรำพัน องค์ธรรมได้แก่ จิตตชวิปัลลาสสัททะที่เกิด ขึ้นโดย มีการร้องไห้บ่นพร่ำรำพัน เพราะอาศัย พยสนะ ๕ นั้นเป็นเหตุ ลักขณาทิจ ตุกะของปริเทวะ คือ

ลาลปฺปนลกฺขโณ มีการพิลาปรำพัน เป็นลักษณะ
คุณโทสปริกิตฺตนรโส มีการพร่ำถึงคุณและโทษ เป็นกิจ
สมฺภมปจฺจุปฏฺฐาโน มีจิตวุ่นวาย ไม่ตั้งมั่น เป็นอาการปรากฏ
โทสจิตฺตชมหาภูตปทฏฺฐาโน มีมหาภูตรูป ที่เกิดจากโทสจิต เป็นเหตุใกล้

ทุกขะ

ธรรมชาติใดที่ทำลายความสุขกาย ธรรมชาตินั้นชื่อว่า ทุกข สัตว์ทั้งหลายย่อม อดทนได้ยากต่อเวทนาใด เวทนานั้นชื่อว่า ทุกข เวทนาที่อดทนได้ยาก ฉะนั้นจึงชื่อ ว่า ทุกข ได้แก่ กายิกทุกขเวทนา คือ ทุกข์กาย ลักขณาทิจตุกะของทุกข์ คือ

กายปีฬนลกฺขณํ มีการเบียดเบียนร่างกาย เป็นลักษณะ
ทุปฺปญฺญานํโทมนสฺสกรณ รสํ มีการทำให้โกรธ เสียใจ กลุ้มใจ กลัว เกิด ขึ้นแก่ผู้ที่มีปัญญาน้อย เป็นกิจ
กายิกาพาธปจฺจุปฏฺฐานํ มีความป่วยทางกาย เป็นอาการปรากฏ
กายปสาทปทฏฺฐานํ มีกายปสาท เป็นเหตุใกล้

ความทุกข์กายนี้ นอกจากเบียดเบียนร่างกายแล้ว ยังสามารถเบียดเบียนจิตใจ อีกด้วย กล่าวคือ เมื่อร่างกาย
ไม่สบายแล้ว ก็ย่อมจะทำให้กลุ้มใจ เสียใจ ไปด้วย ดังนั้นจึงจัดว่าทุกข์กายนี้เป็นทุกข์พิเศษ ซึ่งจำแนกได้เป็น ๗ คือ
. ทุกฺขทุกฺข ได้แก่ กายิกทุกขเวทนาและเจตสิกทุกขเวทนาที่เรียกว่า ทุกขทุกข เพราะเมื่อว่าโดยสภาพ ก็มีสภาพเป็นทุกข์ ว่าโดยชื่อ ก็มีชื่อเป็นทุกข์
กายิกทุกขเวทนา ได้แก่ ทุกขสหคตกายวิญญาณ ๑ เจตสิก ๗
เจตสิกทุกขเวทนา ได้แก่ โทมนัสสสหคตจิต ๒ เจตสิก ๒๒
. วิปริณามทุกฺข ได้แก่ กายิกสุขเวทนา และเจตสิกสุขเวทนา ที่เรียกว่า วิปริณามทุกข์ เพราะสภาพของ
สุขทั้ง ๒ นี้ จะต้องวิปริตแปรปรวนไป เมื่อแปร ปรวนไปแล้วก็เป็นเหตุให้ กายิกทุกข์ และเจตสิกทุกข์เกิดขึ้น
กายิกสุขเวทนา ได้แก่ สุขสหคตกายวิญญาณ ๑ เจตสิก ๗
เจตสิกสุขเวทนา ได้แก่ โสมนัสสสหคตจิต ๖๒ เจตสิก ๔๗
. สงฺขารทุกฺข ได้แก่ อุเบกขาเวทนา และจิต เจตสิก รูป ที่เว้นจาก ทุกขทุกข์ และวิปริณามทุกข์ ซึ่งกล่าว
แล้วในข้อ ๑ และ ๒ นั้น ที่เรียกว่าสังขาร ทุกข์ เพราะถูกเบียดเบียนโดยความเกิดดับอยู่เป็นนิจ
. ปฏิจฺฉนฺนทุกฺข หรือ อปากฏทุกฺข ได้แก่ความทุกข์ที่ปกปิด หรือความ ทุกข์ที่ไม่ปรากฏอาการให้ผู้อื่น
เห็นได้ เช่น ปวดท้อง ปวดฟัน ปวดหู ปวดศีรษะ หรือความไม่สบายใจ อันเกิดจาก ราคะ โทสะ เป็นต้น ความทุกข์เหล่า
นี้ผู้อื่นไม่สามารถจะรู้ได้ นอกจากจะสอบถามหรือเจ้าตัวจะบอกเล่าให้ทราบ
. อปฺปฏิจฺฉนฺนทุกฺข หรือ ปากฏทุกฺข ได้แก่ความทุกข์ที่ไม่ปกปิด คือ เปิดเผย หรือเป็นความทุกข์ที่
ปรากฏอาการให้ผู้อื่นเห็นได้โดยไม่ต้องสอบถาม ไม่ ต้องให้เจ้าตัวบอกเล่าก็รู้ เช่น ความเจ็บปวดที่เกิดจากบาดแผล
ถูกตีถูกฟัน แขนขาด ขาขาด เป็นง่อย เหล่านี้เป็นต้น
. ปริยายทุกฺข ได้แก่ วิปริณามทุกข์ และสังขารทุกข์ที่กล่าวแล้วในข้อ ๒ และ ๓ นั่นเอง ที่เรียกว่า ทุกข์โดย
ปริยายนั้น ก็เพราะทุกข์เหล่านี้ไม่ใช่เป็นตัวทุกข์ โดยตรง แต่เป็นที่เกิดแห่งทุกข์ต่าง ๆ อีกทีหนึ่ง
. นิปฺปริยายทุกฺข ไม่ใช่ทุกข์โดยปริยาย แต่เป็นตัวทุกข์โดยตรงทีเดียว อัน ได้แก่ ทุกขทุกข์ โทมนัสทุกข์
และ อุปายาสะ
อีกนัยหนึ่งจำแนกว่าทุกข์กายนี้มี ๙ โดยนับแยก กายิกทุกข์ และเจตสิกทุกข์ ออกไปว่าเป็น ๒ จึงเป็นทุกข์กาย ๙ ประการ

