พระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑

คู่มือการศึกษา

จิตปรมัตถ

พระอภิธัมมัตถสังคหะ

ปริจเฉทที่๑


---------------

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธฺสฺส

ความเบื้องต้น

(ใหม่!....ท่านสามารถเปิดด้วยมือถือ iPad, iPhone)

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมคำสอนตามความใน พระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑ ซึ่งพระอนุรุทธาจารย์ ได้รจนาไว้ และให้ชื่อว่า จิตตสังคหวิภาค อันมีความหมายว่า เป็นส่วนที่รวบรวมกล่าวถึง จิตปรมัตถ โดยย่อ ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงให้ชื่อว่า คู่มือการศึกษา จิตปรมัตถก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่องของ จิตปรมัตถ ขอกล่าวความเบื้องต้นพอให้ทราบที่มาแห่งพระอภิธัมมัตถสังคหะ และข้อความบางประการที่ควรจะทราบไว้ในชั้นต้นนี้ เพื่อจะได้สะดวกแก่การศึกษาต่อไป

๑. สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า นับแต่ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณแล้ว ได้ทรงสั่งสอนโปรดเวไนยสัตว์ เป็นเวลายาวนานถึง ๔๕ ปีนั้น รวมได้ถึง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เมื่อประมวลจัดสรรสงเคราะห์เป็นพวกเป็นหมวดเป็นหมู่ ก็จัดได้เป็น ๓ หมวด ซึ่งเรียกกันว่า พระไตรปิฎก คือ

พระวินัยปิฎก

พระสุตตันตปิฎก

พระอภิธรรมปิฎก

๒. พระวินัยปิฎก ธรรมใดที่แสดงไว้เป็นข้อบังคับ เป็นระเบียบแบบแผนให้ประพฤติปฏิบัติ โดยมีข้อกำหนดโทษแก่ผู้ล่วงละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตามไว้เป็นชั้นๆ ตามโทษานุโทษนั้น เรียกว่า พระวินัยปิฎก มี ๒๑๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระวินัยนี้เป็นพื้นฐานในอันที่จะสร้าง สรรค์ให้รูปร่างงดงาม มีสง่าราศี และกิริยามารยาทสุภาพเรียบร้อย พระวินัยปิฎก ซึ่งมี ๒๑๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี้ จำแนกเป็น ๕ คัมภีร์มีชื่อว่า คัมภีร์อาทิกรรม คัมภีร์ปาจิตตีย คัมภีร์มหาวัคค คัมภีร์จุลลวัค และ คัมภีร์ปริวาร เพื่อให้สะดวกแก่การจดจำรำลึก ท่านโบราณาจารย์จึงได้ยกพยางค์หน้าแห่งคัมภีร์นั้นๆ มาเป็นเครื่องจดจำ คือ อา ปา มะ จุ ปะ ต่อมาก็เลยถือกันว่า
อา ปา มะ จุ ปะ นี้คือหัวใจของพระวินัย

๓. พระสุตตันตปิฎก ธรรมใดที่แสดงไว้ โดยยกบุคคลขึ้นเป็นตัวอย่าง ทั้งในทางชอบและทางชั่ว มุ่งหมายที่จะให้เวไนยชนได้รู้สมมติสัจจะ คือ รู้ความจริงตามโวหารของโลกนั้น เรียกว่า พระสุตตันตปิฎก ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า พระสูตร มี ๒๑๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระสูตรนี้เป็นพื้นฐานในอันที่จะสร้างสรรค์ให้อัธยาศัยสงบ และมีจิตใจแน่วแน่มั่นคง

พระสุตตันตปิฎก หรือ พระสูตร ซึ่งมี ๒๑๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี้จำแนกเป็น ๕ นิกาย มีชื่อว่า ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตรนิกาย และขุทกนิกาย เพื่อให้สะดวกแก่การจดจำรำลึก ท่านโบราณาจารย์
จึงได้ยกพยางค์หน้าแห่งนิกายนั้น ๆ มาเป็นเครื่องจดจำ คือ ที มะ สัง อัง ขุ ต่อมาก็เลยถือกันว่า ที มะ สัง อัง ขุ นี้คือหัวใจของพระสูตร