ในทุกข์กาย ๗ ประการนี้ ข้อ ๑ ทุกขทุกข์, ข้อ ๒ วิปริณามทุกข์ ข้อ ๓ สังขารทุกข์ และข้อ ๖ ปริยายทุกข์นั้น ถ้าจะกล่าวอย่างสามัญให้เข้าใจง่าย ๆ ก็ว่า
ทุกขทุกข์ ได้แก่ ธรรมที่เกิดพร้อมกับ ทุกขเวทนา
วิปริณามทุกข์ ได้แก่ ธรรมที่เกิดพร้อมกับ สุขเวทนา
สังขารทุกข์ ได้แก่ ธรรมที่เกิดพร้อมกับ อุเบกขาเวทนา
ปริยายทุกข์ ได้แก่ ธรรมที่เกิดพร้อมกับ สุขเวทนาและอุเบกขาเวทนา ซึ่งจะต้องวิปริตผันแปรกลับไปเป็นทุกข์อีก

โทมนัสสะ

ทุมนสฺสภาโว โทมนสฺสํ สภาพที่เป็นเหตุให้ใจคอไม่ดี ชื่อว่า โทมนัส ได้แก่ เจตสิกทุกข์ คือ ทุกข์ใจ ลักขณาทิจตุกะของโทมนัส มีดังนี้

จิตฺตปีฬน ลกขณํ มีการเบียดเบียนใจ เป็นลักษณะ
มโนวิฆาตน รสํ มีการทรมานใจ เป็นกิจ
มานสํพฺยาธิ ปจฺจุปฏฺฐานํ มีความไม่สบายใจ เป็นอาการปรากฏ
หทยวตฺถุ ปทฏฺฐานํ มีหทยวัตถุ เป็นเหตุใกล้

เหตุที่ทำให้เกิดโทมนัสนั้นมีหลายประการ แต่ส่วนมากย่อมเนื่องมาจาก อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ได้ประสบกับสิ่งที่
ไม่ชอบใจ และ ปิเยหิ วิปฺปโยโค พลัดพราก จากสิ่งที่ชอบใจ

อุปายาสะ

ภุโส อายาสนํ อุปายาโส ความลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง ชื่อว่า อุปายาสะ ได้แก่ โทสเจตสิก ที่เกิดขึ้นโดยอาศัย
พยสนะ ๕ นั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ลักขณา ทิจตุกะของอุปายาสะ คือ

จิตฺตปริทหน ลกฺขโณ มีการเผาจิตอย่างหนัก เป็นลักษณะ
นิตฺถุนน รโส มีการทอดถอนใจ เป็นกิจ (หมดอาลัยตายอยาก)
วิสาท ปจฺจุปฏฺฐาโน มีกายและใจขาดกำลังลง เป็นอาการปรากฏ
หทยวตฺถุ ปทฏฺฐาโน มีหทยวัตถุ เป็นเหตุใกล้