๔. พระอภิธรรมปิฎก ธรรมใดที่แสดงไว้เป็นส่วน ล้วนแต่เป็นปรมัตถสัจจะ คือ ตามความเป็นจริงอันมีเนื้อความไม่เปลี่ยนแปลงผันแปร เพื่อจะได้เห็นแจ้งในสภาวธรรมนั้นๆ โดยไม่กล่าวอ้างบุคลมาเป็นสำคัญนั้น เรียกว่าพระอภิธรรมปิฎกมี ๔๒๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระอภิธรรมนี้เป็นพื้นฐาน ในอันที่จะสร้างสรรค์ให้มีสติว่องไว มั่นคง และมีปัญญาหลักแหลมพระอภิธรรมปิฎก ซึ่งมี ๔๒๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี้ จำแนกเป็น ๗ คัมภีร์มีชื่อว่า ธัมมสังคณี วิภังค ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ กถาวัตถุ ยมก และมหาปัฏฐาน เพื่อให้สะดวกแก่การจดจำรำลึก ท่านโบราณาจารย์จึงได้ยกพยางค์หน้าแห่งคัมภีร์นั้นๆ มาเป็นเครื่องจดจำ คือ สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ ต่อมาก็เลยถือกันว่า สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ นี้คือ หัวใจของพระอภิธรรม

คัมภีร์ ธัมมสังคณี ว่าด้วย หมวดแห่งปรมัตถธรรม

คัมภีร์ วิภังค ว่าด้วย การจำแนกปรมัตถธรรม

คัมภีร์ ธาตุกถา ว่าด้วย ธาตุแห่งปรมัตถธรรม

คัมภีร์ ปุคคลบัญญัติ ว่าด้วย บัญญัติ บุคคล และปรมัตถ

คัมภีร์ กถาวัตถุ ว่าด้วย การถามและตอบในปรมัตถธรรม

คัมภีร ยมก ว่าด้วย การแสดงปรมัตถธรรมเป็นคู่ๆ

คัมภีร์ มหาปัฏฐาน ว่าด้วย ปัจจัยของปรมัตถธรรม

๕. พระอภิธรรมมัตถสังคหะ มาจากคำว่า อภิธมฺม แปลว่า ธรรมอันประเสริฐยิ่ง หมายความว่า เป็นธรรมที่มีอยู่จริง เป็นธรรมที่เป็นจริงได้แก่ พระอภิธรรมปิฎก ๗ คัมภีร์ อตฺถ แปลว่า เนื้อความ หมายความว่า เป็นเนื้อหาหรือเป็นหัวข้อแห่งพระอภิธรรม ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน และบัญญัติ สํ แปลว่า โดยย่อ คห แปลว่า รวบรวม เมื่อประมวลความหมายแห่งคำเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้วก็มีความหมายว่า จิต เจตสิก รูป นิพพาน และบัญญัติ ที่พระองค์ทรงแสดงไว้ในพระอภิธรรมปิฎก ๗ คัมภีร์นั้นได้ รวบรวมมาแสดงโดยย่อในปกรณ์นี้ พระอภิธัมมัตถสังคหะนี้ เป็นชื่อของปรณ์ ที่พระอนุรุทธาจารย์ได้รวบรวมอธิบายความโดยย่อแห่ง พระอภิธรรมปิฎก