อุปายาสะ ความลำบากใจเป็นอย่างยิ่งนี้ บางทีก็ว่า ความคับแค้นใจซึ่งมีความ โศกเศร้าที่เผาหัวใจอย่างท้วมท้น
จนแห้งผาก น้ำตาตกในร้องให้ไม่ออก นั่งขรึม ซึมไป ไม่พูดจา เพราะไม่รู้ว่าจะพูดหรือปรับทุกข์อย่างใด จึงจะสมกับความ
คับแค้น ใจที่ตนได้รับนั้น เป็นเหตุให้ร่างกายซูบซีดผ่ายผอม เป็นอันตรายแก่กายและใจเป็นที่สุด

ข้ออุปมา โสกะ ปริเทวะ อุปายาสะ

เพื่อให้เห็นความแตกต่างกันในระหว่าง โสกะ ปริเทวะ และ อุปายาสะ จึงมี ข้ออุปมาว่า
น้ำมันที่อยู่ในกะทะ ซึ่งตั้งอยู่บนเตาไฟที่ร้อนจัดจนน้ำมันเดือด ความเดือด ของน้ำมันนี้ อุปมาดัง โสกะ
เดือดพล่านจนล้นปากกะทะออกมา อุปมาดังปริเทวะ คือความเศร้าโศกนั้น เพิ่มพูลมากขึ้น จนล้นออกมาทาง
ปากถึงกับบ่นพร่ำรำพันไปพลาง ร้องไห้ไปพลาง
น้ำมันที่เดือดพล่านจนล้นปากกะทะออกมานั้น กลับไม่ล้น เพราะงวดแห้งลง ไปจนล้นออกไม่ได้ มีแต่จะแห้งไป
จนถึงกับไหม้ไปเลยนั้น อุปมาดัง อุปายาสะ

นัยแห่งการเทศนา

ปฏิจจสมุปปาทธรรม ๑๒ องค์นี้ พระพุทธองค์ทรงเทศนาเป็น ๔ นัย ดังปรากฏใน สังยุตตนิกาย ว่า
. อนุโลมเทศนา หรือ อาทิปริโยสาน อนุโลมเทศนา แสดงแต่เบื้องต้น จนถึงที่สุด คือตั้งแต่ อวิชชา
เป็นลำดับไปจนถึง ชรา มรณะ
. มัชฌปริโยสาน อนุโลมเทศนา หรือ มัชฌโตปัฏฐายปริโย สานปวัตต เทศนา แสดงแต่ท่ามกลาง
ไปจนถึงที่สุด คือ ตั้งแต่เวทนาตามลำดับไปจนถึงชรา มรณะ
. ปฏิโลมเทศนา หรือ ปริโยสานอาทิปฏิโลมเทศนา แสดงแต่เบื้องปลาย สุด ย้อนทวนมาหาต้น คือ ตั้งแต่ชรามรณะทวนกลับมาถึงอวิชชา
. มัชฌอาทิปฏิโลมเทศนา หรือ มัชฌโตปัฏฐายอาทิปวัตตเทศนา แสดง แต่ท่ามกลางย้อนทวนมา
หาต้น คือ ตั้งแต่ตัณหาทวนกลับมาถึงอวิชชา
ข้อ ๑ อนุโลมเทศนานั้น ส่วนมากแสดงแก่สัตว์ที่มีกำเนิดเป็น ชลาพุชะ และอัณฑชะ (คือ คัพภเสยยกกำเนิด) ซึ่งเป็นสัตว์ที่โดยปกติมีทุกข์มากกว่าสุข เพื่อให้รู้ว่าที่ได้รับผลเช่นนั้นเนื่องมาจากอะไรเป็นสาเหตุ จะได้ไม่หลงโทษว่าพระ
อินทร์ พระพรหม หรือพระเจ้าเป็นผู้บรรดาลให้เป็นไป จึงแสดงถึงผลก่อน เพื่อให้รู้ ว่าที่ปรากฏผลเช่นนั้นเนื่องมาจากเหตุ
อะไร เช่น สังขาร ๓ อันเป็นผลปรากฏขึ้นมา ก็เพราะมีอวิชชาเป็นต้นเหตุ ถ้าไม่มีอวิชชาเป็นต้นเหตุแล้ว จะปรากฏผล
ให้มีสังขาร ๓ ขึ้นมาไม่ได้เลย ในทำนองเดียวกัน วิญญาณอันเป็นผลปรากฏขึ้นมาได้ก็เพราะมี สังขาร ๓ เป็นต้นเหตุ ตามลำดับมาจนที่สุด ชรา มรณะ อันเป็นผลนั้น ก็ปรากฏ ขึ้นมาเพราะมีชาติเป็นต้นเหตุ ถ้าไม่เกิดมีชาติขึ้นมา ก็ไม่มีผลให้มีการแก่และการ ตายข้อนี้แสดงผล