๖. พระอนุรุทธาจารย์ เป็นพระเถระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นชาวเมืองกาวิลกัญจิ อยู่ในแคว้นมัททราฐ ทางภาคใต้ของประเทศอินเดีย ได้ไปศึกษาพระอภิธรรมปิฎกที่ อนุราธบุรี ในประเทศลังกา จนมีนามอุโฆษ ว่าเชี่ยวชาญ
และแตกฉานในพระอภิธรรม สำนักอยู่ ณ วัดตุมูลโสมาราม นัมพอุบาสก ผู้เป็นทายก จึงได้อาราธนาขอให้
รวบรวมพระอภิธรรมปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งมากนั้น ให้สั้นและง่ายเพื่อสะดวกแก่การศึกษาและ
จดจำ ด้วยความมุ่งหมายให้เป็นประโยชน์แก่นักศึกษาพระอภิธรรมทั้งหลายในอนาคต พระอนุรุทธาจารย์จึงได้
อาศัยบาลี อรรกถา ฎีกา และอนุฎีกาเป็นหลักในการรวบรวม แล้วรจนาขึ้นโดยย่อ และให้ชื่อว่า
พระอภิธัมมัตถสังคหะ เมื่อประมาณพุทธศักราช ๙๐๐ พระอนุรุทธาจารย์ ผู้รจนาพระอภิธัมมัตถสังคหะนี้ได้รับความยกย่องนับถือ ว่าเป็นพระเถระเจ้าชั้น คันถรจนาจารย์

๗. บาลี หมายถึงพระพุทธพจน์ คือถ้อยคำที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาโดยตรง

๘. อรรถกถา แปลตามศัพท์ว่า กล่าวเนื้อความ อรรถ (อัตถ = เนื้อความ) + กถา (กล่าวถ้อยคำ) มีความหมายว่า อรรถกถา กล่าวแก้เนื้อความในบาลี มิได้หมายความว่าเนื้อความในบาลีนั้นผิด ท่านอรรถกถาจารย์จึงมาแก้ให้ถูก แต่หมายความว่า เนื้อความในบาลีนั้น ไม่ได้อธิบายขยายความโดยละเอียด อาจจะเกิดข้อสงสัยขึ้นได้ ท่านอรรถกาจารย์จึงได้อธิบายขยายความให้ละเอียดกระจ่างแจ้ง เป็นการแก้ข้อสงสัยที่จะพึงมีในธรรมข้อนั้น ผู้ที่แสดงอรรถกถานั้น ได้รับความยกย่องว่าเป็นอาจารย์จึงเรียกว่าอรรถกถาจารย์ อรรถกถานั้นได้รับความเชื่อถือ
เป็นอย่างสูง รองมาจากบาลี

๙. ฎีกา คือ คำกล่าวแก้อรรถกถาอีกชั้นหนึ่ง หมายความว่า อรรถกถานั้นอาจมีข้อความที่น่าสงสัย ไม่แจ่มแจ้งพอ ท่านฎีกาจารย์จึงอธิบายขยายความเพื่อแก้ข้อสงสัยในธรรมส่วนนั้นๆ อีกต่อหนึ่ง ฎีกานี้ ได้รับความเชื่อถือรองลงมาจากอรรถกถา นอกจากอรรถกถาจารย์และฎีกาจารย์แล้ว ยังมีอนุฎีกาจารย์และเกจิอาจารย์อีก

๑๐. อนุฎีกาจารย์ คือ ผู้ที่กล่าวแก้ข้อสงสัยอันจะพึงมีในฎีกา เกจิอาจารย์ คือ อาจารย์อื่นๆ ที่แสดงความเห็นในข้อธรรม หรืออธิบายขยายความในข้อธรรมทั่วๆไป อนุฎีกาจารย์ก็ดี เกจิอาจารย์ก็ดี ได้รับความเชื่อถือลดหลั่นรองลงมาจากฎีกาอีก ดังจะเห็นได้ว่าไม่ใคร่จะได้ถูกยกมากล่าวอ้างบ่อยนัก