ข้อ ๒ มัชฌปริโยสานอนุโลมเทสนานั้น ส่วนมากแสดงแก่ สัตว์ที่เป็นโอป ปาติกกำเนิด (มีเทวดาและพรหม
เป็นต้น) ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีทุกข์น้อย มีความสุข สบายเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ใคร่เชื่อผล(นัตถิกทิฏฐิ) ไม่เชื่อว่า ตายแล้วจะต้อง
เกิด ในภายหน้าอีก เป็นผู้ที่มีวิภวตัณหา(อุจเฉททิฏฐิ) ข้อนี้แสดงเพื่อให้แจ้งในอนาคต
ข้อ ๓ ปฏิโลมเทสนานั้น ส่วนมากแสดงแก่สัตว์ที่ยึดมั่นในสัสสตทิฏฐิ ที่ เห็นว่าสัตว์และโลกเที่ยง (ภวตัณหา) เป็นจำพวกที่ไม่เชื่อเหตุ (อเหตุกทิฏฐิ) ข้อนี้ แสดงถึงเหตุก่อน เพื่อให้เห็นธรรมอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ตามลำดับ คือมี
ชรา มรณะก็เพราะมีชาติ มีชาติก็เพราะได้ทำกัมมภพ มีกัมมภพก็เพราะยึดมั่นในอุปา ทาน ฯลฯ ฯลฯ ข้อนี้แสดงเหตุ
ข้อ ๔ มัชฌอาทิปฏิโลมเทสนานั้น ส่วนมากแสดงแก่สัตว์ที่ยึดมั่นว่า สัตว์ โลกและกรรมต่าง ๆ นั้น เมื่อตายแล้วก็สูญหมด (อุจเฉททิฏฐิ) ซึ่งไม่เชื่อทั้งเหตุ ทั้งผล (อกริยทิฏฐิ) จึงแสดงให้เห็นว่าสัตว์จะดำรงคงอยู่ได้ด้วย
อาหาร อาหารต่าง ๆ จะเกิดขึ้นได้ด้วยอาศัยตัณหาเป็นเหตุให้เกิด ตัณหาจะปรากฏขึ้นได้ก็ด้วยอาศัยเวทนา เป็นเหตุ เวทนาก็อาศัยผัสสะเป็นเหตุ ฯลฯ ฯลฯ ข้อนี้แสดงเพื่อให้แจ้งในอดีต

ปฏิจจสมุปปาทธรรม นัยที่ ๓ วีสตาการา

มีคาถาที่ ๖ แสดงว่า

. อตีเต เหตโว ปญฺจ, อิทานิ ผลปญฺจกํ,
อิทานิ เหตโว ปญฺจ, อายตํ ผลปญฺจกํ ฯ

แปลความว่า อาการ ๒๐ แห่งปฏิจจสมุปปาท คือ อดีตเหตุ ๕, ปัจจุบันผล ๕, ปัจจุบัน เหตุ ๕ และอนาคตผล ๕
มีความหมายว่า อาการ ๒๐ นั้นได้แก่ สภาพความเป็นไปของปฏิจจสมุปปาท นั่นเอง จึงจำแนกไปตามเหตุ
ตามผลแห่งกาลทั้ง ๓ จึงจัดได้เป็น ๔ พวก ๆ ละ ๕ รวมเป็นอาการ ๒๐ คือ
. อดีตเหตุ ๕ ได้แก่ อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน และภพ ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นปัจจัยให้ปรากฏ
ปัจจุบันผล ๕
. ปัจจุบันผล ๕ ได้แก่ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา

. ปัจจุบันเหตุ ๕ ได้แก่ ตัณหา อุปาทาน ภพ อวิชชา และสังขาร ธรรม ๕ ประการนี้เป็นปัจจัยให้ปรากฏ
อนาคตผล ๕
. อนาคตผล ๕ ได้แก่ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา
อาการที่เป็นไปในกาลเวลาที่ล่วงไปแล้วซึ่งเรียกว่า อดีตเหตุนั้นมี ๕ ประการ ได้แก่ อวิชชา สังขาร ตัณหา
อุปาทาน และภพ(คือกัมมภพ)ที่นับ ตัณหา อุปาทาน ภพ รวมเข้ากับอวิชชา สังขารด้วยนั้น ก็เพราะว่า ธรรม ๕ ประการ
นี้เกี่ยวเนื่องกัน ไม่เว้นจากกันไปได้เลย กล่าวคือ เมื่อมีอวิชชา สังขาร เกิดขึ้นแล้ว ที่จะไม่มีตัณหา อุปาทาน กัมมภพ เกิดรวมด้วยนั้นเป็นไม่มี ในทำนองเดียวกัน ตัณหา อุปาทาน กัมมภพ ปรากฏเกิดขึ้นในขณะใด ขณะนั้นย่อมจะต้องมี
อวิชชา สังขาร เกิดร่วม ด้วยเสมอไป รวมความว่า เพราะในอดีต มีอวิชชาอยู่ จึงได้กระทำกรรม อันเป็น เหตุให้ได้รับ
ผลในปัจจุบัน
ผลที่ได้รับในปัจจุบันนี้ก็ได้แก่วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนารวม ๕ ประการ ไม่นับ ชาติ ชรา มรณะ รวมเข้าด้วยก็เพราะเหตุว่า ชาติ ชรา มรณะ เป็นแต่เพียงอาการของ วิญญาณ นามรูป เท่านั้นเอง ไม่มีองค์ธรรมโดย
เฉพาะ จึงไม่นับรวมเข้าด้วย รวมความว่า เพราะในอดีตกาลได้ก่อเหตุขึ้นไว้ จึงมาได้รับผล เป็นรูปเป็นนามในปัจจุบันนี้
วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา อันเป็นผลในปัจจุบันนี้นี่เอง เป็นตัวการที่ก่อให้มี ตัณหา อุปาทาน
กัมมภพ อวิชชา และสังขารขึ้นอีก เพราะว่า ได้ก่อเหตุโดยกระทำกรรมขึ้นอีกดังนี้ จึงเรียกว่า ตัณหา อุปาทาน กัมมภพ
อวิชชา สังขาร รวม ๕ ประการนี้เป็นปัจจุบันเหตุ เมื่อได้ก่อให้เกิดปัจจุบันเหตุเช่นนี้แล้ว ก็เป็นที่แน่นอนว่าจะได้รับผล
ต่อไปในอนาคต ผลที่จะได้รับต่อไปในภายหน้านั้นจึง ได้ชื่อว่า อนาคตผล
เมื่อรู้ผลปัจจุบัน และละเหตุปัจจุบันได้โดยสิ้นเชิงแล้ว ผลในอนาคตก็ไม่มี เมื่อนั้นจึงเรียกว่า สิ้นเหตุสิ้นปัจจัย พ้นจากอาการ ๒๐ แห่งปฏิจจสมุปปาทธรรม นี้ได้

ปฏิจจสมุปปาทธรรม นัยที่ ๔ ติสันธิ

มีคาถาที่ ๗ แสดงว่า

. วีสาการา ติสนฺธี จ, สงฺเขปา จตุโร สิยุํ,
อวิชฺชา ตณฺหุปาทานา, เกฺลสวฏฺฏนฺติ เวทิยา ฯ

แปลความว่า อาการ ๒๐, สนธิ ๓, สังเขป ๔ พึงมีด้วยประการฉะนี้ อวิชชา ตัณหา และ อุปาทาน พึงทราบว่า
เป็นกิเลสวัฏฏ

หมายความว่า ในอาการ ๒๐ นั้นได้กล่าวมาแล้ว ส่วนสังเขป ๔ และกิเลส วัฏฏ จะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า บัดนี้จะได้กล่าวถึงติสันธิ คือ สนธิ ๓ หรือเงื่อน ๓
สนธิ คือความสัมพันธ์สืบต่อระหว่างเหตุกับผล และระหว่างผลกับเหตุ อีก นัยหนึ่ง สนธิ คือ เงื่อนต่อ เป็นเงื่อน
ที่เหตุกับผล และผลกับเหตุต่อกันที่ตรงนั้น ซึ่งเป็นเงื่อนต่อของอาการ ๒๐ หรือของกาล ๓ ที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง ความ สัมพันธ์สืบต่อหรือเงื่อนต่อนี้ มี ๓ เงื่อน คือ
๑. สังขาร กับ วิญญาณ เป็นสนธิ ๑ คือ ระหว่างสังขารอันเป็นอดีตเหตุ กับวิญญาณ อันเป็นปัจจุบันผลต่อกัน ซึ่งเรียกว่า เหตุผลสัมพันธ์
๒. เวทนา กับ ตัณหา เป็นสนธิ ๑ คือ ระหว่างเวทนาอันเป็นปัจจุบันผล กับตัณหา อันเป็นปัจจุบันเหตุต่อกัน
ซึ่งเรียกว่า ผลเหตุสัมพันธ์
๓. ภพ กับ ชาติ เป็นสนธิ ๑ คือ ระหว่างภพอันเป็นปัจจุบันเหตุ กับชาติ อันเป็นอนาคตผลต่อกัน ซึ่งเรียกว่า เหตุผลสัมพันธ์