๑๑. พระอภิธรรม กล่าวถึงธรรม ๒ ประการ คือ ปรมัตถธรรม ๑ และ บัญญัติธรรม ๑ ปรมัตถธรรม เป็นธรรมที่มีเนื้อความอันไม่วิปริตผันแปรเปลี่ยนแปลงเลย ปรมัตถธรรมนั้นมี ๔ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ส่วนบัญญัติธรรมนั้น ไม่ใช่สิ่งที่มีเอง เป็นเอง แต่เป็นสิ่งที่บัญญัติขึ้น สมมติขึ้น เพื่อเรียกขานกันตามโวหารของชาวโลก ตามความนิยมเฉพาะหมู่เฉพาะเหล่า ธรรมที่มีเนื้อความอันไม่วิปริตผันแปรเปลี่ยนแปลงคือ ปรมัตถธรรมนี้ย่อมต้องมีสภาวะ หรือ สภาพ หรือลักษณะ ๒ ประการ คือ สามัญญลักษณะและวิเสสลักษณะ

๑๒. สามัญญลักษณะ เป็นลักษณะสามัญทั่วๆ ไป เป็นลักษณะตามธรรมดาตามธรรมชาติ ตามปกติที่ ปรมัตถธรรมจะต้องมีเหมือนๆ กันอยู่ ๓ อย่าง คือ อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ และอนัตตลักษณะ อนิจจลักษณะ เป็นลักษณะที่ไม่เที่ยง ไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืนอยู่ได้ตลอดกาล ทุกขลักษณะ เป็นลักษณะที่ทนอยู่ไม่ได้ จำต้องดับ ต้องเสื่อมสลายหายสูญไป อนัตตลักษณะ เป็นลักษณะที่ว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ ที่จะให้เป็นไปตามใจชอบหาได้ไม่ เพราะเหตุว่า สามัญญลักษณะนี้มี ๓ ประการดังกล่าวมานี้จึงได้ชื่อว่า ไตรลักษณ์ จิต เจตสิก และรูป มีไตรลักษณ์ หรือ สามัญญลักษณะครบบริบูรณ์ทั้ง ๓ ประการ แต่นิพพาน มี สามัญญลักษณะเพียง ๑ คือ อนัตตลักษณะเท่านั้น ส่วนบัญญัติธรรม หามีสามัญญลักษณะ ๓ ประการ คือ ไตรลักษณ์นี้ แต่อย่างใดไม่ เพราะบัญญัติธรรมไม่ใช่ปรมัตถธรรม แต่เป็นบัญญัติธรรมคือ สมมติสัจจะ ที่สมมติขึ้นหรือบัญญัติขึ้นตามโวหารของโลกเท่านั้น หาใช่สิ่งที่มีเองเป็นเอง แต่อย่างใดไม่

๑๓. วิเสสลักษณะ เป็นลักษณะพิเศษประจำตัว เป็นลักษณะพิเศษจำเพาะตัว ของปรมัตถธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งไม่ เหมือนกันเลย แต่ผิดแผกแตกต่างกันทั้งนั้น วิเสสลักษณะนี้มี ๔ ประการ คือ ลักษณะ รสะ ปัจจุปัฏฐาน และ ปทัฏฐาน ลักษณะ คือ คุณภาพ หรือ เครื่องแสดง หรือสภาพโดยเฉพาะที่มีประจำตัวของธรรมนั้น ๆ รสะ คือกิจการงานหรือหน้าที่ ที่ธรรมนั้นๆ พึงกระทำตามลักษณะของตน รสะ นี้ยังแบ่งได้อีกเป็น ๒ คือ กิจจรส
และสัมปัตติรส กิจจรส เช่นความร้อนของไฟ มีหน้าที่ทำให้สิ่งของต่างๆสุก สัมปัตติรส เช่นแสงของไฟ มีหน้าที่การงานทำให้สว่าง ปัจจุปัฏฐาน คือ ผลของรสะ หรืออาการปรากฏที่เกิดจากธรรมนั้นๆ ได้ทำกิจการงานแล้ว ปทัฏฐาน คือ เหตุใกล้ ที่ทำให้ธรรมนั้นๆเกิดขึ้น เพราะเหตุว่า วิเสสลักษณะนี้มี ๔ ประการดังกล่าวมาแล้วนี้ จึงได้ชื่อว่า ลักขณาทิจตุกะ แปลว่า ธรรมที่มีองค์ ๔ อันมีลักษณะ เป็นต้น