ปฏิจจสมุปปาทธรรม นัยที่ ๕ จตุสังเขปา

สังเขป ๔ สังเขป แปลว่าโดยย่อ ย่อเอาเค้าความ ย่อเอาแต่ใจความ เมื่อย่อ เอาแต่เค้าความแห่ง
ปฏิจจสมุปปาททั้ง ๑๒ องค์ ก็ได้เพียง สังเขป ๔ คือ
. อดีตเหตุสังเขป มี ๒ คือ อวิชชา และสังขาร
. ปัจจุบันผลสังเขป มี ๕ คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และ เวทนา
. ปัจจุบันเหตุสังเขป มี ๓ คือ ตัณหา อุปาทาน และภพ
. อนาคตผลสังเขป มี ๒ คือ ชาติ และ ชรามรณะ

ปฏิจจสมุปปาทธรรม นัยที่ ๖ ตีณิ วัฏฏานิ

มีคาถาที่ ๘ แสดงว่า

. กมฺมภโว ตุ สงฺขารา, กมฺมวฏฺฏนฺติ ทสฺสิตา,
อุปฺปตฺติ ปาวเสสา, วิปากวฏฺฏสญฺญิตา,
อวิชฺชา ปน ตณฺหา จ, เทวฺมูลานีติ ชายเร ฯ

แปลความว่า กัมมภพและสังขาร ท่านแสดงว่า เป็นกัมมวัฏฏ อุปปัตติภพก็ดี ธรรมที่เหลือ อยู่ทั้งหลายก็ดี ย่อมรู้กันอยู่แล้วว่าเป็นวิปากวัฏฏ ส่วนอวิชชาและตัณหา พึงทราบ ว่าเป็นมูลทั้ง ๒

มีความหมายว่า วัฏฏะ คือ สภาพที่วนเวียน ความวนเวียนในปฏิจจสมุปปาท นี้ จัดได้เป็น ๓ วัฏฏ คือ
. กิเลสวัฏฏ คือ วนเวียนในเครื่องเศร้าหมองเร่าร้อน ได้แก่ อวิชชา ตัณหา และ อุปาทาน เมื่อกิเลสเกิด
ขึ้นแล้วย่อมเป็นเหตุให้ทำกรรม
. กัมมวัฏฏ คือ วนเวียนในการกระทำตามอำนาจของกิเลส มี ๒ ได้แก่ (กัมม)ภพ และสังขาร อันหมายถึง
ตัวเจตนา ซึ่งเมื่อได้กระทำกรรมแล้ว ย่อมเป็น เหตุให้เกิดวิบาก คือได้ผลของกรรมที่ได้กระทำนั้น
. วิปากวัฏฏ คือ วนเวียนในวิบากที่เป็นผลของกรรม ได้แก่ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
(อุปปัตติ) ภพ ชาติ และชรามรณะ อันเป็นสิ่งที่ ก่อให้เกิดกิเลสต่อไปอีก หมุนวนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

ปฏิจจสมุปปาทธรรม นัยที่ ๗ เทวมูลานิ

มูล คือ ที่ตั้งหรือต้นเหตุแห่งวัฏฏ ซึ่งทำให้หมุนเวียนอยู่ในวัฏฏทุกข์ อัน ได้แก่ ภพทั้ง ๓ (กามภพ รูปภพ และอรูปภพ) นั้นไม่มีที่สิ้นสุด มูลนี้มี ๒ ได้แก่ อวิชชา และตัณหา
อวิชชา คือ ความไม่รู้ เป็น อดีตมูล เป็นที่ตั้งหรือเป็นเค้ามูลให้เกิดสังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ
ผัสสะ จึงถึงเวทนา
ตัณหา คือ ความทะยานอยาก เป็น ปัจจุบันมูล เป็นที่ตั้ง หรือเป็นเค้ามูล ให้เกิด อุปาทาน กัมมภพ ชาติ
จนถึง ชรามรณะ