จิตเจตสิก และรูป มีวิเสสลักษณะ หรือลักขณาทิจตุกะ ครบบริบูรณ์ทั้ง ๔ ประการ แต่นิพพาน มีลักขณาทิจตุกะ หรือวิเสสลักษณะเพียง ๓ ประการเท่านั้น คือ ไม่มี ปทัฏฐาน เหตุใกล้ให้เกิด เพราะนิพพานเป็นธรรมที่พ้นจากเหตุจากปัจจัยทั้งปวงส่วนบัญญัติธรรมนั้น ไม่มีวิเสสลักษณะเลย เพราะเป็นการบัญญัติขึ้นตามความนิยมของชาวโลกเฉพาะหมู่เฉพาะเหล่า ดังจะเห็นได้ว่า ของเหมือนกัน ก็เรียกต่างกัน และบางอย่างออกเสียงเหมือนกัน แต่ความหมายต่างกัน

๑๔. พระอภิธัมมัตถสังคหะ ซึ่งพระอนุรุทธาจารย์ได้รจนาขึ้นนั้นพอจะเปรียบได้ว่าเป็น "แบบเรียนเร็วพระอภิธรรม" ท่านได้แบ่งเป็น ๙ ปริจเฉท คือ

ปริจเฉทที่ ๑ ชื่อว่า จิตตสังคหวิภาค รวบรวมแสดงจิตปรมัตถ

ปริจเฉทที่ ๒ ชื่อว่า เจตสิกสังคหวิภาค รวบรวมแสดงเจตสิกปรมัตถ

ปริจเฉทที่ ๓ ชื่อว่า ปกิณณกสังคหวิภาค รวบรวมแสดงธรรมต่างๆ ๖ หมวด คือ เวทนา เหตุ ทวาร กิจ อารมณ์ และวัตถุ

ปริจเฉทที่ ๔ ชื่อว่า วิถีสังคหวิภาค รวบรวมแสดงวิถีจิต

ปริจเฉทที่ ๕ ชื่อว่า วิถีมุตตสังคหวิภาค รวบรวมแสดงจิตที่พ้นวิถีและธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับจิตที่พ้นวิถี

ปริจเฉทที่ ๖ ชื่อว่า รูปสังคหวิภาค รวบรวมแสดงรูปปรมัตถและนิพพาน

ปริจเฉทที่ ๗ ชื่อว่า สมุจจยสังคหวิภาค รวบรวมแสดงธรรมที่สงเคราะห์เข้าเป็นหมวดเดียวกันได้

ปริจเฉทที่ ๘ ชื่อว่า ปัจจยสังคหวิภาค รวบรวมแสดงธรรมที่อุปการะซึ่งกันและกัน และแสดงบัญญัติธรรมด้วย

ปริจเฉทที่ ๙ ชื่อว่า กัมมัฏฐานสังคหวิภาค รวบรวมแสดงอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งการงานทางใจ คือ สมถะ และ วิปัสสนา

๑๕. เพื่อสะดวกแก่การศึกษา ขอแสดงจำนวนจิตและประเภทของจิตทั้งหมดให้ทราบก่อน ดังต่อไปนี้

ผังนี้เป็นการแสดงจำนวนจิตโดยย่อ ๘๙ ดวง ส่วนรายละเอียดตลอดจนชื่อของจิตแต่ละดวงนั้นจะปรากฎต่อไปตามลำดับ ขอกล่าวข้อความเบื้องต้นแต่เพียงนี้ บัดนี้จะได้ดำเนินความตามเรื่องของ จิตตปรมัตถ ต่อไป



อภิธรรมบรรยาย ปริจเฉทที่ ๑, ๔๔ กัณฑ์ (กิตติวุฑโฒ ภิกขุ)