ภวจักร

ภวจักร เขียนแบบบาลีเป็น ภวจกฺก แปลว่าหมุนวนไปในภพต่าง ๆ ซึ่งเป็น ความหมายเดียวกับ ปฏิจจสมุปปาท ที่ว่าวนเวียนในสังสารวัฏฏ
ปฏิจจสมุปปาทธรรมนี้ เมื่อกล่าวตามนัยที่เรียกว่า ภวจักร ก็จำแนกได้เป็น ๒ คือ
. ปุพฺพนฺตภวจกฺก เป็นภวจักรแรก นับแต่อดีตเหตุ จนถึงปัจจุบันผล ซึ่ง ได้แก่ ปฏิจจสมุปปาท ๗ องค์ คือ
อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และ เวทนา ใน ๗ องค์นี้ อวิชชาเป็นต้นเหตุหรือเป็นที่ตั้งนำให้ถึงเวทนา
. อปรนฺตภวจกฺก เป็นภวจักรหลัง นับแต่ปัจจุบันเหตุถึงอนาคตผล ซึ่ง ได้แก่ ปฏิจจสมุปปาท ๕ องค์ คือ
ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และชรามรณะ ใน ๕ องค์นี้ ตัณหา เป็นต้นเหตุ หรือเป็นที่ตั้ง นำให้ถึง ชรามรณะ
บุพพันตภวจักร ที่กล่าวว่าได้แก่ปฏิจจสมุปปาท ๗ องค์นั้น หมายเฉพาะ องค์ที่ปรากฏออกหน้า ซึ่งในขณะที่ ๗
องค์ คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และ เวทนา นี้หมุนวนอยู่นั้น ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ
ชรา มรณะ อีก ๕ องค์ก็หมุนตามไปด้วยเหมือนกัน
อปรันตภวจักร ที่กล่าวว่าได้แก่ปฏิจจสมุปปาท ๕ องค์นั้น ก็ทำนองเดียวกัน คือมุ่งหมายแสดงเฉพาะองค์
ที่ปรากฏออกหน้า ซึ่งในขณะที่ ๕ องค์ คือ ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และชรามรณะ นี้หมุนวนอยู่นั้น อวิชชา สังขาร
วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และ เวทนา อีก ๗ องค์นี้ก็หมุนตามไปด้วย
เมื่อพิจารณาองค์ปฏิจจสมุปปาทตามนัยแห่ง บุพพันตภวจักร และ อปรันต ภวจักร ที่กล่าวมาแล้วนี้ ก็จะ
เห็นได้ว่า
ก. อวิชชา สังขาร และตัณหา อุปาทาน กัมมภพ ที่เกิดมีปรากฏขึ้นในภพ ก่อนนั้น สงเคราะห์เป็น
บุพพันตภวจักร
ข. ตัณหา อุปาทาน กัมมภพ และ อวิชชา สังขาร ที่เกิดมีปรากฏอยู่ในภพนี้ นั้น สงเคราะห์เป็นอปรันตภวจักร
ค. วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา และ ชาติ ชรามรณะ อัน ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายตั้งแต่เริ่มเกิด
จนกระทั่งตายในภพนี้นั้น สงเคราะห์เป็น บุพพันตภวจักร
ง. ชาติ ชรามรณะ และวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ที่จะเกิด ปรากฏขึ้นใหม่ในภพข้างหน้า
อันได้แก่ สัตว์ทั้งหลายที่จะเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ ต่อไปข้างหน้านั้น สงเคราะห์เป็น อปรันตภวจักร
ทั้งนี้ก็มีความหมายว่า เป็นการหมุนวนเกิดขึ้นสืบเนื่องกันระหว่างภพก่อนกับ ภพนี้ และภพนี้กับภพหน้า อันเป็นการหมุนวนอยู่ในวัฏฏสงสาร วัฏฏทุกข์นั่นเอง

เท่าที่กล่าวมาแล้วนี้ ก็พอจะทำให้เห็นได้แล้วว่า การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน สังสารวัฏฏ ไม่ใช่เป็นการเกิดขึ้น
ของสัตว์บุคคลใด แต่เป็นการเกิดขึ้นติดต่อกัน ของขันธ์ ธาตุ อายตนะ อันได้แก่ ปฏิจจสมุปปาทธรรมนั่นเอง ใน
อัฏฐสาลินี อรรถกถา แสดงไว้ว่า
"การเกิดขึ้นและเป็นไปโดยติดต่อกันอย่างไม่ขาดสายแห่ง ขันธ์ ธาตุ อายตนะ เหล่านี้แหละ
เรียกว่า สังสาระ"

การสะดุดหยุดลงแห่งวัฏฏะ และ สมุฏฐานของอวิชชา

การหมุนวนแห่ง สังสารวัฏฏะจะสะดุดหยุดลง และความเจริญอยู่ของอวิชชา นั้น มีคาถาที่ ๙ แสดงว่า

. เตสเมว จ มูลานํ, นิโรเธน นิรุชฺฌติ,
ชรามรณมุจฺฉาย, ปีฬิตานมภิณฺหโส,
อาสวานํ สมุปฺปาทา, อวิชฺชา จ ปวตฺตติ ฯ

แปลความว่า วัฏฏะจะหยุดการหมุนวนก็เพราะความดับแห่งมูลทั้ง ๒ นั้น
อนึ่ง อวิชชา จะเจริญอยู่ได้ ก็เพราะความบังเกิดขึ้นแห่ง อาสวะทั้งหลายของ เหล่าสัตว์ ผู้สยบด้วยชรามรณะ
บีบคั้นอยู่เป็นนิจ
มีอธิบายด้วยการอุปมาว่า ต้นไม้ทั้งหลายที่เจริญงอกงามอยู่ได้ ก็ด้วยอาศัยราก แก้ว ถ้าทำลายรากแก้วเสียแล้ว ต้นไม้นั้นจะเหี่ยวแห้งลง และในที่สุดก็ตายไปอย่าง แน่นอน สัตว์ทั้งหลาย คือ รูปนามนี้ที่เจริญอยู่ในสังสารวัฏฏโดยไม่มี
ที่สิ้นสุดนั้น ก็ เพราะอำนาจแห่งอวิชชา และตัณหา ต่อเมื่อใดอวิชชา และตัณหา อันเป็นมูลทั้ง ๒ นี้ถูกทำลายให้สูญไปได้
อย่างสิ้นเชิงแล้ว ความเจริญของรูปนามอันได้แก่ ความเวียน ว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ก็เป็นอันสิ้นสุดลงเมื่อนั้น
เมื่อกล่าวถึง สมุฏฐานของอวิชชา อวิชชาจะเจริญอยู่ได้ก็เพราะความบังเกิด ขึ้นแห่งอาสวะทั้งหลาย ซึ่งมี
ความหมายชัดอยู่แล้วว่า สมุฏฐานของอวิชชา ก็คือ อาสวะทั้ง ๔ อันได้แก่ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ และ
อวิชชาสวะ นั่นเอง
ก็เมื่อ อาสวะ เป็นปัจจัยให้เกิด อวิชชาแล้ว ธรรมใดเล่าที่เป็นสาเหตุให้เกิด อาสวะ
มีคำแก้ว่า อาสวะนั้นย่อมมีอยู่ใน ตัณหา อุปาทาน กัมมภพ เป็นประจำ ตาม ควรแก่ที่จะมีได้อยู่แล้ว ดังนั้น
จึงกล่าวได้ว่า ธรรมที่เป็นเหตุให้ ตัณหา อุปาทาน กุสล อกุสล กัมมภพ ที่เกิดขึ้นนั่นแหละ เป็นสาเหตุแห่ง อาสวะ

การที่อวิชชาเกิดขึ้นหรือปรากฏขึ้น ก็เพราะอาศัยการเกิดขึ้นแห่งอาสวะนั้น เป็นปัจจัยเช่นนี้แล้ว เหตุใดจึงยกเอา
อวิชชาขึ้นกล่าวไว้เป็นเหตุแรกในปฏิจจสมุปปาทนี้
ปฏิจจสมุปปาทนี้เป็นตัววัฏฏะติดต่อกันเป็นวงกลม อันว่าวงกลมนั้นจะกล่าว อ้าง ว่าตรงไหนเป็นต้นเป็นปลาย
ไม่ได้ แต่ที่ยกเอาอวิชชาขึ้นกล่าวก่อนธรรมองค์ อื่นนั้น ไม่ใช่อวิชชาเป็นต้นของวัฏฏะ หรือเป็นองค์ที่เกิดก่อน หากเป็น
เพราะ อวิชชานี้เป็นตัวประธาน เป็นตัวสำคัญ เป็นรากเง้าเค้ามูลที่ก่อให้เกิดมี วัฏฏะ คือ การหมุนวนเป็นวงกลมขึ้น ถ้าไม่มีอวิชชา อันเป็นตัวสำคัญนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ปฏิจจสมุปปาทอีก ๑๑ องค์ ก็จะไม่ปรากฏเกิดขึ้นได้เลย ดังนั้น จึงได้มีคาถาที่ ๑0 ซึ่งเป็นคาถาสุดท้ายแห่งปฏิจจสมุปปาทนัยว่า

๐. วฏฺฏมาพนฺธมิจฺเจว, เตภูมกมนาทิกํ,
ปฏิจฺจสมุปฺปาโทติ, ปฏฺฐเปสิ มหามุนิ ฯ

แปลความว่า สมเด็จพระมหามุนี ทรงแสดงว่า วัฏฏะอันหาเบื้องต้นมิได้ ซึ่งเป็นไปในภูมิ ทั้ง ๓ มีอาการเกี่ยว
พันกันอย่างไม่ขาดสาย ดังที่บรรยายมาฉะนี้ว่า ปฏิจจสมุปปาท

------------------------------

จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคคติย่อมหวังได้
จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปฏิกงฺขา เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติย่อมหวังได้

รู้อะไรก็ไม่สู้เท่ารู้ตัว ไม่พันพัวอกุสลพ้นอบาย